Skip to Content Skip to Navigation

เตรียมตัวสำหรับจุดหมายทางวิญญาณของท่าน

เอ็ลเดอร์นีล แอล. แอนเดอร์เซ็น
แห่งโควรัมอัครสาวกสิบสอง


เอ็ลเดอร์นีล แอล. แอนเดอร์เซ็น,  “เตรียมตัวสำหรับจุดหมายทางวิญญาณของท่าน” 

ไฟร์ไซด์ซีอีเอสสำหรับคนหนุ่มสาว • 10 มกราคม 2010 • มหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์

พี่น้องหนุ่มสาวที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่สามารถมองเห็นหน้าท่านทุกคนในศูนย์แมริออตต์แห่งนี้ และแน่นอนว่าข้าพเจ้าไม่สามารถมองเห็นหน้าท่านในห้องนมัสการหลายพันแห่งทั่วโลกได้ แต่ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความดีของท่าน ความปรารถนาจะทำสิ่งถูกต้อง ความรักที่ท่านมีต่อพระเจ้าและพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟู  พรประการหนึ่งของการเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่คือเราได้มีโอกาสอยู่กับท่านทั่วโลก  ไม่กี่เดือนก่อนเราได้เห็นหน้าท่านและจับมือทักทายท่านในหลายแห่งทั่วสหรัฐ  เราเดินทางไปยุโรปตะวันออก รัสเซีย และสหราชอาณาจักรกับประธานและซิสเตอร์อุคท์ดอร์ฟเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  เดือนตุลาคมเราอยู่ในแอฟริกาใต้และแอฟริกาตะวันตก  เดือนพฤศจิกายนเรากลับจากอเมริกากลาง  มีพลังยิ่งใหญ่ของความชอบธรรมในหมู่คนหนุ่มสาวและเยาวชนของศาสนจักร  ขอให้สบายใจได้ที่รู้ว่าคนหลายหมื่นหลายแสนคนร่วมเผชิญการท้าทายและรู้ซึ้งถึงจุดประสงค์สำคัญเช่นเดียวกับท่าน  ข้าพเจ้ารักท่าน และสวดอ้อนวอนขอให้พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับเราขณะพูดถึงเรื่องสำคัญต่อท่านคืนนี้

ข้าพเจ้าอยู่ในชีวิตมรรตัยนี้มาสามถึงสี่ทศวรรษนานกว่าพวกท่านส่วนใหญ่ แต่ประสบการณ์ของข้าพเจ้าไม่ได้นำข้าพเจ้ามาอยู่ต่อหน้าท่าน  ข้าพเจ้าทราบดีถึงความอ่อนแอของตนเองและยืนต่อหน้าท่านในฐานะอัครสาวกของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นพยานถึงพระองค์และพูดสิ่งที่พระองค์มีพระประสงค์จะตรัส  งานมอบหมายของข้าพเจ้าคืนนี้มาจากหัวหน้าอัครสาวกของพระผู้ช่วยให้รอด ประธานโธมัส เอส. มอนสัน

ขณะมองดูท่าน ข้าพเจ้านึกถึงตนเองเมื่อ 37 ปีก่อน  ข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากงานเผยแผ่ในฝรั่งเศส  นอกจากเงินเล็กน้อยที่ยืมมาแล้วข้าพเจ้ามีทุนทรัพย์ไม่มากเมื่อมามหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์ ข้าพเจ้าได้งานเป็นคนล้างหน้าต่างของมหาวิทยาลัย  หนึ่งปีก่อนจะพบเคธี วิลเลียมส์ผู้เป็นแสงสว่างของชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกเหงาอยู่บ้างและไม่มั่นใจในเส้นทางข้างหน้า  ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่า “อนาคตข้าพเจ้าจะเป็นเช่นไร และข้าพเจ้าควรเตรียมรับอนาคตอย่างไร”

เพราะนึกถึงความคิดเหล่านี้ข้าพเจ้าจึงตั้งชื่อข่าวสารของข้าพเจ้าคืนนี้ว่า “เตรียมตัวสำหรับจุดหมายทางวิญญาณของท่าน”

ครั้งพระผู้ช่วยให้รอดประทับบนแผ่นดินโลก พระองค์ตรัสถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมบ่อยครั้งเพื่อช่วยให้สาวกของพระองค์เข้าใจเรื่องทางวิญญาณซึ่งเป็นนามธรรมมากขึ้น  พระองค์ตรัสถึงเมล็ดพืช ยุ้งฉาง แม่ไก่ ดอกไม้ สุนัขจิ้งจอก และสิ่งจับต้องได้อีกหลายสิบอย่างเพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับศรัทธาและการกลับใจ พลังทางวิญญาณและความรอด

พระองค์มิได้ตรัสถึงเครื่องบินเพราะไม่มีในสังคมของพระองค์ แต่ประธานอุคท์ดอร์ฟชดเชยให้แล้วในระยะไม่กี่ปีมานี้และได้ให้คำสอนที่ยอดเยี่ยมแก่เราจากประสบการณ์ในการเป็นนักบินของท่าน

ข้าพเจ้ามีเรื่องเครื่องบินที่จะสอนเราคืนนี้เกี่ยวกับการเตรียมตัวสำหรับจุดหมายทางวิญญาณของเรา

กัปตันซัลเลนเบอร์เกอร์กับสายการบินยูเอสเที่ยวบินที่ 1549

สัปดาห์นี้เมื่อหนึ่งปีก่อนตรงกับวันที่—15 มกราคม 2009— สายการบินยูเอสเที่ยวบินที่ 1549 ออกจากสนามบินลากัวร์เดียในนครนิวยอร์กและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าการเดินทางไปชาร์ลอตต์ นอร์ธแคโรไลนาตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐครั้งนี้น่าจะราบรื่น  กัปตันเครื่องบินคือร้อยเอกเชสลีย์ บี. “ซัลลี” ซัลเลนเบอร์เกอร์  จากชั่วโมงบินมากกว่า 19,000 ชั่วโมง เขาคิดว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อจากนี้จะเป็นเที่ยวบินธรรมดาๆ เหมือนทุกครั้ง  

Image

ร้อยเอกเชสลีย์ บี. ซัลเลนเบอร์เกอร์

ขณะเครื่องแอร์บัสเอ 320 ไต่ระดับขึ้นไปถึง 3,000 ฟุต จู่ๆ เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขา  ห่านแคนาดาตัวใหญ่มหึมาปีกกว้างหกฟุตฝูงหนึ่งอยู่ในเส้นทางบินพอดี  นกตัวใหญ่ชนเครื่องบิน  ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ที่บินด้วยปีกสองข้างกำลังดูดอากาศเข้ามาในใบพัดด้วยแรงมหาศาลได้ดูดห่านเข้ามาในใบพัดด้วย ส่งผลให้เกิดเสียงน่ากลัวขณะนกถูกดูดเข้าไปในเครื่องยนต์  จากนั้นก็เงียบกริบ—เครื่องยนต์ได้หยุดทำงาน

Image

ทิศทางบินของสายการบินยูเอสเที่ยวบินที่ 1549 ก่อนร่อนลงจอดฉุกเฉินที่แม่น้ำฮัดสัน

ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์เริ่มตัดสินใจทันทีว่าจะเอาเครื่องลงจอดให้ปลอดภัยได้อย่างไร  ตอนแรกเขาคิดจะบินกลับไปสนามบินแต่อีกสนามบินหนึ่งก็อยู่ไม่ไกล  เป็นช่วงที่อันตรายและเสี่ยงมาก  เขาไม่ทราบว่าจะประคองเครื่องบินไปได้นานเท่าใดโดยไม่มีแรงขับเคลื่อน  เขามีเวลาตัดสินใจครู่เดียว  ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์ตัดสินใจเอาเครื่องลงจอดในแม่น้ำฮัดซันซึ่งอยู่ใกล้นครนิวยอร์ก  ในไม่กี่วินาทีนั้น การฝึก วิจารณญาณ สัญชาตญาณ และพรสวรรค์ของเขาได้นำมาใช้กับการลงจอดฉุกเฉินตรงหน้า  

Image

สายการบินยูเอสเที่ยวบินที่ 1549 ร่อนอยู่เหนือสะพานจอร์จวอชิงตันเพียง 900 ฟุต

Image

วันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 2009 สายการบินยูเอสเที่ยวบินที่ 1549 ร่อนลงจอดในแม่น้ำฮัดสัน นิวยอร์ก

เนื่องจากด้านนอกเป็นตึกระฟ้า เครื่องบินจึงลดระดับลงอย่างรวดเร็ว โดยบินอยู่เหนือสะพานจอร์จวอชิงตันเพียง 900 ฟุต  จากนั้นเขาขับเครื่องบินให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้โดยให้ปีกขนานไปกับผิวน้ำ เขายกหัวเครื่องบินขึ้นเพื่อให้ท้องเครื่องแล่นแตะลงไปในผิวน้ำ  เครื่องบินขนาด 120 ตันแฉลบบนผิวน้ำแล้วจอดนิ่งสนิทอย่างปลอดภัย  

Image

ผู้โดยสารสายการบินยูเอสเที่ยวบินที่ 1549 รอความช่วยเหลือ; รอยเตอร์/เจน โด

อากาศช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งและกัปตันรู้ว่าเครื่องบินกำลังเริ่มจม  ผู้โดยสารจึงได้รับความช่วยเหลือให้ออกทางออกฉุกเฉินไปบนปีกเครื่องอย่างรวดเร็ว  แพช่วยชีวิตกางออก และเรือจากฝั่งรีบรุดมาช่วยผู้โดยสาร  ข่าวเป็นเรื่องแทบไม่น่าเชื่อ  แม้จะเสียเครื่องบินราคา 60 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์นำเครื่องลงจอดอย่างปลอดภัย ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ทั้ง 154 คนปลอดภัย ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์ก็ปลอดภัยเช่นกัน

เฉกเช่นพระเยซูทรงกระทำในการสอนของพระองค์ เราจะโยงสิ่งที่เป็นรูปธรรมเข้ากับนามธรรม ทางโลกเข้ากับทางวิญญาณ  เราจะพูดถึงสามด้านที่เราสามารถเห็นจุดหมายทางวิญญาณของเรา—จุดหมายทางวิญญาณของท่าน—ได้ในสายการบินยูเอสเที่ยวบินที่ 1549   หนึ่ง ท่านกำลังเดินทางผ่านความเป็นมรรตัย  สอง ท่านต้องเป็นกัปตันในอุดมการณ์ของพระเจ้าโดยมีพันธกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ  สาม หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของท่านคือกลับอย่างปลอดภัยและพาคนอีกหลายคนมาด้วย

การเดินทางผ่านความเป็นมรรตัย

ประการที่ 1 ท่านกำลังเดินทางผ่านความเป็นมรรตัย

ผู้โดยสารของเที่ยวบิน 1549 ไม่ได้เริ่มการดำรงอยู่ขณะขึ้นเครื่องในนิวยอร์ก  พวกเขากำลังเดินทาง  เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตพวกเขาก่อนขึ้นเครื่อง และจะเกิดขึ้นอีกมากมายหลังจากขึ้นเครื่องแล้ว  ทำนองเดียวกัน ชีวิตมรรตัยไม่ได้อยู่ตรงจุดที่เราเริ่มต้นหรือตรงจุดที่เราจะสิ้นสุด  เรากำลังเดินทาง  การเดินทางเริ่มต้นนานแล้วในสภาพก่อนมรรตัยเมื่อเราได้รับ “บทเรียนแรกๆ ของ [เรา] ในโลกแห่งวิญญาณและพร้อมจะออกมาในเวลาอันเหมาะสมของพระเจ้า” (หลักคำสอนและพันธสัญญา 138:56) เราเป็นบุตรธิดาของพระบิดามารดาบนสวรรค์จริงๆ  พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เราคือพระผู้เป็นเจ้า; เรารังสรรค์โลก และมนุษย์ก่อนพวกเขาเป็นอยู่ในเนื้อหนัง” (โมเสส 6:51 “เพราะในสวรรค์เราสร้างพวกเขา” (โมเสส 3:5)

กวีวิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธแต่งบทร้อยกรองที่ไพเราะไว้ดังนี้

กำเนิดเราใช่อื่นไกล เป็นความหลับใหลลืมเลือน
จิตวิญญาณที่ติดเตือน ดาวชีวิตเป็นเสมือน
เลือนลับอยู่ที่อื่นใด
จากความเวิ้งว้างห่างไกล
หาใช่เลือนราง
ร่างไร้
แต่ในเมฆหมอกแห่งสิริวิไล ยังเตือนใจว่าเรามา
จากพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นครอบครัวของเรา 1

ชีวิตก่อนเกิดของเราไม่ใช่การดำรงอยู่เฉยๆ  เรามีโอกาสให้เลือกทำที่นั่นเช่นเดียวกับที่นี่  เราก้าวหน้าและอยากมีร่างกายและประสบการณ์ของความเป็นมรรตัย  เราต้องการพิสูจน์ว่าเราเต็มใจดำเนินชีวิตด้วยศรัทธา  พระบิดาบนสวรรค์ทรงเสนอแผนต่อเรา   ศูนย์กลางของแผนคือบทบาทของพระบุตรองค์เดียวที่ถือกำเนิดเพื่อเตรียมทางกลับให้เรา  เรายอมรับแผนของพระบิดาและชื่นชมยินดีในพระผู้ช่วยให้รอดที่ได้รับเลือก  โอกาสและความรับผิดชอบที่แต่งตั้งไว้ล่วงหน้าของเราช่วยกำหนดสิ่งที่เราต้องทำในความเป็นมรรตัย  “การกระทำของเราในโลกวิญญาณมีอิทธิพลต่อเราในความเป็นมรรตัย”2 อย่างที่เราไม่เข้าใจเท่าใดนัก

เราอยู่ที่นี่เวลานี้—ในความเป็นมรรตัยที่เรารอมานาน  แม้เราจะจำชีวิตก่อนเกิดไม่ได้แล้ว แต่นั่นเป็นจริงสำหรับเรา  แม้แต่ในชีวิตนี้เราก็ยังจำเรื่องราวสำคัญทั้งหมดไม่ได้  ตัวอย่างเช่น ท่านจำคำพูดคำแรกหรือก้าวเดินก้าวแรกของท่านได้หรือไม่  จำได้ไหมว่าท่านเคยคิดว่า “ฉันสังเกตว่าแม่ไม่อุ้มฉันอย่างเคย ฉะนั้นถ้าฉันอยากไปที่ใด ฉันต้องลุกเดินไปเอง”  ไม่ยากที่เราจะรู้สึกลึกๆ ในใจเราว่าตัวเราไม่ได้เริ่มตอนเราเกิดมาในความเป็นมรรตัย  เราเป็นบุตรและธิดาของพระผู้เป็นเจ้า  มีข้อความหนึ่งในแอลมาที่บอกว่าบทบาทของพระคัมภีร์คือ “[ขยาย] ความทรงจำของคนเหล่านี้” (แอลมา 37:8)  ความทรงจำของเราขยาย และเรารู้ว่าเราพร้อมรับชีวิตที่เรามีอยู่ขณะนี้

เช่นดียวกับที่ชีวิตเราเริ่มต้นก่อนเราเกิดเป็นมนุษย์ ชีวิตเราก็ไม่ได้สิ้นสุดเมื่อหัวใจหยุดเต้น  เราจะดำเนินต่อไป  ตัวท่าน—ท่าน เฉพาะตัวท่าน—ท่าน จะเป็นท่านตลอดไป  บางคนอาจพูดว่า “ฉันไม่ชอบตัวฉันเลย”  เสียใจด้วย  ท่านสามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นใคร ท่านเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่วันนี้ แต่ท่านจะเป็นท่านเสมอ

กัปตันในอุมการณ์ของพระเจ้า

ประการที่ 2 ท่านต้องเป็นกัปตันในอุดมการณ์ของพระเจ้าโดยมีพันธกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ

ท่านและข้าพเจ้ามีจุดหมายทางวิญญาณ และนั่นใช่จะยอมให้เรานั่งเฉยๆ อยู่หลังเครื่องบินขณะเดินทางผ่านความเป็นมรรตัย  พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าในพงศ์พันธุ์ของเขาทุกประชาชาติของแผ่นดินโลกจะได้รับพร (ดู ปฐมกาล 22:18; อับราฮัม 2:9)  พระองค์กำลังตรัสถึงพรทางวิญญาณที่มาสู่โลกผ่านเราผู้ที่พระองค์ทรงเรียกว่าเป็น “ลูกหลานแห่งพันธสัญญา” (3 นีไฟ 20:26)  แอลมาบรรยายว่าบางคน “ได้รับเรียกและเตรียมไว้นับจากการวางรากฐานของโลกตามความรู้ล่วงหน้าของพระผู้เป็นเจ้า” (แอลมา 13:3)

ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า ฉันเป็นใครกัน  ทำไมฉันจึงรู้สึกอย่างที่ฉันรู้สึก  ทำไมฉันจึงเลือกเชื่อในพระเจ้าพระเยซูคริสต์จนหมดใจ  ทำไมฉันจึงเลือกรักษาพระบัญญัติทั้งที่คนอื่นไม่สนใจเรื่องนี้  ทำไมฉันจึงรู้สึกอย่างที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอน  ทำไมพระคำจึงออกจากพระคัมภีร์เข้ามาในใจฉันโดยตรงทั้งที่คนอื่นแทบไม่สนใจงานศักดิ์สิทธิ์นี้  ทำไมฉันจึงเต็มใจทำพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ผ่านบัพติศมา ทำพันธสัญญาในพระวิหาร และ—หลายท่าน—รับใช้งานเผยแผ่

ท่านได้รับเลือกและแต่งตั้งล่วงหน้าให้มีพระกิตติคุณในชีวิต และต้องเป็นผู้นำในอุดมการณ์ของพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟู

ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์ขับเครื่องบินมาแล้วมากกว่า 19,000 ชั่วโมง ณ เวลาที่ขับเที่ยวบิน 1549  เมื่อนึกถึงการตัดสินใจเป็นนักบิน เขากล่าวว่า ตอนอายุ 16 ปี หลังจากขับเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยวได้ไม่ถึง 8 ชั่วโมง เขาก็รู้แล้วว่าการบินจะเป็นจุดหมายส่วนหนึ่งของเขา3

จงยอมรับว่าท่านมีจุดหมายสำคัญนิรันดร์ จุดหมายทางวิญญาณ  จงอ่านปิตุพรของท่าน  ดังราชินีเอสเธอร์ในสมัยก่อนกล่าวว่า “เธอมา … ก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้” (เอสเธอร์ 4:14)  จงเชื่อและน้อมรับเรื่องนี้!

การตระหนักว่าท่านเป็นใครและท่านควรจะเป็นใครนั้นไม่ได้ทำให้ท่านเป็นกัปตันในอุดมการณ์ของพระเจ้า  มีอุปสรรคและการล่อลวงที่อันตรายยิ่งกว่าฝูงห่านแคนาดาตัวใหญ่ซึ่งจะขัดขวางท่านไม่ให้ไปถึงจุดหมาย  ท่านต้องระวัง  การจะเป็นกัปตันในอุดมการณ์ของพระเจ้านั้นต้องมีการเตรียม และการเตรียมไม่ง่ายเลย!  พระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตน แบกและตามเรามา” (มัทธิว 16:24)   พระองค์ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า “การที่มนุษย์จะยกกางเขนของตนมาแบกไว้ [หมายถึงเขา] ปฏิเสธตนเองจากความอาธรรม์ทั้งปวง และตัณหาราคะทุกอย่างทางโลก และรักษาบัญญัติ [ของพระเจ้า]” (มัทธิว 16:24, footnote d; from Joseph Smith Translation, Matthew 16:26)

เมื่อนึกถึงสมัยฝึกการบินที่วิทยาลัยกองทัพอากาศ ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์กล่าวว่า

“นั่นเป็นประสบการณ์ที่ตึงเครียด … เรากำลังถูกทดสอบ … ถูกท้าทาย  และเราต้องมองดูเพื่อนร่วมชั้นจำนวนหนึ่งไม่ผ่าน …

“… นั่นทำให้ผมตระหนักว่าถ้าผมมุมานะมากพอ ผมจะพบพลังที่ผมไม่รู้ว่าตนเองมี  ถ้าผมไม่ถูกบังคับให้ผลักดันตนเอง … ผมคงไม่มีวันรู้ว่าผมต้องดึงพลังที่อยู่ภายในออกมาใช้ให้เต็มที่”4

การเตรียมทางวิญญาณจะดึงพลังที่อยู่ภายในท่านออกมา  มีอำนาจในการสวดอ้อนวอน  มีพลังในพระคัมภีร์  เราเรียนรู้ว่าต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยศรัทธา และเชื่อฟังอย่างเต็มที่มากขึ้น  การเตรียมและรับศีลระลึกอย่างมีค่าควรทุกสัปดาห์จะทำให้เราเป็นคนใหม่และคุ้มครองเรา  เราได้รับของประทานอันมีค่านับไม่ถ้วนของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ของประทานจากสวรรค์นี้มีจริง และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองเราให้ปลอดภัย

เมื่อพูดถึงการเป็นกัปตันสายการบิน ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์เตือนว่า

“ใช่ว่าเราจะเห็นล่วงหน้าหรือคาดเดาได้ทุกสถานการณ์  ไม่มีรายการให้ตรวจสอบได้ทุกอย่าง.5

“คุณต้องรู้ว่าคุณรู้อะไรและไม่รู้อะไร …

“คุณต้องเข้าใจด้วยว่าสถานการณ์ส่งผลต่อวิจารณญาณอย่างไร”6

หลักการเดียวกันนี้นำมาใช้ได้กับพันธกิจทางวิญญาณของเรา  การเปิดเผยส่วนตัวที่ได้รับผ่านของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำทางเราผ่านสิ่งที่คาดไม่ถึงขณะทำสิ่งที่เราต้องทำบนโลกนี้  ความชอบธรรมส่วนตัวจำเป็นต่อการได้ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  เราจะไม่ได้รับการนำทางจากพระวิญญาณบริสุทธิ์หากเราละเลยการเชื่อฟัง

ศูนย์รวมของทั้งหมดที่เราคิดและทำคือพระเจ้าพระเยซูคริสต์  พระชนม์ชีพของพระองค์เป็นต้นแบบของเรา  เพราะพระองค์เราจะมีชีวิตอีกครั้ง  เพราะอำนาจแห่งการชดใช้ของพระองค์เราจึงยืนได้อย่างสะอาดในที่ประทับของพระบิดาเรา  เราเรียนรู้ว่าต้องรักพระบิดาบนสวรรค์และพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์อย่างสุดใจ พลัง ความนึกคิด และพละกำลังของเรา  ข้าพเจ้าชอบข้อความนี้ “คนที่รักพระเจ้าสุดหัวใจ จะไม่รักสิ่งใดเท่าพระองค์และไม่รักสิ่งใดที่ไม่เกี่ยวกับพระองค์”7  พระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” (ยอห์น 14:15)

มีคนดีมากมายบนแผ่นดินโลก  มีคนไม่เห็นแก่ตัวมากมาย  มีคนที่เชื่อในพระคริสต์เช่นเดียวกับเรา  เราไม่ใช่คนเดียวที่สวดอ้อนวอนถึงพระบิดาบนสวรรค์หรือได้รับคำตอบจากการสวดอ้อนวอน  พระบิดาทรงรักลูกของพระองค์ทุกคน  แต่เราต้องไม่ลืมว่าฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่ในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายเท่านั้น  ศาสดาพยากรณ์ของพระเจ้ามีอยู่ที่นี่เท่านั้น  อำนาจการผนึกที่ยอมให้ครอบครัวดำเนินต่อไปเป็นครอบครัวนิรันดร์มีอยู่ที่นี่เท่านั้น

ถึงแม้การถ่ายทอดครั้งนี้จะกระจายเสียงใน 33 ภาษา แต่เราเป็นคนกลุ่มน้อยเมื่อเทียบกับหลายพันล้านคนทั่วโลก  เปโตรเรียกเราว่า “ชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง … เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ” (1 เปโตร 2:9)  อย่าปฏิเสธหรือลดบทบาทและความรับผิดชอบที่กำหนดไว้ให้ท่าน  ท่านต้องเป็นกัปตันในอุดมการณ์ของพระเจ้า รับหน้าที่ชูธงพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟู เพราะพระเจ้าตรัสไว้ว่า ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายจะเป็น “ผู้ส่งสารต่อหน้า [พระองค์] เพื่อเตรียมมรรคาไว้ก่อน [พระองค์]” (หลักคำสอนและพันธสัญญา 45:9)

หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

ประการที่ 3 หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของท่านคือกลับอย่างปลอดภัยและพาคนอีกหลายคนมาด้วย

จุดหมายทางวิญญาณส่วนใหญ่ของท่านจะสะท้อนอยู่ในชีวิตคนที่ท่านช่วยทางวิญญาณ  อะไรทำให้ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์เป็นวีรบุรุษ  อะไรทำให้เขาได้รับความเคารพนับถือและชื่นชม  ใช่สิ่งที่เขาคิดได้ทันทีหรือไม่  ใช่การที่เขาตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงานหรือไม่  ใช่ที่เขารู้วิธีรักษาระดับปีกเครื่องขณะนำเครื่องลงสู่ผิวน้ำหรือไม่  ใช่ทั้งหมดเลย!  แต่สำคัญที่สุดคือ 154 ชีวิตอาจเสียไปได้ง่ายๆ และเขาช่วยให้ทุกคนรอด และในการช่วยคนเหล่านั้น เขาช่วยตนเองให้รอดด้วย

ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์พูดถึงการช่วยชีวิตผู้โดยสารของเขาว่า “ในแง่นามธรรม 155 เป็นเพียงตัวเลข  แต่เมื่อเห็นสีหน้าผู้โดยสารทั้งหมดนั้น—และสีหน้าของทุกคนที่พวกเขารัก—มันทำให้ผมรู้สึกว่าช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่ผลลัพธ์ของเที่ยวบิน 1549 ออกมาดี”8

เราจะนำสิ่งนี้มาใช้กับพันธกิจของเราได้หรือไม่  สมาชิกของศาสนจักรนี้ใจกว้างมากในการช่วยคนยากจนและคนขัดสนทั้งในศาสนจักรและทั่วโลก  แต่พันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา พรที่พระเจ้าตรัสว่าจะมาสู่โลกผ่านลูกหลานของอับราฮัม เน้นทางวิญญาณเป็นสำคัญ

เราต้องให้ชีวิตเรามุ่งไปยังผู้อื่น โดยช่วยให้ผู้อื่นกลับไปหาพระบิดาบนสวรรค์พร้อมกับเรา

พระเจ้าตรัสไว้ว่า “ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอด จะกลับเสียชีวิต แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ก็จะได้ชีวิตรอด” (มัทธิว 10:39)  ข้าพเจ้าจะอ่านมัทธิวบทที่ 25 โดยจะแทรกคำว่า ทางวิญญาณ เข้าไปและให้เรานึกถึงบทบาทของเราในฐานะกัปตันทางวิญญาณ

“ขณะนั้นพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก

“เพราะว่าเมื่อเราหิว[ทางวิญญาณ] ท่านทั้งหลายก็ได้จัดหาให้เรากิน เรากระหาย [ทางวิญญาณ] ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า [ทางวิญญาณ] ท่านก็ได้ต้อนรับเราไว้ …

“เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลว่า พระองค์เจ้าข้า ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิว [ทางวิญญาณ] หรือทรงกระหาย [ทางวิญญาณ]  และได้จัดมาถวายแด่พระองค์แต่เมื่อไร

“แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสกับเขาว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (มัทธิว 25:34–35, 37, 40)

ท่านต้องพาใครไปด้วย  แรกสุด สำหรับทุกคนที่มีโอกาส  ท่านต้องแต่งงานและพาคู่ครองและครอบครัวของท่านไป  นี่เป็นความรับผิดชอบอันดับแรกของท่าน  ครอบครัวเป็นองค์กรของสวรรค์

เพื่อให้ซาบซึ้งถึงความรับผิดชอบดังกล่าว ขอให้เรามองให้ไกลกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า  เราจะเข้าใจผลทางวิญญาณของการเลี้ยงดูครอบครัวที่ชอบธรรมก็ต่อเมื่อเรามองผ่านคนรุ่นเราไปถึงหลาน เหลน และโหลนรุ่นต่อๆ ไป  ร้อยเอกซัลเลนเบอร์เกอร์เข้าใจหลักธรรมนี้แม้ในการช่วยชีวิตผู้โดยสารของเขา  เขากล่าวว่า “ผมไม่รู้ว่ายังมีเรื่องดีมากมายให้ 154 คนบนเที่ยวบินของผมทำ  ผมไม่รู้หรอกว่าลูก หลาน และเหลนของพวกเขาที่ยังไม่เกิดมาจะทำประโยชน์อะไรแก่โลกบ้าง”9

ข้าพเจ้าจะแบ่งปันกับท่านถึงผลของการเตรียมครอบครัวทางวิญญาณผ่านคนหลายรุ่น  

Image

เฮนรีย์ อาร์ไลน์  

เฮนรีย์ อาร์ไลน์  เขามีชีวิตตั้งแต่ปี 1841 ถึง 1919  ในปี 1898 เมื่ออายุ 57 ปี เขาฟังผู้สอนศาสนาสอนพระกิตติคุณในอาคารเรียนที่รัฐฟลอริดา สหรัฐ  เขาบอกภรรยาว่า “เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินความจริง”  เขากับครอบครัวรับบัพติศมา  ไม่กี่ปีต่อมา พวกเขาโดยสารรถไฟไปยูทาห์ ระยะทางกว่า 2,000 ไมล์ เพื่อรับศาสนพิธีผนึกของพระวิหาร  เขากลับไปฟลอริดาและยังคงซื่อสัตย์แน่วแน่ตลอดชีวิตที่เหลือ  

Image

โซโฟรเนีย อาร์ไลน์ วิลเลียมส์

ธิดาของเขาคือโซโฟรเนีย อาร์ไลน์ วิลเลียมส์ และบุตรชายของเธอคือเจมส์ เบอร์นาร์ด วิลเลียมส์  เบอร์นาร์ด วิลเลียมส์พบสาวสวยคนหนึ่งชื่อมาร์ธา อามัน  เธอสนใจศาสนจักรจริงๆ มีประจักษ์พยานอันมั่นคง และรับบัพติศมา  

Image

ภาพแต่งงานของเจมส์ เบอร์นาร์ด กับ มาร์ธา อามัน วิลเลียมส์

Image

ภาพครอบครัวเจมส์และมาร์ธา วิลเลียมส์กับซิสเตอร์เคธี วิลเลียมส์ แอนเดอร์เซ็นสมัยเด็ก

แปดปีหลังจากแต่งงานกัน พวกเขาผนึกในพระวิหารซอลท์เลคพร้อมบุตรธิดาสามคน  ธิดาคนเล็กของพวกเขาคือเคธี วิลเลียมส์ผู้ซึ่งข้าพเจ้าพบเมื่อหลายปีต่อมาที่บีวายยูและขอให้เธอเป็นภรรยาข้าพเจ้า  เวลานี้เรามีลูกสี่คนและหลานสิบสามคน  

Image

ภาพครอบครัวนีลและเคธี แอนเดอร์เซ็น

ข้าพเจ้าจะขอบคุณไปจนชั่วนิรันดร์สำหรับมารดาที่ชอบธรรมของเคธีและทวดที่ชอบธรรมของเธอผู้เข้าร่วมศาสนจักรและยังคงซื่อสัตย์แน่วแน่ตลอดชีวิตที่เหลือของพวกเขา  สองคนนี้ไม่เคยรู้จักกันในความเป็นมรรตัย อยู่คนละยุคสมัย แต่พวกเขาเป็นกัปตันในอุดมการณ์ของพระเจ้า โดยช่วยพาครอบครัวเรามาด้วยเพราะการเลือกทางวิญญาณของพวกเขา

ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสแต่งงานในชีวิตนี้ แต่ในนิรันดรคนที่ปรารถนาพรเช่นนั้นได้รับสัญญาว่าจะมีคู่นิรันดร์  คนที่ไม่ได้แต่งงานทำได้มากเช่นกันในการนำอุดมการณ์ของพระเจ้าและพาจิตวิญญาณมาด้วย  การประชุมที่ผ่านมา ซิสเตอร์บาร์บารา ธอมพ์สันผู้อยู่ในฝ่ายประธานสมาคมสงเคราะห์สามัญและเป็นคนโสดกล่าวไว้ดังนี้

“เมื่อดิฉันเรียนจบมัธยมปลาย เป้าหมายของดิฉันคือเรียนต่อมหาวิทยาลัย … แต่งงานกับชายรูปงาม มีลูกที่สวยงามและเพียบพร้อมสี่คน …

“เท่าที่ท่านทราบ เป้าหมายหลายข้อของดิฉันไม่เป็นไปตามที่ดิฉันหวังไว้  ดิฉันเรียนจบมหาวิทยาลัย เป็นผู้สอนศาสนา ได้งานทำ ศึกษาต่อ … และประกอบอาชีพอยู่หลายปี …แต่ไม่มีชายรูปงาม ไม่ได้แต่งงาน และไม่มีลูก …

“เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของศาสนจักรพูดกับดิฉันว่า ‘ทำไมคุณยังไปโบสถ์ที่เน้นมากเรื่องการแต่งงานและครอบครัว’  คำตอบง่ายๆ ที่เธอให้คือ ‘เพราะศาสนจักรนี้จริง!’ … เพราะศาสนจักรและพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในชีวิต ดิฉันจึงพบความสุขและรู้ว่าดิฉันอยู่บนเส้นทางที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงประสงค์ให้ดิฉันเดินตาม”

10 เธอพูดถึงวิธีหนึ่งที่คนโสดอย่างเธอสามารถเป็นอิทธิพลต่อผู้อื่นทางวิญญาณได้ว่า “ดิฉันมีโอกาสรับใช้ในเยาวชนหญิงหลายปี และรู้สึกว่านี่เปิดโอกาสให้ดิฉันได้สอนและเป็นพยานต่อสตรีรุ่นน้องที่กำลังพัฒนาประจักษ์พยาน”

เมื่อ 25 ปีก่อนซิสเตอร์ธอมพ์สันเป็นผู้ให้คำแนะนำกุลสตรีของเชลลี นีลสัน—ปัจจุบันคือเชลลี นีลสัน ซีเกอร์ —เขียนจดหมายขอบคุณซิสเตอร์ธอมพ์สันมานานกว่ายี่สิบปีหลังจากอยู่ในชั้นกุลสตรีของเธอ  ซิสเตอร์ซีเกอร์เขียนว่า

“ดิฉันตื่นตีห้าสิบห้า [เช้านี้] พลางนึกถึงคุณ [ซิสเตอร์ธอมพ์สัน] และอิทธิพลที่คุณมีต่อชีวิตดิฉัน. …

“… คุณให้ความสำคัญกับเราเป็นอันดับแรก  คุณแสดงให้เราเห็นเสมอว่าคุณห่วงใยและรักเรามาก  คุณเป็นคนสนุกสนานร่าเริง …สำคัญที่สุดคือ เรารู้ว่าคุณมีประจักษ์พยานที่เข้มแข็งในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์” 11

ปัจจุบันซิสเตอร์ซีเกอร์มีบุตรธิดาห้าคน  อิทธิพลดีของซิสเตอร์ธอมพ์สันจะมีผลชั่วนิรันดร์ต่อซิสเตอร์ซีเกอร์และคนรุ่นต่อๆ ไป

พระเจ้าตรัสว่า

ว่า “จำไว้ว่าค่าของจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า …

“และหากเป็นไปว่าเจ้าจะทำงานตลอดวันเวลาของเจ้าในการป่าวร้องการกลับใจแก่คนพวกนี้” [และการป่าวร้องการกลับใจหมายถึงการช่วยผู้คนกลับมาหาพระผู้เป็นเจ้า] และนำแม้จิตวิญญาณเดียวมาหาเรา ปีติของเจ้าพร้อมกับเขาจะใหญ่หลวงเพียงใดในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา!

“และบัดนี้ หากปีติของเจ้าจะใหญ่หลวงด้วยจิตวิญญาณเดียว … ปีติของเจ้าจะใหญ่หลวงสักเพียงใดหากเจ้าจะนำจิตวิญญาณมากมายมาหาเรา!” (หลักคำสอนและพันธสัญญา 18:10, 15–16)12

เมื่อเราหันมาสนใจผู้อื่น—คนแรกคือคู่ครองของเรา จากนั้นก็ครอบครัวเรา แล้วก็คนอื่นๆ—โดยจรรโลงใจพวกเขาทางวิญญาณและช่วยให้พวกเขายืนหยัดมั่นคง เรากำลังช่วยคนหลายรุ่นให้รอดและทำให้บรรลุจุดหมายนิรันดร์ของเรา

ลูกิอาโน กัสการ์ดี ประธานสเตคอีปิรังกา เซาเปาโล บราซิล  บราเดอร์กัสการ์ดีเป็นเด็กอายุหกขวบเมื่อครอบครัวเขารับบัพติศมาในเซาเปาโล บราซิล  ประธานกัสการ์ดีมาสหรัฐในเดือนตุลาคมปีที่แล้วเพื่อหาผู้สอนศาสนาที่สอนครอบครัวเขาเมื่อ 40 ปีก่อน  เขารู้อยู่อย่างเดียวว่าชื่อแรกของผู้สอนศาสนาคือเอ็ลเดอร์  

เกิดปาฏิหาริย์หลายอย่าง บราเดอร์กัสการ์ดีจึงได้พบ—บราเดอร์ลาร์รีย์ วิลสัน ผู้นำศาสนจักรที่เข้มแข็งจากนอร์ทเธิร์นแคลิฟอร์เนีย  ในจดหมายถึงบราเดอร์วิลสัน ประธานกัสการ์ดีเปรียบเทียบการพบผู้สอนศาสนากับการพบพ่อที่หายไปหลายปี  จากนั้นก็พูดถึงเมล็ดพันธุ์ทางวิญญาณที่งอกเมื่อ 40 ปีก่อน ขยายพันธุ์ และมีผลต่อชีวิตคนมากมายนับแต่นั้น ประธานกัสการ์ดีกล่าวว่า “คุณนับเมล็ดในผลแอปเปิ้ลได้ แต่นับแอปเปิ้ลในเมล็ดไม่ได้”13

เราไม่ต้องเป็นผู้สอนศาสนาก็สามารถเพิ่มพลังและหนุนใจผู้อื่นได้  ประธานมอนสันสอนเราเสมอให้แสดงน้ำใจและช่วยเหลือคนรอบข้าง  จำเรื่องสมัยท่านเป็นอธิการวัยหนุ่มและได้แสดงน้ำใจต่อคนที่ไม่มาโบสถ์ได้ไหมครับ

ประธานมอนสันกล่าวว่า

“เมื่อข้าพเจ้าได้รับเรียกเป็นอธิการ ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าเป็นประธานโควรัมปุโรหิต และต้องการให้เด็กทุกคนมา  มีเด็กคนหนึ่งไม่มาเลย และข้าพเจ้านึกในใจว่า ‘ข้าพเจ้านั่งอยู่กับพวกปุโรหิต พวกเขามีผู้ให้คำปรึกษา ข้าพเจ้าจะฝากพวกเขาให้เรียนกับผู้ให้คำปรึกษา ส่วนข้าพเจ้าจะไปหาริชาร์ด กัสโต’  ข้าพเจ้าไปที่บ้านเขา คุณแม่กับคุณพ่อของเขาอยู่บ้าน และบอกว่าเขาทำงานอยู่ที่อู่เวสต์เทมเปิล

“ข้าพเจ้าไปที่ฟิฟธ์เซาธ์เวสต์เทมเปิล ประตูเปิด แต่ไม่มีใครอยู่  จึงเหลียวมองไปรอบๆ และไม่เห็นใคร  ข้าพเจ้าเดินอ้อมไปข้างหลัง และมีหลุมถ่ายน้ำมันเครื่องแบบเก่าอยู่หลุมหนึ่ง

“ข้าพเจ้ามองลงไปในความมืด และเห็นดวงตาสองดวงมองข้าพเจ้า  เขาพูดว่า ‘คุณหาเจอจนได้ อธิการ ผมจะขึ้นไปเดี๋ยวนี้แหละ’  แล้วเขาก็ขึ้นมาจากหลุมถ่ายน้ำมันเครื่อง

“เราได้พูดคุยกันเล็กน้อยที่นั่น และข้าพเจ้าบอกว่า ‘ริชาร์ด เราต้องการคุณ  คุณมีอำนาจชักจูงผู้คน  และผมอยากให้ปุโรหิตทุกคนเข้าร่วมการประชุม คุณจะมามั้ย’ เขาตอบว่า ‘ผมจะมา’ และเขาก็มา”

หลายปีต่อมา ริชาร์ด กัสโต เล่าเหตุการณ์หลังจากนั้นว่า

“หลังจากข้าพเจ้ารับใช้งานเผยแผ่  ข้าพเจ้าผนึกกับภรรยาในพระวิหาร เรามีบุตรธิดาห้าคน—สองคนรับใช้งานเผยแผ่แล้ว ข้าพเจ้ารับใช้เป็นอธิการสองครั้ง  ลูกๆ ของข้าพเจ้ารักท่านมาก และภรรยาข้าพเจ้ารักท่านมากเพราะสิ่งที่ท่านทำเพื่อข้าพเจ้า  นี่น่าจะเป็นพรประเสริฐสุดประการหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับในชีวิต”14

ในการประชุมใหญ่สามัญเดือนตุลาคม 2009 ประธานมอนสันกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงกำลังบอกเราว่าหากเรายังนึกถึงแต่ตนเองขณะรับใช้ผู้อื่น ชีวิตเราย่อมมีความหมายเพียงเล็กน้อย  คนที่อยู่เพื่อตนเองเพียงอย่างเดียวสุดท้ายจะเหี่ยวแห้งโรยราและเหมือนกับตายแล้ว ส่วนคนที่ไม่นึกถึงตนเองเมื่อรับใช้ผู้อื่นจะเติบโตและรุ่งเรือง—และผลก็คือช่วยชีวิตตนเอง”15

ท่านต้องเป็นกัปตันในอุดมการณ์ของพระเจ้าโดยมีพันธกิจแน่ชัดว่าต้องกลับบ้านอย่างปลอดภัยและพาคนอีกหลายคนมาด้วย

อดทนโดยมีความเจิดจ้าแห่งความหวัง

ข้าพเจ้าจะทิ้งท้ายด้วยประสบการณ์ส่วนตัว เป็นเรื่องสายการบินเหมือนเดิม  

วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ข้าพเจ้ากับเคธีภรรยาเดินทางกลับจากกัวเตมาลาซิตี้โดยต้องไปต่อเครื่องที่ไมอามี ฟลอริดา  เรามีนัดสำคัญและจำเป็นต้องไปขึ้นเครื่องในไมอามีให้ทัน  เราตื่นแต่เช้า ออกจากโรงแรมนอกเมืองอันติกัว กัวเตมาลา เวลา 8:55 น. เพื่อเดินทางไปไมอามี  ขณะเดินทางในกัวเตมาลาซิตี้ การจราจรติดขัดเป็นช่วงๆ  เราจึงวิตกว่าจะไปถึงสนามบินไม่ทัน  เรามาถึงเกือบไม่ทันขึ้นเครื่อง  

เรารีบผ่านจุดตรวจไปที่ประตูขาออก  พอถึงประตูเราก็รู้ว่าอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่งกว่าเครื่องบินจะออก  คืนก่อนเครื่องมาถึงล่าช้าเพราะอากาศแปรปรวน  นักบินและเจ้าหน้าที่จึงต้องมีเวลาพักบ้าง  เพราะความล่าช้าเราจึงกังวลเรื่องการต่อเครื่องที่ไมอามี  เราขึ้นเครื่องเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่พอคล้อยหลังให้ประตู เราก็รู้ว่ามีความขัดข้องทางอิเล็กทรอนิกส์ในห้องนักบิน ทำให้ล่าช้าไปอีก 40 นาที  เราสูดหายใจพลางสงสัยว่าเราจะไปต่อเครื่องทันหรือไม่  

เครื่องบินทำเวลาได้ดีระหว่างกัวเตมาลาซิตี้กับไมอามี  เรามาถึงไมอามีก่อนเวลาเครื่องออกเพียง 30 นาที  สามสิบนาทีดูเหมือนไม่น่าจะพอ แต่เราตัดสินใจว่าจะลอง  เราวิ่งเร็วเท่าที่จะวิ่งได้  น่าแปลกที่แถวตรงจุดตรวจไม่ยาว  เรามุ่งหน้าไปด่านศุลกากรสหรัฐพลางสวดอ้อนวอนในใจอย่าให้เจ้าหน้าที่เลือกตรวจกระเป๋าที่เราลากมา  คำสวดอ้อนวอนได้รับตอบ  ข้าพเจ้าเหลือบดูจอภาพที่สนามบินและเห็นว่าเครื่องบินของเราอยู่ที่ประตู ดี-3  หลังจากวิ่งมาถึงห้องโถง-ดี ก็มาถึงขั้นตอนที่ทรมานของการตรวจสอบความปลอดภัย  ถอดรองเท้า เอาของเหลวใส่ถุงพลาสติก แยกแล็ปท็อปออกมา  เราหวังว่าเครื่องเฝ้าตรวจความปลอดภัยจะไม่ส่งเสียงเมื่อเราผ่านเครื่องตรวจ  

หลังจากตรวจความปลอดภัยเสร็จแล้วเรามีเวลาเพียง 10 นาทีก่อนเครื่องออก  ข้าพเจ้าเงยหน้ามองจอภาพอีกครั้ง  และตกใจมาก ข้าพเจ้าดูผิด—เครื่องบินไม่ได้ออกจาก ดี-3 แต่ออกจาก อี-3  เรามาผิดที่  เรารีบจนเหนื่อยหอบ  ประตูเครื่องน่าจะปิดแล้วและเราอยู่ไกลหลายร้อยหลา  เราคิดจะยอมแพ้ แต่เราต่างให้กำลังใจกันว่าต้องสู้ให้ถึงที่สุด  เราเริ่มวิ่ง ลากกระเป๋าข้างหลัง  ขณะเลี้ยวมุมไปถึงประตู อี-3 เราได้ยินพวกเขาเรียกชื่อเรา นี่คือปาฏิหาริย์ที่ประตูยังเปิดอยู่  เราทำสำเร็จ!

จุดหมายทางวิญญาณของเราจะมีอุปสรรค ความล่าช้า และเครื่องขัดข้อง  จะมีความผิดพลาด  ท่านอาจสงสัยว่าจะทำสำเร็จหรือไม่  อย่าท้อ!  ท่านจะมีช่วงเวลาของความหวังและศรัทธาเช่นกันเมื่อประตูเปิดและเอาชนะอุปสรรค  จงเดินหน้าต่อไป ไม่ลดละ เหนือสิ่งอื่นใด จงเชื่อในพระคริสต์และทำตามพระองค์และศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ เช่นนีไฟกล่าว อดทนโดยมี “ความเจิดจ้า … แห่งความหวัง” (2 นีไฟ 31:20)   เมื่อท่านทำดังนั้น ข้าพเจ้าสัญญากับท่านว่า วันหนึ่งท่านจะได้ยินชื่อท่าน ท่านจะทำสำเร็จ

พระบิดาบนสวรรค์ทรงพระชนม์  เราเป็นบุตรและธิดาของพระองค์  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระผู้ไถ่ของเรา  พระองค์ทรงฟื้นฟูพระกิตติคุณผ่านศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ  ประธานมอนสันเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ในปัจจุบัน  ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอให้พรทุกประการของสวรรค์ที่คอยท่านอยู่จงเป็นของท่านขณะเตรียมตัวสำหรับจุดหมายทางวิญญาณของท่าน ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

© 2010 โดย Intellectual Reserve, Inc., สงวนสิทธิ์ทุกประการ  อนุมัติภาษาอังกฤษ: 5/09  PD50018081 425

Notes

1. William Wordsworth, “Ode: Intimations of Immortality from Recollections of Early Childhood,” ใน The Oxford Book of English Verse, ed. Christopher Ricks (1999), 351.

2. Dallin H. Oaks, ใน Conference Report, Oct. 1993, 97; หรือ Ensign, Nov. 1993, 72.

3. ดู Captain Chesley “Sully” Sullenberger, with Jeffrey Zaslow, Highest Duty: My Search for What Really Matters (2009), 5, 10.

4. Sullenberger, Highest Duty, 93, 95.

5. Sullenberger, Highest Duty, 188.

6. Sullenberger, Highest Duty, 119–20.

7. Howard W. Hunter, ใน Conference Report, Apr. 1965, 58.

8. Sullenberger, Highest Duty, 286.

9. Sullenberger, Highest Duty, 264.

10. บาร์บารา ธอมพ์สัน “ระวังช่องว่าง” เลียโฮนา พ.ย. หน้า 147-148

11. จดหมายส่วนตัวจาก เชลลี ซีเกอร์ ถึงซิสเตอร์บาร์บารา ธอมพ์สัน ลงวันที่ 2 เม.ย. 2007

12. ดู นีล แอล. แอนเดอร์เซ็น “จงกลับใจ … เพื่อเราจะรักษาเจ้า” เลียโฮนา พ.ย. 2009 หน้า 49–52

13. จดหมายส่วนตัวจากลาร์รีย์ วิลสัน ลงวันที่ 14. พ.ย. 2009 และอีเมลจากลูกิอาโน กัสการ์ดี ถึงครอบครัววิลสัน ลงวันที่ 9 ต.ค. 2009 แปลจากภาษาโปรตุเกส

14. Transcribed from On the Lord’s Errand (DVD, 2008).

15. โธมัส เอส. มอนสัน “วันนี้ฉันทำอะไรให้ใครบ้าง” เลียโฮนา พ.ย. 2009 หน้า 103–107

^ Back to top