โรสแมรี เอ็ม. วิกซอม, “การได้รู้จัก,” May 2011
ไฟร์ไซด์ซีอีเอสสำหรับคนหนุ่มสาว • 1 พฤษภาคม 2011 • มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตท
ดิฉันรู้สึกยินดีกับการได้อยู่ที่นี่ในโลแกน ยูทาห์ ณ มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตทแห่งนี้ ขณะที่ดิฉันกับแจ็คสามีขับรถผ่านซาร์ดีน แคนยอน เข้าสู่หุบเขานี้ในค่ำวันนี้ ดิฉันรู้สึกเหมือนกำลังกลับบ้าน ดิฉันจะเล่าให้ฟังว่าเพราะอะไร
นี่คือวิธีที่ดิฉันรู้จักด้วยตนเอง
หลายปีก่อน วันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงที่สวยงามเราขนข้าวของทั้งหมดของเราขึ้นรถยนต์ครอบครัว ดิฉันกับน้องสาวคู่แฝดจะไปเรียนมหาวิทยาลัย คุณแม่ขับรถพาเราไปส่งที่โลแกนเพื่อเข้าเรียนที่ยูทาห์สเตท เราเคยเห็นรูปมหาวิทยาลัยที่สวยงามแห่งนี้ บางรูปต้นไม้โตอยู่กระจุกเดียว เราทราบมาว่าที่โลแกนไม่มีลมเลย ต้นไม้จึงโตแบบนั้น แต่เราก็ตื่นเต้น เราขนเสื้อผ้าทุกชุดและรองเท้าทุกคู่ที่เรามี รวมทั้งอาหารที่จะเก็บใส่ตู้มาเต็มคัน จนแทบจะมองออกนอกหน้าต่างไม่ได้ ขณะขับรถเข้ามาในหุบเขานี้ดิฉันรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน อดใจรอการผจญภัยข้างหน้าแทบไม่ไหว
ในรั้วมหาวิทยาลัยเรารู้สึกว่าความตื่นเต้นอบอวลไปทั่วขณะนักศึกษาขนของลงจากรถเข้าไปในหอพักและอพาร์ตเมนต์ นี่เป็นครั้งแรกที่ดิฉันกับน้องสาวอยู่ห่างครอบครัว เรารู้สึกใจหายขณะแขวนเสื้อผ้าในตู้และจัดห้องของเรา เรามีโปสเตอร์สองแผ่นไว้ติดผนัง แผ่นหนึ่งอ่านว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” (สุภาษิต 3:5) อีกแผ่นหนึ่งพี่ชายของเราให้มา อ่านว่า “ริมฝีปากที่สัมผัสสิ่งมึนเมาไม่มีวันได้สัมผัสเรา”
เมื่อขนของลงจากรถหมดแล้ว เรายืนอยู่บนทางเท้าหน้าโมเอ็นฮอล พลางถือของสองสามชิ้นสุดท้ายที่หยิบมาจากเบาะหลัง ที่นั่นเราประคองโถลูกพีชขณะโบกมือลาคุณแม่ พอท่านขับจากไป---ความจริงเพิ่งประจักษ์ชัดแก่เรา เราหันมามองหน้ากัน น้ำตาไหลอาบแก้มพลางพูดว่า “เราทำอะไรลงไป เราคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เราเคยคิดว่าน่าผจญภัยดูเหมือนจะทำให้เราตื่นตระหนกและเสียขวัญ” ดิฉันรู้อยู่บ้างว่าวันข้างหน้าในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ดิฉันจะต้องทำการตัดสินใจซึ่งจะกำหนดชีวิตที่เหลือของดิฉัน ที่นี่เองที่ดิฉันค้นพบว่าดิฉันมีความเชื่อของตนเอง ดิฉันต้องปกป้องศรัทธาของตนเอง ดิฉันสร้างมิตรตลอดชีวิต คำสวดอ้อนวอนของดิฉันจริงใจมากขึ้น ประจักษ์พยานของดิฉันเริ่มเติบโต ดิฉันเรียนรู้ว่าการยึดมั่นมาตรฐานของดิฉันและทำให้ตนเองเติบโตด้านวิชาการและทางวิญญาณเป็นการเลือกของดิฉันเอง
ดิฉันเป็นใครกันแน่ ตลอดหลายปีนั้น บางครั้งดิฉันรู้สึกถึงความพ่ายแพ้และความล้มเหลว—และบางคราวก็ลิ้มรสความหวังและความสำเร็จ กระบวนการเติบโตเริ่มจากโรคคิดถึงบ้าน—โอ คิดถึงบ้านสุดขีด—จนถึงอิสรภาพอันน่าชื่นใจ ดิฉันเป็นเหมือนแอมันและพี่น้องของท่านในพระคัมภีร์มอรมอน ประสบทั้ง “โทมนัส และ … ความทุกข์ … และปีติ … เกินกว่าจะเข้าใจได้” (แอลมา 28:8) ในเวลาเดียวกัน เวลานี้ดิฉันตระหนักว่าดิฉันต้องออกจากบ้านที่สุขสบายเพื่อก้าวหน้าและเรียนรู้บทเรียนเหล่านี้ของชีวิต จึงไม่แปลกที่แคชแวลลีย์ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ วิทยาเขตแห่งนี้จะสวยงามสำหรับดิฉัน เพราะที่นี่ทำให้ดิฉันได้รู้จักตนเอง และในระหว่างที่ได้รู้จักตนเอง ดิฉันเริ่มรู้จักพระผู้ช่วยให้รอดเช่นกัน ในชีวิตท่าน ท่านได้รู้จักอะไรและท่านเรียนรู้สิ่งนั้นจากที่ไหน
เรื่องที่ดิฉันประสงค์จะพูดกับท่านคืนนี้คือ “การได้รู้จัก”
หาที่ซึ่งท่านจะรู้จักด้วยตนเอง
เมื่อเราออกจากที่ประทับของพระบิดาบนสวรรค์และบ้านที่สุขสบายของเราในการดำรงอยู่ก่อนเกิดเพื่อมายังโลกนี้ เราพร้อมจะมาเรียนรู้และรับการทดสอบ บนโลกเวลานี้เราอาจรู้สึกตัวว่าเรากำลังพูดว่า “ฉันทำอะไรลงไป” ที่นี่เรากำลังเดินตามเส้นทาง เราดำเนินชีวิตตามแผนของพระบิดาบนสวรรค์—แผนแห่งความรอด ความสมบูรณ์แห่งพระกิตติคุณนี้ นั่นคือแผนแห่งความสุข! โจเซฟ สมิธกล่าวว่าแผนแห่งความรอดเป็น “ของประทานดีที่สุดอย่างหนึ่งของสวรรค์ที่มอบให้มวลมนุษย์”1
ประสบการณ์แห่งความเป็นมรรตัยนี้ที่เราเคยคิดว่าน่าผจญภัย บางครั้งอาจทำให้เราตื่นตระหนกและเสียขวัญได้—และยากทีเดียว! ม่านทำให้เราจำไม่ได้ว่าเราเคยรู้อะไร เวลานี้เราดำเนินด้วยศรัทธา แต่เราดำเนินด้วยความรู้ว่าด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าเรารู้ได้ว่าเราเคยรู้อะไร พระบิดาบนสวรรค์ทรงรักเรามาก พระองค์ทรงสร้างเราโดยมีจุดประสงค์ไม่เพียงเพื่อการกลับไปหาพระองค์เท่านั้น แต่เพื่อให้เป็นเหมือนพระองค์ด้วย เวลานี้เรากำลังเรียนซ้ำว่าเรารู้จักพระองค์ดีเพียงใด บริคัม ยังก์กล่าวว่า “ท่านคุ้นเคยกับพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาบนสวรรค์ของเราดี … เพราะจิตวิญญาณของท่านอยู่ในบ้านของพระองค์และพำนักอยู่กับพระองค์ปีแล้วปีเล่าที่นั่น [ในการดำรงอยู่ก่อนเกิด] และ [เวลานี้บนโลกนี้] ท่านกำลังพยายามทำความคุ้นเคยกับพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงลืมสิ่งที่ท่านรู้”2
ตอนนั้นเรารู้จักพระองค์ แต่โดยความพยายามของเราเท่านั้นที่เราจะได้รู้จักพระองค์ที่นี่ เราไม่โดดเดี่ยวในการแสวงหาของเรา เพราะพระองค์ตรัสว่า “เราจะอยู่ทางขวามือเจ้าและทางซ้ายเจ้า, และพระวิญญาณของเราจะอยู่ในใจเจ้า, และเหล่าเทพของเราห้อมล้อมเจ้าเพื่อประคองเจ้าไว้” (คพ. 84:88)
แอลมาได้รู้จักพระผู้ช่วยให้รอดแล้วสอนผู้คนที่ผืนน้ำแห่งมอรมอน ท่าน “สั่งสอนการกลับใจให้พวกเขา, และการไถ่ และศรัทธาในพระเจ้า” (โมไซยาห์ 18:7) ที่นั่นผู้คนเข้าสู่พันธสัญญาแห่งบัพติศมาเพื่อ “ยืนเป็นพยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาและในทุกสิ่ง, และในทุกแห่ง … เพื่อ [พวกเขา] จะมีชีวิตนิรันดร์” (โมไซยาห์ 18:9) พวกเขาเติบโตในศรัทธา พวกเขาเรียนรู้ว่าต้องรักษาวันสะบาโต พวกเขาเรียนรู้ว่าต้องลงมือทำงานเพื่อเลี้ยงดูตนเอง “และพวกเขาดำเนินชีวิตอย่างซื่อตรงต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า, โดยที่ให้กันและกันตามความจำเป็นของตนและตามความต้องการของตนทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณ” (โมไซยาห์ 18:29; ดู ข้อ 20–29)
เราอ่านต่อไปว่า “และบัดนี้เหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือ ทั้งหมดนี้ทำไปที่มอรมอน, แท้จริงแล้ว, ข้างผืนน้ำแห่งมอรมอน, ในป่าที่อยู่ใกล้ผืนน้ำแห่งมอรมอน; แท้จริงแล้ว, สถานที่แห่งมอรมอน, ผืนน้ำแห่งมอรมอน, ป่าแห่งมอรมอน, มันสวยงามเพียงใดในสายตาของพวกเขาซึ่งมาสู่ความรู้ถึงพระผู้ไถ่ของตนที่นั่น” (โมไซยาห์ 18:30)
ในพระคัมภีร์ข้อนี้เหตุใดภูมิทัศน์รอบผืนน้ำแห่งมอรมอนจึงดึงดูดใจเรา คำพรรณนาทำให้เรารู้สึกอย่างไรต่อสถานที่นั้น—ผืนน้ำแห่งมอรมอน เราน่าจะพิจารณาภูมิทัศน์รอบตัวเราและสิ่งนั้นมีบทบาทต่อการแสวงหาของเราอย่างไรเพื่อมาสู่ความรู้เกี่ยวกับพระผู้ไถ่ของเรา
ถึงเวลาแล้ว ถ้าท่านยังไม่ได้ทำเช่นนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องหาสถานที่ซึ่งท่านสามารถมาสู่ความรู้เกี่ยวกับพระผู้ไถ่ของท่านได้ ผืนน้ำแห่งมอรมอนของท่านอยู่ที่ไหน สถานที่นั้นสวยงามเพียงใดในสายตาท่าน
เพื่อให้พบสถานที่สวยงามเช่นนั้น ท่านอาจต้องถามตนเองด้วยคำถามสี่ข้อ ดังนี้
1. รู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์
คำถามข้อ 1: ฉันจะ รู้จัก พระวิญญาณของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไร
เยาวชนชายวัยรุ่นคนหนึ่งมีประสบการณ์สมัยเป็นเด็ก เด็กมาก อายุไม่ถึงสามขวบ ครอบครัวที่เป็นสมาชิกศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม สภาพแวดล้อมของเขาเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เขาจากบ้านในยุโรปตะวันออกมาอยู่ทางตะวันออกของสหรัฐ—แผ่นดินที่มีครอบครัวใหม่ ภาษาใหม่ และความรู้สึกใหม่ๆ ในวันอาทิตย์ครอบครัวใหม่จะพาเขาไปห้องบริบาล อยู่ในโบสถ์ สุดทางเดิน ในห้องบริบาลนั่นเองที่เขารู้สึกว่า—เขาได้รู้จักความมั่นคงปลอดภัยและความรักที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นั่นเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เขารู้ซึ้งถึงพระวิญญาณจริงๆ เวลานี้เขาเป็นวัยรุ่นแล้ว เขาเลือกไปห้องบริบาลแห่งนั้นเป็นครั้งคราวเพื่อฟังเสียง เห็นภาพ และรู้สึกถึงพระวิญญาณที่เขาเคยรู้สึกที่นั่น ห้องบริบาลสวยงามยิ่งนักในสายตาของเด็กคนนั้นผู้มาสู่ความรู้ถึงพระวิญญาณของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นั่น
มอรมอนบอกเราว่า “เพราะความอ่อนโยนและความนอบน้อมแห่งใจการมาเยือนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมมาถึง, ซึ่งพระผู้ปลอบโยนทรงทำให้เปี่ยมไปด้วยความหวังและความรักอันบริบูรณ์” (โมโรไน 8:26)
มอรมอนกำลังพรรณนาสิ่งที่พระเจ้าจะทรงพรรณนาว่า “เจ้าจะได้รับพระวิญญาณของเรา, พระวิญญาณบริสุทธิ์, แม้พระผู้ปลอบโยน, ซึ่งจะสอนเจ้าถึงสิ่งที่ส่งเสริมความสงบสุขของอาณาจักร” (คพ. 36:2)
ในหนังสือของแอลมาเราเรียนรู้ว่าพวกบุตรของโมไซยาห์ได้รู้จักพระวิญญาณของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร หนังสือเล่มนี้กล่าวว่า
“พวกท่านค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างขยันหมั่นเพียร, เพื่อพวกท่านจะรู้พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า.
“แต่นี่ยังไม่หมด; พวกท่านยอมตนในการสวดอ้อนวอน, และการอดอาหารอย่างมาก” (แอลมา 17:2–3)
หลังจากนั้นพวกเขาออกไปสั่งสอน ชายหนุ่มที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้มีความกล้าหาญอย่างยิ่งเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์และมีความปรารถนาจะรู้พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า
แอมันกล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของพระวิญญาณนั้นสถิตอยู่กับข้าพเจ้า, ซึ่งให้ความรู้ข้าพเจ้า, และอำนาจด้วยตามศรัทธาและความปรารถนาของข้าพเจ้าซึ่งมีอยู่ในพระผู้เป็นเจ้า” (แอลมา 18:35)
บิดาของลาโมไนรู้สึกถึงพระวิญญาณผ่านคำสอนของแอรันและกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะสละสิ่งทั้งปวงที่ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของ, แท้จริงแล้ว, ข้าพเจ้าจะละทิ้งอาณาจักรของข้าพเจ้า, เพื่อจะรับความปรีดียิ่งนี้” (แอลมา 22:15)
ทั้งลาโมไนและบิดาของลาโมไนรู้สึกถึงพระวิญญาณของพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อพวกท่านได้รับการสอนแผนแห่งความรอด ปัจจุบันผู้สอนศาสนาเปี่ยมด้วยพระวิญญาณของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาสอนข่าวสารเดียวกันทั่วโลก ถึงท่านผู้เคยรับใช้งานเผยแผ่ ท่านจำความรู้สึกถึงพลังของพระวิญญาณเมื่อท่านยืนเป็นพยานถึงความจริงในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์หรือไม่
ผู้สอนศาสนาคนหนึ่งกล่าวระหว่างเดินทางไปสนามบินว่า “ดิฉันกลัวเมื่อต้องกลับบ้าน จะเป็นอย่างไรถ้าหลังจากงานเผยแผ่ดิฉันไม่รู้สึกถึงพระวิญญาณแรงกล้าแบบนี้”
ดิฉันบอกเธอว่า “เมื่อคุณอัญเชิญพระวิญญาณของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาในชีวิตคุณและดำเนินชีวิตให้คู่ควร วิญญาณนั้นจะอยู่กับคุณเสมอ”
2. รู้จักความจริงของพระคัมภีร์มอรมอน
คำถามข้อ 2: ฉันจะ รู้ ได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นความจริง
ในการประชุมให้ข้อคิดทางวิญญาณที่บีวายยู–ไอดาโฮเมื่อเดือนมิถุนายน 2004 เอ็ลเดอร์เคลย์ตัน เอ็ม. คริสเต็นเซ็น ศาสตราจารย์วิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ด พูดถึงการตัดสินใจของเขาเพื่อเรียนรู้ว่าพระคัมภีร์มอรมอนจริงหรือไม่ หลังจากเรียนจบบีวายยูเขาได้รับทุนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในอังกฤษ ตอนนั้นเองที่เขาได้ข้อสรุปว่า “[เขา] ไม่รู้เลยว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นความจริง [เขา] อ่านพระคัมภีร์มอรมอนมาแล้วเจ็ดครั้งในชีวิต และแต่ละครั้ง [เขา] อ่านจนจบเล่ม คุกเข่าสวดอ้อนวอน และทูลขอพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงบอก [เขา] ว่าจริงหรือไม่ และ [เขา] ไม่ได้รับคำตอบ ขณะคิดไตร่ตรองว่าเหตุใด [เขา] จึงไม่ได้รับคำตอบ [เขา] ตระหนักว่า เจ็ดครั้งก่อนหน้านั้น [เขา] อ่านเพราะเป็นงานมอบหมาย ถ้าไม่จากพ่อแม่ ก็อาจารย์บีวายยู หรือประธานคณะเผยแผ่ หรือไม่ก็ครูเซมินารี และวัตถุประสงค์ของ [เขา] คืออ่านให้จบ แต่คราวนี้ [เขา] ต้องการรู้ด้วยตนเองว่าพระคัมภีร์มอรมอนจริงหรือไม่ ก่อนนั้นในชีวิต [เขา] ประคองตนเองให้อยู่กับความเชื่อในหลักคำสอนมากมายของศาสนจักรและในความไว้วางใจบิดามารดาเพราะ [เขา] รู้ว่าพวกท่านรู้ว่าเป็นความจริง และ [เขา] วางใจบิดามารดา [ของเขา] แต่ในที่สุด เมื่อ [เขา] มาถึงอ็อกซ์ฟอร์ด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ [เขา] อยากรู้มากว่าเป็นความจริงหรือไม่”
ปัจจุบันอ็อกซ์ฟอร์ดเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เขาอาศัยอยู่ในตึกที่สร้างเมื่อปี 1410 เขาบอกว่าตึกนั้น “ดูสวย [แต่] อยู่แล้วน่ากลัว มี [ที่เล็กน้อย] ให้เจาะ [ช่อง] ในผนังหินและฝัง [เครื่องทำความร้อน] ไว้ที่นั่น [เขา] ตัดสินใจว่าจะตั้งใจอ่านพระคัมภีร์มอรมอนทุกคืนตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเที่ยงคืนเพื่อให้รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่” เขาบอกว่าเขา “สงสัยว่า [เขา] กล้าใช้เวลามากขนาดนั้นหรือ เพราะ [เขา] ลงเรียนโปรแกรมที่เรียกร้องเวลามาก กำลังศึกษาเศรษฐศาสตร์คำนวณแบบประยุกต์ และพยายามจะเรียนให้จบภายในสองปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ลงเรียนโปรแกรมนี้เรียนจบภายในสามปี [เขา] ไม่รู้จะจัดสรรเวลาวันละชั่วโมงเพื่อทำสิ่งนี้ได้หรือไม่ แต่ [เขา] ทำ” เขา “เริ่มตอนห้าทุ่มโดยคุกเข่าสวดอ้อนวอนข้างเก้าอี้ใกล้เครื่องทำความร้อนและ [สวดอ้อนวอน] ออกมาดังๆ [เขา] ทูลพระผู้เป็นเจ้าว่า [เขา] ต้องรู้ให้ได้ว่าหนังสือเล่มนี้จริงหรือไม่และ [เขา] ทูลพระองค์ว่าถ้าพระองค์จะทรงเปิดเผยต่อ [เขา] ว่าเป็นความจริง [เขา] ตั้งใจว่าจะอุทิศชีวิตต่อจากนั้นเพื่อสร้างอาณาจักรของพระองค์ และ [เขาทูลพระเจ้า] ว่าถ้าไม่เป็นความจริง [เขา] ต้องรู้ให้แน่นอนเช่นกัน เพราะหลังจากนั้น [เขา] จะทุ่มเทชีวิตเพื่อค้นหาดูว่าอะไรเป็นความจริง จากนั้น [เขา] ลุกขึ้นนั่งเก้าอี้และ … อ่านหน้าแรกของพระคัมภีร์มอรมอน เมื่ออ่านถึงด้านล่างสุดของหน้า [เขา] หยุดและใคร่ครวญสิ่งที่ [เขา] อ่านในหน้านั้น พลางถามตนเองว่า ‘นักต้มตุ๋นที่พยายามหลอกคนจะเขียนหนังสือเล่มนี้ได้หรือ หรือศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้าเป็นคนเขียนจริงๆ หนังสือเล่มนี้มีความหมายในชีวิตฉันอย่างไร’ … จากนั้น [เขา] จะวางหนังสือและคุกเข่าสวดอ้อนวอนออกเสียงทูลถามพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้ง ‘ขอทรงบอกข้าพระองค์ด้วยเถิดว่าหนังสือเล่มนี้จริงหรือไม่’ แล้วก็ลุกขึ้นนั่งเก้าอี้และหยิบหนังสือมาพลิกอ่านอีกหน้าหนึ่ง หยุดเมื่ออ่านถึงด้านล่างสุด และทำแบบเดียวกัน [เขา] ทำเช่นนี้หนึ่งชั่วโมงทุกคืน คืนแล้วคืนเล่าในห้องอับชื้นและเย็นที่ควีนส์คอลเลจอ็อกซ์ฟอร์ด
“พออ่านถึงบทท้ายๆ ของ 2 นีไฟ คืนหนึ่งเมื่อ [เขา] สวดอ้อนวอน ลุกขึ้นนั่งเก้าอี้ และเปิดหนังสือ จู่ๆ ก็มีวิญญาณที่สวยงาม อบอุ่น และเปี่ยมด้วยความรักเข้ามาในห้องนั้นห้อมล้อมตัว [เขา] ซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณ [ของเขา] และห่อหุ้ม [เขา] ไว้ด้วยความรู้สึกรักที่ [เขา] ไม่เคยนึกว่าจะรู้สึก [เขา] เริ่มร้องไห้และ … ร้องไม่หยุดเพราะขณะมองผ่านม่านน้ำตาดูถ้อยคำในพระคัมภีร์มอรมอน [เขา] เห็นความจริงในถ้อยคำเหล่านั้นที่ [เขา] ไม่เคยนึกมาก่อนว่าตนจะเข้าใจได้ [เขา] เห็นรัศมีภาพแห่งนิรันดร และ [เขา] เห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้ [เขา] ในฐานะบุตรคนหนึ่งของพระองค์ [เขา] ไม่อยากหยุดร้องไห้ วิญญาณดังกล่าวอยู่กับ [เขา] ทั้งชั่วโมงและจากนั้นทุกคืนเมื่อ [เขา] สวดอ้อนวอนและนั่งอ่านพระคัมภีร์มอรมอนข้าง [เครื่องทำความร้อน] ในห้อง วิญญาณเดียวกันนั้นกลับมาเปลี่ยนใจและเปลี่ยนชีวิต [เขา] ตลอดกาล”
เวลานี้ เขากล่าว เขาหวนนึกถึงความขัดแย้งทางความคิดที่เขาประสบ “โดยสงสัยว่า [เขา] จะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทุกวันแยกจากการศึกษาเศรษฐมิติประยุกต์เพื่อให้รู้ว่าพระคัมภีร์เป็นความจริงหรือไม่” เขากล่าวว่า “ในการศึกษาทั้งหมดที่ [เขา] ศึกษามา นั่นเป็นองค์ความรู้ที่ให้ประโยชน์สูงสุดเพียงอย่างเดียวที่ [เขา] เคยได้รับ”
เวลานี้เขาชอบกลับไปอ็อกซ์ฟอร์ด เขาบอกว่า “คนส่วนใหญ่ที่นั่นเป็นนักศึกษาหรือไม่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มาชมมหาวิทยาลัยสวยงามแห่งนี้” แต่เขาชอบ “กลับไปที่นั่นเพราะ [ที่นั่น] เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ [เขา] สามารถมองดูหน้าต่างห้องที่ [เขา] เคยอยู่” และคิดว่า “นั่นเป็นที่ซึ่งผมเรียนรู้ว่าพระเยซูคือพระคริสต์ พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ผู้ทรงพระชนม์ และโจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์แห่งการฟื้นฟูศาสนจักรที่แท้จริง”
เอ็ลเดอร์คริสเต็นเซ็นกล่าวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยบีวายยู–ไอดาโฮว่า “บางท่านอาจมาที่เร็กซ์เบิร์กโดยรู้ด้วยตนเองแล้วว่านี่คือศาสนจักรของพระผู้เป็นเจ้า และสำหรับคนที่อาจจะยังอาศัยประจักษ์พยานของผู้อื่น ข้าพเจ้าขอเชื้อเชิญท่านให้กันเวลาไว้หนึ่งชั่วโมงทุกวันเพื่อค้นพบด้วยตนเองว่านี่เป็นความจริงหรือไม่ เพราะนั่นจะเปลี่ยนใจท่านดังที่เคยเปลี่ยนใจข้าพเจ้ามาแล้ว”3
ใน ยอห์น 5:39 เราอ่านว่า “ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา”
เอ็ลเดอร์บรูซ ซี. ฮาเฟน กล่าวว่า “เรามีชีวิตนิรันดร์ได้ถ้าเราต้องการ แต่ต่อเมื่อ ไม่มีอย่างอื่น ที่เราต้องการมากกว่านี้”4
การได้รู้จักความจริงมาพร้อมความพยายาม ยิ่งพยายาม รางวัลยิ่งมาก โมโรไนกล่าวว่า “และเมื่อท่านจะได้รับเรื่องเหล่านี้, ข้าพเจ้าจะแนะนำท่านให้ทูลถามพระผู้เป็นเจ้า, พระบิดานิรันดร์, ในพระนามของพระคริสต์, ว่าเรื่องเหล่านี้จริงหรือไม่; และหากท่านจะทูลถามด้วยใจจริง, ด้วยเจตนาแท้จริง, โดยมีศรัทธาในพระคริสต์, พระองค์จะทรงแสดงความจริงของเรื่องให้ประจักษ์แก่ท่าน, โดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์” (โมโรไน 10:4)
3. รู้จักแผนของพระบิดาบนสวรรค์
คำถามข้อ 3: ฉันจะ รู้จัก แผนซึ่งพระบิดาบนสวรรค์มีเพื่อตัวฉันได้อย่างไร
เราแต่ละคนทำการเลือกระหว่างทางกลับไปหาพระบิดาบนสวรรค์ แผนของพระองค์เพื่อเราคือแผนแห่งความสุข โจเซฟ สมิธกล่าวว่า “ความสุขเป็นวัตถุประสงค์และแผนการดำรงอยู่ของเรา”5 พระบิดาบนสวรรค์ทรงต้องการให้เรารู้สึกปีติ เราแต่ละคนกำลังเขียนแผนที่เส้นทางของเราเอง เราแตกต่างกัน บุคลิกภาพ พรสวรรค์ คุณลักษณะทางกายและทางอารมณ์ไม่เหมือนกัน บางอย่างพระผู้เป็นเจ้าประทานให้ ส่วนมากเกิดจากวินัยส่วนตัว ความปรารถนาของเราสามารถเอาชนะความอ่อนแอของเราได้
ยกตัวอย่างเช่น เด็กหญิงชั้นประถมสองได้รับการวินิจฉัยว่าไม่สามารถเรียนรู้และจำภาพที่เห็นได้ นักจิตวิทยาโรงเรียนกล่าวว่า “เพราะไม่สามารถจดจำหรือท่องจำ เธอจึงมักได้อันดับสุดท้ายของห้องเสมอ” คุณพ่อคุณแม่เลือกไม่บอกเธอเรื่องพิเศษนี้ ในการพยายามเรียนให้เก่งที่โรงเรียนเธอต้องทุ่มเทมากเพื่อให้บรรลุผลในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำสำเร็จได้โดยง่าย เธอแวดล้อมไปด้วยเพื่อนดีๆ ที่เรียนเก่ง นั่นช่วยผลักดันเธอ เธอใช้เวลาเรียนตารางสูตรคูณในชั้นประถมสามและเมืองหลวงของสหรัฐในชั้นประถมห้านานกว่าคนอื่น เธอลงทะเบียนเรียนวิชาเอพีในชั้นมัธยมปลายและก้าวไปข้างหน้า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าที่เธอศึกษาแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของเธอ ปัจจุบันเธอเป็นพยาบาลหน่วยวิกฤตบำบัดหัวใจ และเป็นพยาบาลที่ดีด้วย! เธอและพระบิดาบนสวรรค์ของเธอมีแผน
อีกเรื่องหนึ่งคือ ราวหนึ่งปีก่อนดิฉันไปเยี่ยมชั้นเรียนเยาวชนหญิง ครูขอให้เราเขียนความสำคัญสูงสุด 10 อันดับแรกของเรา ดิฉันเริ่มเขียนอย่างรวดเร็ว ดิฉันต้องยอมรับว่าความคิดแรกของดิฉันเริ่มจาก “อันดับ 1: ทำความสะอาดลิ้นชักเก็บดินสอในครัว” เมื่อเขียนเสร็จแล้วผู้นำเยาวชนหญิงขอให้เราทุกคนบอกสิ่งที่เขียนไว้ แอ็บบี้ที่เพิ่งอายุ 12 ขวบนั่งข้างดิฉัน นี่คือรายการของแอ็บบี้
-
1. ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยยูทาห์
-
2. เป็นนักออกแบบภายใน
-
3. ไปเป็นผู้สอนศาสนาที่อินเดีย
-
4. แต่งงานในพระวิหารกับอดีตผู้สอนศาสนา
-
5. มีลูกห้าคนและบ้านหนึ่งหลัง
-
6. ส่งลูกๆ ไปเป็นผู้สอนศาสนาและเรียนมหาวิทยาลัย
-
7. เป็นคุณย่าคุณยายที่ชอบ “แจกคุกกี้”
-
8. ตามใจหลานๆ
-
9. เรียนพระกิตติคุณมากขึ้นและมีความสุขกับชีวิต
-
10. กลับไปอยู่กับพระบิดาในสวรรค์
เหลือเชื่อไหมคะ! ดิฉันพูดว่า “ขอบใจจ้ะแอ็บบี้ที่สอนฉันเกี่ยวกับการมีวิสัยทัศน์ตามแผนซึ่งพระบิดาบนสวรรค์ทรงมีสำหรับเราแต่ละคน” ท่านวางแผนและท่านดำเนินชีวิตตามแผนนั้นจนสุดความสามารถ จะมีทางวกวน สะพานอาจจะขาดตรงนี้บ้างและอาจเจอที่กั้นถนนตรงนั้นบ้าง หรือท่านอาจเดินพลัดหลง แต่ท่านกลับสู่เส้นทางได้
ประธานโธมัส เอส.มอนสันกล่าวว่า “หากท่านทำบางสิ่งซึ่งปรากฏว่าไม่เป็นอย่างที่ท่านวางแผนไว้ ท่านสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้แทบทุกเรื่อง ให้สิ่งนั้นผ่านไป เรียนรู้จากสิ่งนั้น”6 ท่านอาจคิดว่าไม่มีทางกลับ ปฏิปักษ์ยิ้มเยาะความคิดนั้น ดิฉันรับรองกับท่านว่ามีทางกลับ พระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า “แขนของเรายื่นออกไปตลอดทั้งวัน” (2 นีไฟ 28:32) พระองค์ตรัสว่า “นี่คืองานของเราและรัศมีภาพของเรา—คือการทำให้เกิดความเป็นอมตะและชีวิตนิรันดร์ของมนุษย์” (โมเสส 1:39) ดิฉันชอบคิดว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงงานหนักกว่าเราเพื่อนำเรากลับไป
อันดับแรก พระองค์ทรงคาดหวังให้เราพบที่ของเราในแผนของพระองค์และทำสุดความสามารถเพื่อดำเนินชีวิตตามนั้น โดยเชื่อฟังพระบัญญัติและยืนอยู่ในที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเป้าหมายสุดท้ายของเราคือความสูงส่ง แผนของเราเพื่อไปที่นั่นจะเริ่มผลักดันการตัดสินใจทุกอย่างของเรา เราไม่ได้เดินคนเดียว พระองค์ทรงรักเราและทรงรู้จักเราเป็นส่วนตัว พระองค์ทรงมีส่วนในรายละเอียดทุกอย่างของชีวิตเรา และบางครั้งเรารู้สึกถึงรอยพระหัตถ์ของพระองค์บนหลังของเราขณะเดินตามเส้นทาง
4. รู้จักพระบิดาและพระบุตร
คำถามข้อ 4: ฉันจะรู้จัก พระบิดาและพระบุตรที่รักของพระองค์ได้อย่างไร
การได้รู้จักพระบิดาและพระบุตรของพระองค์เป็นจุดประสงค์ในการดำรงอยู่ของเรา
พระผู้ช่วยให้รอดตรัสเมื่อทรงสวดอ้อนวอนพระบิดาดังนี้ “และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น 17:3)
เลมันกับเลมิวเอล “หารู้ไม่ถึงการกระทำของพระผู้เป็นเจ้าองค์นั้นผู้ทรงสร้างพวกเขา” (1 นีไฟ 2:12) ซี. เอส. ลูอิสกล่าวว่า “ตราบใดที่ท่านหยิ่งยโส ท่านจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้”7 ปฏิปักษ์ปรารถนาให้เราไม่รู้จักพระผู้เป็นเจ้า เขาปรารถนาให้ใจเราเกินกว่าจะรู้สึก สับสน และแวดล้อมด้วยเสียงหนวกหู สิ่งเบี่ยงเบนความสนใจและสิ่งซึ่งจะขัดขวางช่วงเวลาอันเงียบสงบนั้นเมื่อเราแสวงหาพระเจ้าเป็นส่วนตัว การทำอะไรเลยเถิดเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งของซาตาน เราสามารถสร้างสรรค์เวลาให้มากพอจะรู้จักพระเจ้าได้
เมื่อเราอ่อนน้อม ว่าง่าย หรืออ่อนโยน เราเข้าใกล้พระเจ้า ฟรานซิส เว็บสเตอร์ผู้เดินในเส้นทางไวโอมิงอันรกร้างไปกับคณะรถลากมาร์ตินในปี 1856 กล่าวปกป้องกลุ่มดังนี้ “พวกเราทุกคนรอดมาได้ด้วยความรู้แน่นอนที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงพระชนม์เพราะเราคุ้นเคยกับพระองค์ในความลำบากแสนสาหัสของเรา”8
เราได้รู้จักพระผู้ช่วยให้รอดเมื่อเรายอมให้พระองค์เข้ามาในชีวิตเรา เราอยากให้อภัยมากขึ้นและยินดีรับใช้มากขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เมื่อใจเราเปิดรับ เราจะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ตอนนั้นเองที่เราค้นพบว่าพระองค์ทรงอยู่กับเราตลอดมา เราเกิดความสงบ การทดลองของเราไม่เป็นภาระอีกต่อไป แต่เป็นพร เพราะสิ่งเหล่านั้นปูทางพาเราไปหาพระองค์
“เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยาก” เปาโลกล่าว “เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้นทำให้เกิดความอดทน
“และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ
“และความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเราโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว” (โรม 5:3–5)
ซี. เอส. ลูอิสเรียกคนที่ได้รู้จักพระคริสต์ว่าเป็น “คนใหม่” เขากล่าวว่า “คนใหม่กระจายอยู่ที่โน่นที่นี่ทั่วโลก … มักจะมีคนพบพวกเขาอยู่เสมอ … นำเสียงและสีหน้าของพวกเขาต่างจากเรา หนักแน่นกว่า เบากว่า มีความสุขมากกว่า ผุดผ่องมากกว่า พวกเขาเริ่มตรงที่พวกเราส่วนใหญ่ออกมาแล้ว … พวกเขาไม่ดึงความสนใจมาที่ตนเอง ท่านมักคิดว่าท่านกำลังเมตตาพวกเขาเมื่อพวกเขาเมตตาท่าน พวกเขารักท่านมากกว่าคนอื่นรัก แต่พวกเขาต้องการท่านน้อยกว่าคนอื่นต้องการ … ดูเหมือนพวกเขามักจะมีเวลามาก คือท่านจะสงสัยว่าพวกเขาเอาเวลามาจากไหน …
“… การเป็นคนใหม่หมายถึงการไม่นึกถึงสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ตนเอง’ ทิ้งตนเองไปหาพระคริสต์ พระประสงค์ของพระองค์จะต้องเป็นความประสงค์ของเราและเราต้องคิดอย่างที่พระองค์ทรงคิด”9
กระบวนการรู้จักด้วยตนเอง
การได้รู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์ การได้รู้ความจริงของพระคัมภีร์มอรมอน การได้รู้แผนของพระบิดาบนสวรรค์เพื่อเราแต่ละคน และการได้รู้จักพระบิดาและพระบุตรเป็นกระบวนการที่สวยงาม
มีแบบฉบับที่นี่พร้อมความปรารถนาจะได้รู้จัก ท่านเห็นหรือไม่
นีไฟให้นิยามแบบฉบับดังกล่าวเมื่อท่านกล่าวว่า “พี่มิได้จำสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้หรือ?—หากเจ้าจะไม่ทำใจแข็งกระด้าง, และถามเราด้วยศรัทธา, โดยเชื่อว่าเจ้าจะได้รับ, ด้วยความขยันหมั่นเพียรในการรักษาบัญญัติของเรา, สิ่งเหล่านี้จะเป็นที่รู้แก่เจ้าโดยแน่แท้” (1 นีไฟ 15:11)
ท่านเห็นกระบวนการหรือไม่
นีไฟบอกกระบวนการนี้แก่เรา ได้แก่
-
• มีใจอ่อนน้อม
-
• ทูลถามด้วยศรัทธา ขอรับความช่วยเหลือจากพระเจ้าผ่านการสวดอ้อนวอน
-
• กระทำด้วยความขยันหมั่นเพียรเพื่อรักษาพระบัญญัติและทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า
-
• ยอมรับพระหัตถ์ของพระเจ้า นั่นคือวิธีที่จะทำให้ท่านรู้ การเห็นพระหัตถ์ของพระองค์ในชีวิตท่านคือการยืนยันถึงความรักของพระองค์ ยิ่งท่านยอมรับพระหัตถ์ของพระองค์ในชีวิตท่านมากขึ้นเท่าไร พระองค์จะยิ่งมีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นเท่านั้น นั่นคือวิธีที่ท่านได้รู้จักพระผู้ช่วยให้รอดที่ท่านเคยรู้จัก
ผู้คนที่ผืนน้ำแห่งมอรมอนเติบโตด้วยศรัทธาผ่านการสวดอ้อนวอน พวกเขากระทำและเรียนรู้ผ่านความขยันหมั่นเพียรเพื่อรักษาวันสะบาโต พวกเขาเรียนรู้ว่าต้องลงมือทำงานและรับใช้โดยให้ผู้อื่นทั้งฝ่ายวิญญาณและฝ่ายโลก พวกบุตรของโมไซยาห์ค้นคว้าพระคัมภีร์และอุทิศตนให้แก่การสวดอ้อนวอนและการอดอาหารอย่างมาก พวกเขาทำสิ่งที่เป็นข้อกำหนดเพื่อจะได้รู้จัก
ดิฉันประทับใจที่เอ็ลเดอร์คริสเต็นเซ็นสวดอ้อนวอนออกเสียงและสัญญากับพระเจ้าว่าถ้าพระองค์จะทรงเปิดเผยความจริงของพระคัมภีร์มอรมอน ท่านจะอุทิศชีวิตเพื่อสร้างอาณาจักร เอ็ลเดอร์คริสเต็นเซ็นขยันหมั่นเพียร และด้วยการเสียสละทุกคืน ท่านจึงได้รู้จัก
แอ็บบี้สร้างสรรค์แผน และดำเนินชีวิตตามนั้นด้วยความขยันหมั่นเพียร เป้าหมายของการกลับบ้านไปหาพระบิดาบนสวรรค์จะยืนยันการตัดสินใจประจำวันของเธอ เธอได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมีแผนสำหรับเธอ
การได้รู้ด้วยตนเองเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างมาก เราอาจประสบ “การได้รู้จัก” หลายครั้งในชีวิตเรา นั่นคือกระบวนการจดจำสิ่งที่เราเคยรู้ จงรู้ว่า ท่านรู้จักพระองค์ และถ้าท่านสงสัยว่าพระองค์ทรงรู้จักท่านหรือไม่ ขอให้ทูลถาม เพลงปฐมวัย “การสวดอ้อนวอนของเด็กๆ” เริ่มดังนี้ “พระบิดาสวรรค์ ทรงอยู่ที่นั่นไหม? พระทรงได้ยินและตอบคำสวดของเด็กเด็กไหม?”10 ดิฉันเป็นพยานว่า พระองค์ทรงได้ยิน! พระเจ้าทรงสอนเราได้เมื่อเราทูลถาม จงคุกเข่าสวดอ้อนวอนและทูลถามออกมาดังๆ ว่า “ข้าพระองค์เป็นบุตรหรือธิดาของพระองค์จริงหรือ พระองค์ทรงรักข้าพระองค์หรือไม่” แล้วฟัง มีบางอย่างทำให้เรานอบน้อมมากเกี่ยวกับการทูลถาม การทูลถามคือการกระทำด้วยศรัทธา
โจเซฟ สมิธ เด็กหนุ่มวัย 14 ปีในสถานที่สวยงามในนิวยอร์ก ในเมืองพอลไมรา ในป่าศักดิ์สิทธิ์ ทูลถามด้วยศรัทธาเพื่อจะได้รู้ ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นพระอติรูปสองพระองค์, และพระองค์ได้รับสั่งกับข้าพเจ้าจริงๆ … ข้าพเจ้าเห็นนิมิต; ข้าพเจ้ารู้เรื่องนี้, และข้าพเจ้ารู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงทราบเรื่องนี้, และข้าพเจ้าไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้” (โจเซฟ สมิธ—ประวัติ 1:25) “และบัดนี้, หลังจากประจักษ์พยานจำนวนมากที่ให้ไว้ถึงพระองค์, นี่คือประจักษ์พยาน, สุดท้ายของทั้งหมด, ซึ่งเราให้ไว้ถึงพระองค์: ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่!” (คพ. 76:22)
ในเยรูซาเล็ม ที่สุสาน เมื่อสิ้นสุดวันสะบาโต ขณะรุ่งอรุณวันแรกของสัปดาห์ ทูตสวรรค์สององค์ทักทายมารีย์ชาวมักดาลากับมารีย์อีกคนในสถานที่สวยงามแห่งหนึ่งในสวน
“อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่าพวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน
“พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว” (ดู Matthew 28:1–6, footnotes 2a, 3a, และ 5a; จาก Joseph Smith Translation)
การได้รู้จักพระผู้ช่วยให้รอดผู้คืนพระชนม์ พระเยซูคริสต์ ทำให้เราได้รู้ว่าโดยผ่านการชดใช้ของพระองค์ พระองค์จะทรงบรรเทาความเจ็บปวดทั้งหลาย พระองค์ทรงปลอบขวัญและบรรเทาความกังวลทุกเรื่อง พระองค์ทรงแบกภาระของเราได้และทรงนำสันติสุขมาสู่ความรู้สึกไม่คู่ควรทุกความรู้สึกและความปรารถนาจะเปลี่ยนของทุกคน
ประธานเอสรา แทฟท์ เบ็นสัน กล่าวว่า “เมื่อเราผ่านม่านไปอีกด้านหนึ่ง ไม่มีอะไรจะทำให้เราตะลึงได้มากเท่าการตระหนักว่าเรารู้จักพระบิดาเพียงใดและเราคุ้นพระพักตร์ของพระองค์เพียงใด”11 เรารู้จักพระองค์!”
มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตทแห่งนี้คือผืนน้ำแห่งมอรมอนของดิฉัน วิทยาเขตแห่งนี้สวยงามในสายตาของดิฉัน เพราะที่นี่ดิฉันเริ่มมาสู่ความรู้ถึงพระผู้ไถ่ของดิฉัน ดิฉันยืนเป็นพยานอย่างภาคภูมิถึงพระบิดาบนสวรรค์และพระผู้ช่วยให้รอด โดยผ่านอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดิฉันรู้ว่าพระองค์ทรงพระชนม์ ท่านมีค่าต่อพระองค์เป็นส่วนตัว ท่านรู้จักพระองค์ดีก่อนที่ท่านจะมายังโลกนี้ ขณะเดินตามเส้นทาง จงยืนหยัด อ้อมกอดของพระบิดาบนสวรรค์รออยู่ ดิฉันรักท่าน ดิฉันสวดอ้อนวอนให้ท่านทั้งหลายที่เป็นบุตรธิดาของพระองค์ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน
© 2011 โดย Intellectual Reserve, Inc. สงวนสิทธิ์ทุกประการ อนุมัติภาษาอังกฤษ: 2/11 อนุมัติการแปล: 2/11 แปลจาก Coming to KnowThai PD50031652 425
Notes
3. เคลย์ตัน อ็ม. คริสเต็นเซ็น, “Decisions for Which I’ve Been Grateful” (Brigham Young University–Idaho devotional, 8 มิ.ย. 2004), http://www.byui.edu/Presentations/Transcripts/Devotionals/2004_06_08_Christensen.htm
4. บรูซ ซี. ฮาเฟน, ใน Conference Report, เม.ย.. 2004, 101; หรือ Ensign, พ.ค. 2004, 98; ตัวเอนตามต้นฉบับ
6. โธมัส เอส. มอนสัน, “Joy in the Journey,” ใน Awake, Arise, and Come unto Christ: Talks from the 2008 BYU Women’s Conference (2009), 3
8. ฟรานซิส เว็บสเตอร์, อ้างใน กอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์, ใน Conference Report, ต.ค. 1991, 77; หรือ Ensign, พ.ย. 1991, 54