Skip to Content Skip to Navigation

ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้

เอ็ลเดอร์ดี. ทอดด์ คริสทอฟเฟอร์สัน
แห่งโควรัมอัครสาวกสิบสอง


เอ็ลเดอร์ดี. ทอดด์ คริสทอฟเฟอร์สัน,  “ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้,”  Jan 2011

ไฟร์ไซด์ซีอีเอสสำหรับคนหนุ่มสาว • 9 มกราคม 2011 • มหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์

เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า รวมทั้งพ่อแม่ และผู้นำศาสนจักร และอาจารย์ และมิตรสหายมักเตือนท่านให้วางแผนสำหรับอนาคต  เรากระตุ้นท่านให้ศึกษาหาความรู้และฝึกอาชีพเพื่อเตรียมรับชีวิตในวันข้างหน้า  เราผลักดันท่านให้วางรากฐานของการแต่งงานและครอบครัวแล้วทำตามแผนเหล่านั้นเราเตือนท่านให้นึกถึงผลที่อาจเกิดขึ้นเมื่อท่านตัดสินใจว่าวันนี้ท่านจะทำอะไร (ตัวอย่างเช่น ข้อความของท่านในอินเทอร์เน็ต)  เราแนะนำท่านให้ใคร่ครวญว่าท่านจะวัดความสำเร็จในชีวิตอย่างไรแล้วจึงวางแบบปฏิบัติอันจะนำไปสู่ความสำเร็จนั้น

ทั้งหมดนี้แสดงถึงวิถีอันฉลาดรอบคอบในชีวิต และในสิ่งที่ข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้ามิได้ลดความสำคัญของการคิดวางแผนล่วงหน้า การวางแผนและเตรียมการอย่างละเอียดรอบคอบเป็นกุญแจสู่อนาคตที่คุ้มค่า แต่เราไม่ได้อยู่ในอนาคต—เราอยู่ในปัจจุบัน  วันแล้ววันเล่าที่เราวางแผนสำหรับอนาคต วันแล้ววันเล่าที่เราบรรลุเป้าหมายของเรา  ในแต่ละวันเราเลี้ยงดูครอบครัวของเรา  ในแต่ละวันเราเอาชนะความไม่ดีพร้อม  เราอดทนด้วยศรัทธาในแต่ละวัน  นั่นคือการสะสมวันดีๆ ของชีวิตไว้หลายๆ วันซึ่งรวมเป็นชีวิตที่สมบูรณ์และเป็นคนแบบวิสุทธิชน  ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะพูดกับท่านเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตให้ดีวันแล้ววันเล่า

พึ่งพาพระผู้เป็นเจ้าสำหรับสิ่งจำเป็นในแต่ละวัน

ในลูกาบันทึกไว้ว่าสานุศิษย์คนหนึ่งทูลขอพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอสอนพวกข้าพระองค์ให้อธิษฐาน เหมือนยอห์นได้สอนพวกศิษย์ของตน” (ลูกา 11:1)  จากนั้นพระเยซูจึงประทานรูปแบบการสวดอ้อนวอนซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าการสวดอ้อนวอนของพระเจ้า เหมือนกับที่บันทึกไว้ในมัทธิวอันเป็นส่วนหนึ่งของคำเทศนาบนภูเขา (ดู มัทธิว 6:9–13)  

ในคำสวดอ้อนวอนของพระเจ้ามีคำวิงวอนด้วยว่า “ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้” (มัทธิว 6:11) หรือ “ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายทุกๆ วัน” (ลูกา 11:3)  ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราทุกคนคงยอมรับว่าเรามีความจำเป็นในแต่ละวันที่เราต้องการให้พระบิดาบนสวรรค์ทรงช่วยจัดการ  สำหรับบางคนในบางวันก็ต้องการอาหารจริงๆ—ต้องการอาหารประทังชีวิตในวันนั้น  หรืออาจต้องการพลังทางวิญญาณและทางร่างกายเพื่อจะรับมือกับความเจ็บป่วยเรื้อรังได้อีกวันหนึ่งหรือการค่อยๆ ฟื้นสภาพอย่างเจ็บปวด  ในกรณีอื่นๆ สิ่งที่เราต้องการอาจเป็นรูปธรรมน้อยกว่า เช่น สิ่งที่เกี่ยวข้องกับภาระหน้าที่หรือกิจกรรมในวันนั้น—สอนบทเรียนหรือทำข้อสอบ เป็นต้น

พระเยซูทรงกำลังสอนเราเหล่าสานุศิษย์ของพระองค์ว่าเราควรหมายพึ่งพาพระผู้เป็นเจ้าทุกวันสำหรับอาหาร—ความช่วยเหลือและสิ่งค้ำจุน—ที่เราต้องการในวันนั้น  นี่สอดคล้องกับคำแนะนำให้ “สวดอ้อนวอนเสมอและไม่ท้อถอย; ว่าท่านต้องไม่ทำสิ่งใดถวายพระเจ้านอกจากขั้นแรกท่านจะสวดอ้อนวอนต่อพระบิดาในพระนามของพระคริสต์, เพื่อพระองค์จะทรงอุทิศการกระทำของท่านเพื่อท่าน, เพื่อการกระทำของท่านจะเป็นไปเพื่อความผาสุกของจิตวิญญาณท่าน” (2 นีไฟ 32:9)

พระดำรัสเชื้อเชิญของพระเจ้าให้แสวงหาอาหารประจำวันในพระหัตถ์ของพระบิดาบนสวรรค์กล่าวถึงพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงรักเรา  ทรงรับรู้แม้สิ่งจำเป็นเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันของบุตรธิดาและทรงปรารถนาจะช่วยเหลือพวกเขา ทีละคน  พระองค์ตรัสว่าเราสามารถทูลขอด้วยศรัทธาจากพระสัตภาวะพระองค์นั้น“ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ” (ยากอบ 1:5)  แน่นอนว่านั่นทำให้เกิดความมั่นใจอย่างยิ่ง  แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นที่นี่ซึ่งสำคัญกว่าการได้รับความช่วยเหลือวันต่อวัน  ขณะที่เราแสวงหาและได้รับอาหารประจำวัน ศรัทธาและความวางใจในพระผู้เป็นเจ้าและพระบุตรของพระองค์จะเพิ่มพูน

พึ่งพาพระผู้เป็นเจ้าทุกวันสำหรับสิ่งจำเป็นในการบำรุงเลี้ยงศรัทธา

ท่านคงจำได้ถึงการอพยพครั้งใหญ่ของเผ่าอิสราเอลจากอียิปต์และสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดารก่อนเข้าสู่แผ่นดินที่สัญญาไว้  มหาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนนี้ต้องมีอาหารกิน  คนมากขนาดนั้นในที่เดียวคงอยู่รอดจากการล่าสัตว์ได้ไม่นาน  และวิถีชีวิตกึ่งพเนจรของพวกเขาไม่อำนวยให้ปลูกพืชผลหรือเลี้ยงสัตว์ได้ในจำนวนที่มากพอ พระเยโฮวาห์ทรงแก้ปัญหาโดยทรงจัดเตรียมอาหารจากสวรรค์ให้พวกเขาทุกวัน—มานา  ของกินได้ชิ้นเล็กๆ ซึ่งปรากฏบนพื้นดินทุกเช้าเป็นสิ่งใหม่ที่พวกเขาไม่รู้จัก  จริงๆ แล้วชื่อ มานา มีรากศัพท์มาจากคำที่มีความหมายว่า “นี่อะไร”  พระเจ้าทรงแนะนำผู้คนผ่านโมเสสให้เก็บแค่พอกินในแต่ละวัน ยกเว้นวันก่อนสะบาโตที่พวกเขาต้องเก็บเผื่อไว้สำหรับสองวัน

ตอนแรก ถึงแม้โมเสสจะแนะนำเช่นนี้แล้ว แต่ก็มีบางคนพยายามเก็บมากเกินหนึ่งวันจนเหลือ

“โมเสสจึงสั่งว่า อย่าให้ผู้ใดเก็บเหลือไว้จนรุ่งเช้า

“แต่เขามิได้เชื่อฟังโมเสส บางคนเก็บส่วนหนึ่งไว้จนรุ่งเช้า อาหารนั้นก็เน่าเป็นหนอน และบูดเหม็น” (อพยพ 16:19–20)

แต่เมื่อพวกเขาเก็บมานาไว้สองเท่าของจำนวนปกติในวันที่หก มานาเหล่านั้นจึงไม่บูดเสียตามที่สัญญาไว้

“เมื่อเขาเก็บไว้จนถึงวันรุ่งขึ้นตามโมเสสสั่ง อาหารนั้นก็มิได้บูดเหม็นเป็นหนอนเลย  

“โมเสสจึงบอกว่า วันนี้จงกินอาหารนั้น เพราะว่าวันนี้เป็นวันสะบาโตของพระเจ้า วันนี้ท่านจะไม่พบอาหารอย่างนั้นในทุ่งเลย  

“จงเก็บหกวัน แต่ในวันที่เจ็ดซึ่งเป็นสะบาโตจะไม่มีเลย” (อพยพ 16:24–26)

อนึ่ง อย่างไรก็ดี บางคนไม่อาจเชื่อได้หากไม่เห็น พวกเขาจึงไปเก็บมานาในวันสะบาโต

“พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า พวกเจ้าจะขัดขืนบัญญัติและกฎหมายของเรานานสักเท่าไร

“ดูซิ พระเจ้าทรงกำหนดวันสะบาโตให้เจ้า คือในวันที่หก พระองค์จึงประทานอาหารให้พอรับประทานสองวัน ให้ทุกคนพักอยู่ในที่ของตน อย่าให้ผู้ใดออกจากที่พักในวันที่เจ็ดนั้นเลย” (อพยพ 16:28–29)  

ดูเหมือนว่าแม้แต่ในสมัยโบราณ ก็ยังเป็นเช่นเดียวกับปัจจุบันที่บางคนยังอดซื้อของในวันสะบาโตไม่ได้

โดยทรงจัดหาเครื่องยังชีพประจำวันให้ ทุกวัน พระเยโฮวาห์ทรงพยายามสอนศรัทธาให้ประชาชาติที่ตลอดระยะเวลาประมาณ 400 กว่าปีได้สูญเสียศรัทธาของบรรพบุรุษไปมาก  พระองค์ทรงสอนพวกเขาให้วางใจพระองค์ “ดูที่ [พระองค์] ในความนึกคิดทุกอย่าง; อย่าสงสัย, อย่ากลัว” (คพ. 6:36)  พระองค์ทรงจัดหาให้เพียงพอในแต่ละวัน  นอกจากวันที่หกแล้วพวกเขาไม่ต้องเก็บมานาไว้เผื่อวันอื่น  ที่สำคัญคือลูกหลานอิสราเอลต้องเดินกับพระองค์ทุกวันและวางใจว่าพระองค์จะประทานให้มากพอในวันต่อไป และ ต่อๆ ไป  ด้วยวิธีนี้พระองค์จึงไม่มีวันห่างไกลไปจากความคิดและจิตใจของพวกเขาเลย

เราควรสังเกตว่ามานา 40 ปีมิได้มีเจตนาจะให้ไปตลอด  ทันทีที่เผ่าอิสราเอลอยู่ในฐานะจะจัดหาให้ตนเองได้ พวกเขาต้องทำ  หลังจากพวกเขาข้ามแม่น้ำจอร์แดนและพร้อมจะเริ่มพิชิตคานาอันโดยเริ่มที่เยรีโค พระคัมภีร์บันทึกว่า “วันรุ่งขึ้นหลังวันเทศกาลปัสกา วันนั้นเองเขาก็รับประทานผลอันเกิดจากแผ่นดิน [นั่นคือผลเก็บเกี่ยวของปีก่อน] …

“ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นมานาก็ขาดไป คือเมื่อเขาได้รับประทานผลจากแผ่นดิน คนอิสราเอลไม่มีมานาอีกเลย ในปีนั้นเขารับประทานผลจากแผ่นดินคานาอัน” (โยชูวา 5:11–12)  

ทำนองเดียวกัน เมื่อเราทูลขออาหารประจำวันของเราจากพระผู้เป็นเจ้า—ขอความช่วยเหลือในขณะที่เราไม่สามารถจัดหาให้ตนเองได้—เรายังต้องแข็งขันในการทำและจัดหาสิ่งซึ่ง อยู่ ในพลังความสามารถของเรา

วางใจพระเจ้า—ทางออกจะมีมาเมื่อเวลาผ่านไป

ช่วงหนึ่งก่อนข้าพเจ้าได้รับเรียกเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าเผชิญการท้าทายทางเศรษฐกิจต่อเนื่องหลายปี  การท้าทายดังกล่าวมิได้เป็นผลจากความผิดหรือเจตนาร้ายของผู้ใด แต่เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่บางครั้งเกิดขึ้นในชีวิตเรา  บ้างก็รุนแรงบ้างก็เร่งด่วน แต่ไม่เคยหมดไป  บางครั้งการท้าทายนี้คุกคามความผาสุกของข้าพเจ้าและครอบครัว ข้าพเจ้าคิดว่าเราอาจจะล้มละลายได้  ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอให้เกิดปาฏิหาริย์บ้างเพื่อปลดปล่อยเรา  ถึงแม้จะสวดอ้อนวอนหลายครั้งด้วยความจริงใจอย่างยิ่งและความปรารถนาอันแรงกล้า แต่คำตอบสุดท้ายคือ “ไม่”  ในที่สุดข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าต้องสวดอ้อนวอนตามแบบพระผู้ช่วยให้รอด “อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลูกา 22:42)  ข้าพเจ้าแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้าไปทีละเล็กทีละน้อยระหว่างทางจนพบทางออก

มีหลายครั้งที่ข้าพเจ้าใช้ทรัพย์สินเงินทองจนเกลี้ยง ไม่รู้จะหันหน้าไปที่ไหนหรือพึ่งใครในขณะนั้น และไม่มีมนุษย์คนใดที่ข้าพเจ้าจะขอให้ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนตรงหน้าได้   เพราะไม่มีใครช่วยได้จึงมีหลายครั้งที่ข้าพเจ้าคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์พระบิดาบนสวรรค์ทูลขอความช่วยเหลือด้วยน้ำตา  และพระองค์ทรงช่วย  บางครั้งไม่มีอะไรนอกจากความรู้สึกสงบ ความรู้สึกมั่นใจว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี  ข้าพเจ้าอาจไม่เห็นว่าเส้นทางจะเป็นอะไรหรืออย่างไร แต่พระองค์ประทานให้รู้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมว่าพระองค์จะทรงเปิดทาง  สภาวการณ์อาจเปลี่ยน ความคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์อาจเข้ามา รายได้ที่ไม่คาดคิดหรือแหล่งช่วยอื่นอาจปรากฏขณะนั้นพอดี  ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้มีทางออก

แม้ตอนนั้นจะทุกข์หนัก แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ข้าพเจ้าขอบพระทัยที่ไม่มีวิธีแก้ปัญหาแบบฉับไว  ความที่ข้าพเจ้าถูกบังคับให้หันไปขอความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้าเกือบทุกวันในช่วงหลายปีนั้นสอนข้าพเจ้าให้รู้ว่าจะสวดอ้อนวอนและได้คำตอบอย่างไร สอนข้าพเจ้าในทางปฏิบัติให้มีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า  ข้าพเจ้าได้รู้จักพระผู้ช่วยให้รอดและพระบิดาบนสวรรค์ในวิธีและถึงระดับที่อาจไม่เกิดขึ้นในวิธีอื่นหรืออาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก  ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าอาหารประจำวันเป็นของมีค่า  ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่ามานาวันนี้เป็นจริงเท่าๆ กับมานาของจริงในสมัยพระคัมภีร์ไบเบิล  ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าต้องวางใจพระเจ้าสุดหัวใจ ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าต้องเดินกับพระองค์ทุกวัน

พยายามแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ทีละเล็กทีละน้อย

การทูลขออาหารประจำวันจากพระผู้เป็นเจ้า แทนที่จะขออาหารประจำสัปดาห์ ประจำเดือน หรือประจำปีเป็นวิธีทำให้เราจดจ่อกับปัญหาที่เล็กกว่าและจัดการได้  วิธีรับมือกับเรื่องบางเรื่องที่ใหญ่มาก เราอาจต้องลงมือทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ประจำวันก่อน  บางครั้งทั้งหมดที่เราจัดการได้คือทีละวัน (หรือเพียงส่วนเดียวของวันนั้น)  ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างนอกพระคัมภีร์ให้ท่านฟัง  

หนังสือที่ข้าพเจ้าเพิ่งอ่านชื่อ Lone Survivor เล่าเรื่องสลดใจเกี่ยวกับทหาร 4 นายในหน่วยรบนาวิกโยธินสหรัฐระหว่างปฏิบัติพันธกิจลับในพื้นที่ห่างไกลของอัฟกานิสถานเมื่อห้าปีครึ่งที่ผ่านมา  เมื่อคนเลี้ยงแกะ—ผู้ชายสองคนกับเด็กผู้ชายหนึ่งคน—พบพวกเขาโดยบังเอิญ นาวิกโยธินที่ได้รับการฝึกพิเศษเหล่านี้มีทางเลือกคือฆ่าหรือไม่ก็ปล่อยพวกเขาไป โดยรู้ว่าถ้าปล่อยให้มีชีวิต พวกเขาอาจเผยที่ตั้งของหน่วยจากนั้นกองกำลังอัลไกดาและตาลีบันจะโจมตีพวกเขาทันที กระนั้นก็ตามพวกเขาปล่อยคนเลี้ยงแกะไป และในการยิงต่อสู้หลังจากนั้น มีเพียงมาร์คัส ลัทเทรลล์ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เท่านั้นที่รอดจากผู้โจมตีกว่า 100 คน

ในหนังสือเล่มนี้ ลัทเทรลล์เล่าเรื่องการฝึกสุดโหดและความอดทนอันเป็นคุณสมบัติที่หน่วยรบพิเศษในนาวิกโยธินสหรัฐต้องมี  ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มฝึกของลัทเทรลล์ จากตอนแรกที่มี 164 คน จบหลักสูตรเพียง 32 คนเท่านั้น  พวกเขาอดทนหลายสัปดาห์ต่อการใช้พละกำลังเกือบตลอดเวลา ทั้งในน้ำเย็นเยือกของมหาสมุทรและบนบก ว่ายน้ำ พายและแบกเรือยาง วิ่งในทราย วิดพื้นวันละหลายร้อยครั้ง แบกท่อนซุงผ่านสิ่งกีดขวาง เป็นต้น  พวกเขาอยู่ในสภาพหมดเรี่ยวแรงเกือบตลอดเวลา

ข้าพเจ้าประทับใจบางอย่างที่นายทหารอาวุโสพูดกับกลุ่มเมื่อพวกเขาเริ่มการฝึกระยะสุดท้ายซึ่งจำเป็นที่สุด

“อันดับแรก” เขากล่าว “ผมไม่ต้องการให้พวกคุณยอมต่อแรงกดดันในชั่วขณะนั้น  เมื่อคุณเจ็บมากให้อดทนต่อให้จบวันนั้น  แล้วถ้าคุณยังรู้สึกไม่ดี จงคิดให้ถี่ถ้วนและคิดนานๆ ก่อนจะตัดสินใจเลิกกลางคัน  สอง ทนรับไปทีละวัน  ทีละ [ระยะ]

“อย่าปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่าน อย่าคิดจะโดดร่มหนีเพราะคุณเป็นห่วงอนาคตและไม่รู้ว่าจะทนรับได้มากแค่ไหน   อย่ามองความเจ็บปวดข้างหน้า แค่ผ่านวันนั้นไปให้ได้ และมีงานอาชีพที่วิเศษสุดรอคุณอยู่”1

โดยทั่วไปการพยายามคาดหวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นและเตรียมรับมือกับสิ่งนั้นถือเป็นเรื่องดี  แต่หลายครั้งที่คำแนะนำของนายทหารผู้นี้มีเหตุผล  “ทนรับไปทีละวัน … อย่ามองความเจ็บปวดข้างหน้า แค่ผ่านวันนั้นไปให้ได้”  การวิตกกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นทำให้เราอ่อนกำลัง ทำให้เราเป็นอัมพาตและเลิกกลางคัน  

ในทศวรรษ 1950 มารดาข้าพเจ้ารอดชีวิตจากการผ่าตัดมะเร็งครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่ยากยิ่งหลังจากนั้นคือการฉายแสงที่เจ็บปวดหลายสิบครั้งซึ่งปัจจุบันถือเป็นการรักษาแบบดั้งเดิม  ท่านเล่าว่ามารดาท่านสอนบางอย่างในช่วงเวลานั้นที่ช่วยท่านเรื่อยมา  “แม่ป่วยและอ่อนแอมาก วันหนึ่งแม่บอกท่านว่า ‘คุณแม่ขา หนูทนการรักษาแบบนี้อีก 16 ครั้งไม่ไหวหรอกค่ะ’  ท่านถามว่า ‘วันนี้ลูกทนได้รึเปล่า’ ‘ได้ค่ะ’ ‘ดีแล้วลูกรัก นั่นคือทั้งหมดที่ลูกต้องทำวันนี้’  นั่นช่วยแม่หลายครั้งเมื่อแม่นึกถึงว่าต้องผ่านไปให้ได้ทีละวันหรือทีละอย่าง”

พระวิญญาณสามารถนำทางเราได้เมื่อต้องมองไปข้างหน้าและเมื่อเราควรรับมือกับวันนี้ กับชั่วขณะนี้  ถ้าเราทูลขอ พระเจ้าจะทรงให้เรารู้ผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อถึงเวลาที่เราอาจต้องประยุกต์ใช้พระบัญชาที่ประทานแก่อัครสาวกสมัยโบราณในชีวิตเรา “ฉะนั้นอย่าคิดถึงวันพรุ่ง, เพราะวันพรุ่งจะคิดถึงเรื่องต่างๆ ของมันเอง.  แต่ละวันมีความเลวร้ายพออยู่แล้ว” (3 นีไฟ 13:34; ดู มัทธิว 6:34 ด้วย)

“อาหารประจำวัน” ของพระผู้เป็นเจ้าจำเป็นต่อการบรรลุศักยกภาพของเรา

ข้าพเจ้าแนะนำแล้วว่าการขอและรับอาหารประจำวันในพระหัตถ์พระผู้เป็นเจ้ามีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ว่าเราต้องวางใจพระผู้เป็นเจ้าและอดทนต่อการท้าทายของชีวิต  เราต้องการอาหารประจำวันจากเบื้องบนเช่นกันเพื่อจะเป็นอย่างที่เราต้องเป็น  การกลับใจ ทำให้ดีขึ้น จนในที่สุดบรรลุถึง “ขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์” (เอเฟซัส 4:13) ดังที่เปาโลกล่าว เป็นกระบวนการทีละขั้นทีละตอน  การผนวกนิสัยใหม่และดีงามไว้ในอุปนิสัยของเรา หรือเอาชนะนิสัยไม่ดีหรือการเสพติด ส่วนใหญ่มักหมายถึงความพยายามในวันนี้ตามด้วยวันพรุ่งนี้อีกวัน แล้วก็อีกวัน อาจใช้เวลาหลายวัน แม้หลายเดือนและหลายปี จนได้ชัยชนะ  แต่เราทำเช่นนี้ได้เพราะเราสามารถทูลขออาหารประจำวันจากพระผู้เป็นเจ้า ทูลขอความช่วยเหลือที่เราต้องการในแต่ละวันได้

นี่เป็นเทศกาลของการตั้งปณิธานในปีใหม่ และข้าพเจ้าจะขออ้างคำพูดของประธานเอ็น. เอลดัน แทนเนอร์ อดีตที่ปรึกษาในฝ่ายประธานสูงสุด ท่านกล่าวว่า “ขณะไตร่ตรองคุณค่าของการตัดสินใจจะทำให้ดีขึ้น ขอให้เราตั้งใจฝึกตนให้เลือกสิ่งที่เราตัดสินใจจะทำอย่างรอบคอบ พิจารณาจุดประสงค์ของการทำเช่นนั้น และสุดท้าย ให้คำมั่นว่าต้องทำให้ได้และไม่ยอมให้อุปสรรคหยุดยั้งเรา  ขอให้เราเตือนตนเองขณะเริ่มต้นแต่ละวันว่าวันนี้เราต้องทำให้ได้อย่างที่ตั้งปณิธานไว้  ขณะทำเช่นนี้เราจะทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย”2

ปีเศษที่ผ่านมา เอ็ลเดอร์เดวิด เอ. เบดนาร์พูดเรื่องความเสมอต้นเสมอปลายในการปฏิบัติที่เรียบง่ายประจำวัน เช่น การสวดอ้อนวอนเป็นครอบครัว การศึกษาพระคัมภีร์ และการสังสรรค์ในครอบครัวอันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ  ความพยายามสม่ำเสมอในขั้นตอนประจำวันที่ดูเหมือนเล็กน้อยเป็นหลักธรรมสำคัญในการบรรลุงานใหญ่ รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าในเส้นทางของการเป็นสานุศิษย์  เอ็ลเดอร์เบดนาร์เปรียบเทียบการกระทำในแต่ละวันกับการตวัดพู่กันแต่ละครั้งในภาพวาดที่รวมกันจนเกิดเป็นงานศิลปะ  ท่านกล่าวว่า

“ในห้องทำงานของข้าพเจ้ามีภาพวาดทุ่งข้าวสาลีสวยมากภาพหนึ่ง  ภาพวาดเกิดจากการตวัดปลายพู่กันหลายๆ ครั้งรวมกัน—การตวัดแยกกันแต่ละครั้งจะไม่ได้ภาพที่น่าสนใจหรือน่าประทับใจ  อันที่จริงถ้าเข้ามายืนใกล้ๆ ผืนผ้าใบ ทั้งหมดที่ท่านเห็นคือลายสีเหลือง สีทอง และสีน้ำตาลหลายๆ เส้นที่ดูเหมือนไม่สัมพันธ์กันและไม่น่าดึงดูดใจเลย แต่เมื่อท่านเดินห่างออกไปทีละนิด การตวัดปลายพู่กันแต่ละครั้งนั้นเมื่อรวมกันจะเกิดเป็นภาพทิวทัศน์อันสวยวิจิตรของทุ่งข้าวสาลี …

“… เฉกเช่นลายสีเหลือง สีทอง และสีน้ำตาลที่เสริมกันและกันจนเกิดเป็นผลงานชิ้นเอกน่าประทับใจฉันใด ความเสมอต้นเสมอปลายของเราในการทำสิ่งที่ดูเหมือนเล็กน้อยจะนำไปสู่ผลทางวิญญาณอันสำคัญยิ่งฉันนั้น ‘ดังนั้น, อย่าเบื่อหน่ายในการทำดี, เพราะเจ้ากำลังวางรากฐานของงานอันสำคัญยิ่ง. และจากสิ่งเล็กน้อยบังเกิดเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่’ (D&C 64:33)”3

ประธานเอสรา แทฟท์ เบ็นสันพูดเรื่องการกลับใจโดยให้คำแนะนำดังนี้

“เราต้องระวัง ขณะที่เราพยายาม [เป็นเหมือนพระคริสต์] มากขึ้น อย่าให้ตัวเราท้อแท้และสิ้นหวัง  การเป็นเหมือนพระคริสต์เป็นงานชั่วชีวิตและมักเกี่ยวข้องกับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปและแทบมองไม่ออก   พระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวอันน่าทึ่งของคนที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่น แอลมาผู้บุตร เปาโลบนถนนสู่ดามัสกัส อีนัสสวดอ้อนวอนจนดึกดื่น กษัตริย์ลาโมไน  แบบอย่างอันน่าประหลาดใจของพลังการเปลี่ยนคนที่จมอยู่กับบาปให้ความเชื่อมั่นว่าการชดใช้มีผลแม้กับคนสิ้นหวังที่สุด

“แต่เราต้องระวังเมื่อพูดถึงแบบอย่างอันน่าทึ่งเหล่านี้  แม้จะเป็นเรื่องจริงและเปี่ยมด้วยพลัง แต่พวกเขาเป็นข้อยกเว้นมากกว่ากฎ  สำหรับเปาโลทุกคน อีนัสทุกคน กษัตริย์ลาโมไนทุกคน มีหลายร้อยหลายพันคนที่พบว่ากระบวนการกลับใจละเอียดอ่อนกว่า สังเกตเห็นได้ยากกว่ามาก  พวกเขาขยับเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นทุกวัน ตระหนักทีละน้อยว่าพวกเขากำลังสร้างชีวิตเหมือนพระคริสต์  พวกเขาใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่กับการทำความดี การรับใช้ และรักษาคำมั่นสัญญา …

“เราต้องไม่สิ้นหวัง  ความหวังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณมนุษย์  ซาตานอยากให้เราโยนเครื่องยึดเหนี่ยวนั้นทิ้ง  ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถทำให้เราหมดกำลังใจและยอมแพ้ได้  แต่เราต้องไม่สิ้นหวัง  พระเจ้าพอพระทัยความพยายามทุกครั้งในแต่ละวัน แม้จะเล็กน้อยมากเมื่อเราพยายามเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น”4

ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการรับใช้ผู้อื่น

พึงจำไว้ว่าเราไม่ควรมองเข้าข้างในเท่านั้นเมื่อเราทูลขออาหารประจำวันจากเบื้องบน  ถ้าเราอยากเป็นเหมือนพระอาจารย์มากขึ้น พระองค์ผู้ “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติ” (มาระโก 10:45)  เราต้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในการรับใช้เพื่อนมนุษย์ของเราวันแล้ววันเล่าด้วย  

ประธานโธมัส เอส. มอนสันดำเนินชีวิตตามหลักธรรมนี้ดีกว่าทุกคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก  มีการสวดอ้อนวอนในใจท่านตลอดเวลาขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยความต้องการและวิธีที่ท่านจะช่วยคนรอบข้างในวันนั้นหรือชั่วขณะนั้นของวัน  ตัวอย่างหนึ่งในสมัยที่ท่านเป็นอธิการบอกข้อเท็จจริงว่าบางครั้งแม้ความพยายามเล็กน้อยก็อาจส่งผลอันน่าทึ่งได้ด้วยการทำงานของพระวิญญาณ  ข้าพเจ้าหยิบยกมาจากชีวประวัติของไฮดี สวินตัน เกี่ยวกับประธานมอนสัน ใน To the Rescue ดังนี้

“คนหนึ่งที่ [ประธานมอนสัน] ช่วยเหลือคือฮาโรลด์ กอลลาเชอร์  ภรรยากับลูกๆ แข็งขันในศาสนจักร แต่ไม่ใช่ฮาโรลด์  ชารอนลูกสาวของเขาถามอธิการมอนสันว่าท่านจะ ‘ทำอะไรบางอย่าง’ เพื่อให้พ่อกลับมาแข็งขันได้หรือไม่  ในฐานะอธิการ วันหนึ่งท่านได้รับการกระตุ้นเตือนให้แวะเยี่ยมฮาโรลด์  วันนั้นอากาศร้อน ท่านเคาะประตูมุ้งลวดบ้านฮาโรลด์  อธิการเห็นฮาโรลด์นั่งสูบบุหรี่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่เก้าอี้ในบ้าน  ‘ใครน่ะ’ ฮาโรลด์ถามห้วนๆ โดยไม่เงยหน้ามอง

“‘อธิการของคุณครับ’ ทอมตอบ  ‘ผมมาทำความรู้จักและขอให้คุณกับครอบครัวไปร่วมการประชุมของเรา’’

“ ‘ไม่ละ งานผมยุ่งมาก’ เขาตอบอย่างรังเกียจ  เขาไม่เงยหน้าเลย  ทอมขอบคุณเขาที่ฟังและเดินจากไป  ครอบครัวนั้นย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยฮาโรลด์ไม่เคยไปร่วมการประชุมเลย

“หลายปีต่อมา บราเดอร์กอลลาเชอร์คนหนึ่งโทรมาที่สำนักงานของเอ็ลเดอร์โธมัส เอส. มอนสันและขอนัดมาพบท่าน

“‘ถามเขาว่าเขาชื่อฮาโรลด์ จี. กอลลาเชอร์หรือเปล่า’ เอ็ลเดอร์มอนสันบอกเลขานุการ ‘และเขาเคยอยู่บ้านเลขที่ 55 Vissing Place และมีลูกสาวชื่อชารอนใช่ไหม’  เมื่อเลขานุการถาม ฮาโรลด์ตกใจมากที่เอ็ลเดอร์มอนสันจำรายละเอียดเช่นนั้นได้  ครู่ต่อมาเมื่อคนทั้งสองพบกัน พวกเขาโอบกอดกัน  ฮาโรลด์กล่าวว่า ‘ผมมาขอโทษที่วันหนึ่งในฤดูร้อนหลายปีก่อนผมไม่ได้ลุกจากเก้าอี้มาเชิญท่านเข้าบ้าน’  เอ็ลเดอร์มอนสันถามว่าเขาแข็งขันในศาสนจักรหรือไม่ฮาโรลด์ยิ้มพลางตอบว่า ‘ตอนนี้ผมเป็นที่ปรึกษาในฝ่ายอธิการวอร์ดครับ  คำชวนของท่านให้ไปโบสถ์ และคำตอบปฏิเสธของผมหลอกหลอนผมจนผมต้องตัดสินใจทำบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้’”5

การเลือกในแต่ละวันส่งผลอันเป็นนิรันดร์

การนึกถึงอาหารประจำวันของเราทำให้เรารับรู้รายละเอียดของชีวิตเรา รับรู้ความสำคัญของเรื่องเล็กน้อยที่ใช้วันของเราจนหมด  ตัวอย่างเช่น ประสบการณ์สอนว่าในชีวิตแต่งงาน ความเมตตา ความช่วยเหลือ และความเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่ขาดสายช่วยให้ความรักมีชีวิตชีวาและบำรุงเลี้ยงความสัมพันธ์มากกว่าการให้ของหรูหราฟุ่มเฟือยเป็นครั้งคราว  พี่น้องชาย—ที่แต่งงานแล้ว—ข้าพเจ้าไม่ได้พูดว่าภรรยาท่านไม่ชอบสิ่งใหม่  ไม่ชอบสวมเสื้อผ้าสวยๆ หรือของขวัญในโอกาสต่างๆ ที่แสดงว่าท่านรู้สึกอย่างไรต่อเธอ (แน่นอนว่าต้องอยู่ภายในงบประมาณอันน้อยนิดของท่าน)  แต่การแสดงความรักสม่ำเสมอทุกวันทั้งในคำพูดและการกระทำมีความหมายมากกว่านั้นในระยะยาว

ทำนองเดียวกัน ในการเลือกแต่ละวัน เราอาจป้องกันอิทธิพลชั่วร้ายบางอย่างไม่ให้เข้ามาในชีวิตเราและเป็นส่วนหนึ่งของเราได้  ในการสนทนาอย่างเป็นทางการระหว่างเอ็ลเดอร์นีล เอ. แมกซ์เวลล์กับข้าพเจ้าเมื่อหลายปีก่อนพร้อมด้วยผู้นำฐานะปุโรหิตคนหนึ่งในการประชุมใหญ่สเตค เราสังเกตว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงสื่อลามกส่วนใหญ่และภาพลามกได้โดยการเลือกให้ดี  ส่วนใหญ่แล้วนี่เป็นเรื่องของวินัยในตนเองที่จะไม่ไปในที่ซึ่งเราอาจจะพบสื่อลามก—ทั้งด้วยตนเองหรือในอินเทอร์เน็ต  แต่เรายอมรับว่าสื่อลามกมีอยู่ทั่วไป  จึงอาจจู่โจมบุคคลที่เลือกดีแล้วโดยที่เขาไม่รู้ตัว  “ใช่” เอ็ลเดอร์แมกซ์เวลล์กล่าว “แต่เขาสามารถปฏิเสธได้ทันที  เขาไม่ต้องเชิญสื่อลามกเข้ามาและยกเก้าอี้ให้นั่ง”  เช่นเดียวกับอิทธิพลและนิสัยอื่นๆ อาทิ—การละเลยความสะอาดเรียบร้อย การไม่ระวังความประพฤติ วาจาจาบจ้วงหยาบคาย การวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร้เมตตา การผัดวันประกันพรุ่ง และอื่นๆ---การที่เราตั้งใจหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ทุกวันตั้งแต่ต้นจะป้องกันไม่ให้เราต้องรับรู้ในวันข้างหน้าว่าเพราะความไม่เอาใจใส่ ความชั่วร้ายและความอ่อนแอบางอย่างจึงฝังรากในจิตวิญญาณเรา

ความจริงแล้ววันหนึ่งมีไม่กี่อย่างที่ไม่สลักสำคัญเลย  แม้แต่เรื่องธรรมดาและทำเป็นกิจวัตรก็อาจเป็นอิฐบล็อกก้อนเล็กๆ ทว่าสำคัญยิ่งที่สร้างวินัย อุปนิสัย และระเบียบอันจำเป็นต่อการทำให้แผนงานและฝันของเราเป็นจริงได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านสวดอ้อนวอนขออาหารประจำวัน พึงพิจารณาความจำเป็นของท่านอย่างถี่ถ้วน ทั้งสิ่งที่ท่านขาดและสิ่งที่ต้องป้องกัน  ขณะเข้านอน ให้ใคร่ครวญความสำเร็จและความล้มเหลวของวันนั้นและสิ่งที่จะทำให้ดีขึ้นอีกเล็กน้อยในวันรุ่งขึ้น  จงขอบพระทัยพระบิดาบนสวรรค์สำหรับมานาที่พระองค์ทรงวางไว้ตามทางเพื่อค้ำจุนท่านให้ผ่านพ้นวันนั้น  การไตร่ตรองของท่านจะเพิ่มพูนศรัทธาในพระองค์เมื่อท่านเห็นพระหัตถ์ของพระองค์ช่วยท่านให้อดทนกับบางเรื่องและเปลี่ยนผู้อื่น  ท่านจะสามารถชื่นชมยินดีได้อีกหนึ่งวัน อีกหนึ่งก้าวสู่ชีวิตนิรันดร์

พระเยซูคริสต์คืออาหารแห่งชีวิต

เหนือสิ่งอื่นใด จงจำไว้ว่าเรามีพระองค์ผู้ซึ่งมานาเป็นรูปแบบและสัญลักษณ์ของพระองค์ อาหารแห่งชีวิต พระผู้ไถ่  

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวและผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย …

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์

“เราเป็นอาหารแห่งชีวิต

“บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารและสิ้นชีวิต

“แต่นี่เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ผู้ที่ได้กินแล้วไม่ตาย

“เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เรา … ให้เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้นก็คือเลือดเนื้อของเรา” (ยอห์น 6:35, 47–51)

ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานต่อท่านถึงการทรงพระชนม์อยู่จริงของพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งเป็นอาหารแห่งชีวิต และถึงพลังอันไม่มีที่สิ้นสุดแห่งการชดใช้ของพระองค์  สุดท้ายแล้ว การชดใช้ของพระองค์ พระคุณของพระองค์ คืออาหารประจำวันของเรา  เราควรแสวงหาพระองค์ทุกวัน ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ทุกวัน เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ดังที่พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา (ดู ยอห์น 17:20–23)  ข้าพเจ้าอวยพรท่านขณะท่านแสวงหาสิ่งนี้จากพระองค์  ขอให้พระบิดาบนสวรรค์ประทานอาหารประจำวันให้ท่าน ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

© 2011 โดย Intellectual Reserve, Inc. สงวนสิทธิ์ทุกประการ  อนุมัติภาษาอังกฤษ 10/10  อนุมัติการแปล 10/10  แปลจาก Give Us This Day Our Daily Bread. Thai PD50028437 425

Notes

1. มาร์คัส ลัทเทรลล์ Lone Survivor: The Eyewitness Account of Operation Redwing and the Lost Heroes of SEAL Team 10 (2007) หน้า 124

2. เอ็น. เอลดอน แทนเนอร์ “Just for Today,” New Era, ม.ค. 1975 หน้า 5

3. เดวิด เอ. เบดนาร์ ใน Conference Report ต.ค. 2009 หน้า 18; หรือ เลียโฮนา พ.ย. 2009 หน้า 23

4. เอสรา แทฟท์ เบนสัน “A Mighty Change of Heart,” Ensign, ต.ค. 1989 หน้า 5

5. ไฮดี เอส. สวินตัน To the Rescue: The Biography of Thomas S. Monson (2010) หน้า 160–61

^ Back to top