The Christus statueThe Church of Jesus Christ of Latter-day Saints Search | Feedback | Site Map | Help | Country Sites |
Home Broadcast Archives CES Fireside

การเริ่มต้น

ประธานเจมส์ อี. เฟาสท์
ที่ปรึกษาที่สองในฝ่ายประธานสูงสุด
การประชุมไฟร์ไซด์ซีอีเอส สำหรับคนหนุ่มสาว 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 สถาบันศาสนามหาวิทยาลัยยูท่าห์

ประธานเจมส์ อี. เฟาสท์ขอขอบคุณประธานไพรซ์สำหรับคำพูดที่ให้กำลังใจเหล่านั้น ประธานฮิวห์ บี. บราวน์เคยบอกกับข้าพเจ้าว่า “มันไม่เป็นไรหรอกที่จะได้ยินเรื่องดีๆ เกี่ยวกับตัวคุณ ตราบเท่าที่คุณจะไม่หลงระเริงไปกับมัน”

เมื่อสี่สัปดาห์ก่อนข้าพเจ้าหกล้ม แต่ไม่เป็นอะไร ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการเดินเหินมากขึ้น ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์และประธานโธมัส เอส. มอนสันฝากความรักและคำทักทายมายังพวกท่าน ประธานฮิงค์ลีย์สบายดี สุขภาพดี ในความคิดของข้าพเจ้าแล้วท่านมีสุขภาพดีที่สุด แน่นอนเป็นสิ่งน่าทึ่งมากที่ว่าท่านฉลาดหลักแหลม เปี่ยมด้วยความสามารถอะไรเช่นนี้

คืนนี้ข้าพเจ้าจะไม่พูดยาว ข้าพเจ้าอยากให้ท่านคนหนุ่มสาวได้มีโอกาสพบปะกันและขอให้ท่านทำเช่นนั้นด้วย คืนนี้เราจะทำสิ่งที่แตกต่างออกไปคือเมื่อท่านกล่าวลากันขอให้ท่านจับมือลา ขณะนี้ข้าพเจ้าเห็นหญิงสาวสวยงามและชายหนุ่มหล่อเหลาหลายคน ข้าพเจ้าอยากจะบอกกับชายหนุ่มว่า “ให้เปิดตาของท่าน” ข้าพเจ้าอยากจะพูดกับชายหนุ่มอีกว่า “ขอให้ท่านทำงานชิ้นนี้ของท่านไป ข้าพเจ้าก็จะคอยเอาใจช่วย”

ข้าพเจ้าซาบซึ้งต่อโอกาสที่ได้พูดกับนักศึกษาและมิตรสหายในการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมวันนี้ ข้าพเจ้าดีใจที่ได้ต้อนรับสมาชิกของสถาบันตลอดจนคณาจารย์และผู้นำทุกท่าน และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รู้จักบางท่านมานานหลายปี

ข้าพเจ้าตั้งใจจะใช้ส่วนหนึ่งของข่าวสารที่เปาโลเขียนถึงชาวเธสะโลนิกาเป็นหัวข้อคำปราศรัยวันนี้ “ผู้เป็นที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้า…พระเจ้าได้ทรงเลือกท่านไว้ตั้งแต่เดิมให้ถึงที่รอด โดยพระวิญญาณทรงชำระท่านให้บริสุทธิ์ และโดยท่านได้เชื่อความจริง” (2 เธสะโลนิกา 2:13) เปาโลกล่าว ณ ที่นี้ว่าท่านได้รับเลือกตั้งแต่ต้น มีการเริ่มต้นมากมาย บางท่านกำลังเริ่มเข้าสู่ความสำเร็จทางการศึกษาที่สำคัญ การจะเริ่มต้นอย่างไรและจะเริ่มต้นที่ไหนนั้นมีความสำคัญที่สุด เปาโลกล่าวว่าท่านได้รับเลือกสู่ความรอด “โดยพระวิญญาณทรงชำระท่านให้บริสุทธิ์และโดยท่านได้เชื่อความจริง” เราจะพูดถึงการเริ่มต้นที่นอกเนือไปจากนี้

การเริ่มต้น

สิ่งนี้อาจเป็นการเริ่มต้นของท่านในคืนนี้

สมัยเป็นเด็กหนุ่มข้าพเจ้าเคยวิ่งแข่งในการแข่งขันที่โรงเรียนมัธยมปลายและที่มหาวิทยาลัย เรา ต้องหมั่นฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขัน เราจะท้าทายตนเองโดยวิ่งไกลกว่าระยะทางที่ต้องแข่งจริง เราจะระวังเรื่องอาหาร เราจะทำสารพัดอย่างเพื่อเตรียมตัวสำหรับ แข่งกรีฑา แต่ในการวิ่งแข่งระยะสั้นนั้น การออกตัวมีความสำคัญมาก เราจะตั้งท่าและวัดอย่างละเอียดแล้วเช็คอีกครั้งก่อนจะวางที่ยันเท้าในตำแหน่ง หลังจากนั้นเราจะตอกที่ยันเท้าให้อยู่กับที่ เข้าประจำตำแหน่งตรงจุดเริ่มต้น ลุกวิ่งและกลับเข้าที่หนึ่งหรือสองครั้งเพื่อให้คุ้นเคย เราจะฝึกออกตัวสองหรือสามครั้ง เรารู้ว่าถ้าเราไม่เตรียมและออกตัวไม่ดีเราคงจะวิ่งนำหน้าคนอื่นไม่ได้ อัครสาวกเปาโลให้คำเตือนที่ลึกซึ้งดังนี้ “ท่านไม่รู้หรือว่าคนเหล่านั้นที่วิ่งแข่งกัน ก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รับรางวัลมี คนเดียว เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้” (1 โครินธ์ 9:24) แน่นอนว่ารางวัลนั้นคือชีวิตนิรันดร์

ข้าพเจ้าพบว่าการจะได้รับผลสำเร็จในเรื่องใดก็ตาม ส่วนสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้น ปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อไหร่ที่เริ่มต้นก็เท่ากับทำสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง”1 คุณพ่อของข้าพเจ้าเป็นนักกฏหมายและผู้พิพากษา เมื่อข้าพเจ้าเริ่มฝึกว่าความท่านเตือนว่า “ต้องแน่ใจว่าคำฟ้องถูกต้องตั้งแต่ต้น ถ้าคำฟ้องถูกต้อง คดีนั้นจะราบรื่นขึ้นมาก”

การเริ่มต้นใหม่ๆ

ข้าพเจ้าขอบคุณสำหรับการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทุกชั่วโมงเป็นการเริ่มต้นใหม่ได้ ทุกวันเป็นการเริ่มต้นใหม่ได้ ทุกเดือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ได้ ทุกปีเป็นการเริ่มต้นใหม่ได้ แท้จริงแล้ว ทุกขณะเป็นโอกาสให้ปรับปรุง

เดล คาร์เนกีให้คำแนะนำที่ดีแก่เราดังนี้ “อย่ากลัวเมื่อต้องทุ่มเทให้กับสิ่งที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นงานเล็กๆ ทุกครั้งที่ท่านทำงานเสร็จหนึ่งอย่างท่านจะเข้มแข็งขึ้นมาก หากท่านทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ดี งานใหญ่จะดีเอง”

โอกาสใหม่ๆ

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีการรวมตัวกันของบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง การ ล้มละลาย และเรื่องฉาวโฉ่ในโลกธุรกิจ ในสหรัฐเราอดทนต่อเหตุการณ์สยดสยองของวันที่ 11 กันยายนและผลกระทบที่ตามมา เรามีน้ำท่วม เฮอร์ริเคน แผ่นดินไหว และเภทภัยทั่วโลก นั่นคือเวลาที่ต้องระมัดระวังและอดออม แต่สำหรับผู้ที่ใจกล้าพอ มีความริเริ่มพอ สร้างสรรค์พอ และฉลาดพอ ย่อมมีโอกาสมากมายเช่นที่เคยมีมา เราได้รับโอกาสจากเรื่องสลดใจทุกอย่าง เมื่อห้องทดลองของโธมัส เอดิสันถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน เขาเริ่มต้นสร้างใหม่ทันทีในวันรุ่งขึ้น และได้สร้างห้องทดลองที่ดีกว่าเดิม

ในลีเคสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มีข้อความจารึกอยู่บนผนังด้านนอกของโบสถ์เก่าแก่แห่งหนึ่งซึ่งแฝงไว้ด้วยความคิดที่น่าสนใจมาก ข้อความนั้นจารึกว่า “ในปี ค.ศ. 1654 เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างทั่วประเทศนี้ถูกทำลายหรือเสื่อมโทรม โรเบิร์ต เชอร์เลย์ ขุนนางตำแหน่งบารอนเน็ต ได้ก่อตั้งและสร้างโบสถ์หลังนี้ ทุกหนแห่งแซ่ว้องสรรเสริญว่าเขาทำสิ่งประเสริฐที่สุดในช่วงเวลาเลวร้ายที่สุด และยังคงหวังในความดีงามแม้ในยามหายนะ”2

บางครั้งเมื่อเราต้องเผชิญกับการเริ่มต้นใหม่ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนอุดมการณ์ของเรา เมื่อเป้าหมายหรือทางเลือกที่เราคิดไว้ไม่เอื้ออำนวยให้เรา ตัวอย่างเช่น เมื่อท่านไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยที่ท่านมุ่งหวังจะเข้าไปเรียนได้ หรือหมดหนทางที่ท่านจะมีวิชาชีพที่ท่านต้องการ หรือคนพิเศษในชีวิตท่านเลือกแต่งงานกับคนอื่น ในเวลาเช่นนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่จะตระหนักว่ายังมีทางเลือกอื่นให้ท่านเลือก และการเริ่มต้นใหม่เป็นไปได้ แน่นอน เมื่อประตูบานหนึ่งปิด อีกบานหนึ่งจะเปิด

เพื่อนหนุ่มสาวบางคนของเราเรียนรู้วิธีทำธุรกิจลาดยางมะตอยจากการทำงานให้บริษัทลาดยางขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมานานหลายปี ดูเหมือนว่าโอกาสที่จะเข้าไปบริหารงานและเป็นเจ้าของบริษัทแห่งนั้นไม่มีเลย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะตั้งบริษัทของตนเอง แน่นอนว่ามีอุปสรรคมากมาย อุปสรรคอย่างหนึ่งคือต้นทุนที่จำกัด พวกเขาจะต้องยืมเงินมาชดเชยการขาดทุนขณะใช้ต้นทุนดำเนินงาน และจะต้องทำกำไรให้มากพอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย พวกเขาขอคำแนะนำจากคุณลุงผู้เคยเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และคุณลุงบอกว่า “นี่เป็นโอกาส โอกาสดีกว่านี้จะไม่มีอีกแล้ว คำแนะนำของลุงคือลงมือทำ” พวกเขาลงมือทำ พวกเขาบริหารต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด จัดการอย่างรอบคอบและระมัดระวังจนสามารถเริ่มธุรกิจได้และประสบความสำเร็จมากในปีแรก

เพื่อนหนุ่มสาวที่รักทั้งหลาย ปี 2006 และทุกปีเป็นปีสำหรับโอกาสใหม่ๆ ชาร์ลส์ ดิกเคนส์วางรากฐานสำหรับหนังสือ A Tale of Two Cities (เรื่องเล่าของสองนครใหญ่) โดยให้คำแนะนำดังนี้ “มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด มันคือช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด มันคือยุคของความโง่เขลา มันคือศักราชของความเชื่อ มันคือศักราชของความไม่เชื่อ มันคือฤดูกาลแห่งความสว่าง มันคือฤดูกาลแห่งความมืด มันคือฤดูใบไม้ผลิแห่งความหวัง มันคือฤดูหนาวแห่งความสิ้นหวัง เรามีทุกสิ่งอยู่ตรงหน้าเรา เราไม่มีสิ่งใดอยู่ตรงหน้าเรา”

กล้าเปลี่ยน

ไม่มีอะไรอยู่กับที่ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เราต้องกล้าทำการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในชีวิตเรา บรูซ บาร์ตัน ปรัชญาเมธีผู้สุขุมคัมภีรภาพกล่าวว่า “ กิริยาและปฎิกิริยา นำขึ้นและน้ำลง การทดลองและความผิดพลาดล้วนเปลี่ยนแปลง --- นี่คือจังหวะของชีวิต เนื่องด้วยความเชื่อมั่นมากเกินไปของเรา จึงเกิดความกลัว เนื่องด้วยความกลัว จึงเกิดวิสัยทัศน์ชัดเจนกว่าเดิม เกิดความหวังใหม่ๆ และเนื่องด้วยความหวัง---จึงเกิดความก้าวหน้า”3

มีโอกาสที่ดีสำหรับผู้สามารถปรับเปลี่ยน ดัดแปลง แก้ไข และปรับปรุง บางครั้งเราต้องเข้มแข็งไม่อ่อนข้อให้กับความกลัวของเรา สิ่งนี้ต้องใช้ความกล้า

เนรู ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในโลกดำรงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง ธรรมชาติทุกอย่างเปลี่ยนแปลงทุกวันและทุกนาที มีเพียงสิ่งตายแล้วเท่านั้นที่หยุดการเติบโตและแน่นิ่ง น้ำใสไหลริน และหากท่านหยุดมัน มันจะหยุดไหล เป็นเช่นนี้ด้วยกับชีวิตผู้ชายกับผู้หญิงและชีวิตของประเทศชาติ”4

การเริ่มต้นใหม่ทางวิญญาณ

เนื่องด้วยวิญญาณเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการกระทำกิจทุกอย่างของมนุษย์ จึงสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะฟื้นฟูวิญญาณบ่อยๆ และเป็นประจำ มันควรเกิดขึ้นกับเราทุกสัปดาห์เมื่อเรารับส่วนศีลระลึก แต่ละสัปดาห์เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้เราปรับปรุง เรียนรู้ และมีเพื่อนใหม่ เราอาจจะใช้การท้าทายใหม่ๆ สำหรับงานสอนศาสนาให้เกิดประโยชน์ในหมู่มิตรสหายและเพื่อนบ้าน ทุกวันเปิดโอกาสใหม่ให้เราศึกษาพระคัมภีร์

ข้าพเจ้าขอแนะนำการเริ่มต้นหกอย่าง ซึ่งคือมาตรการจำเป็นที่จะเปิดช่องให้ “น้ำธำรงชีวิต” ไหลจากแหล่งน้ำพุทุกวัน แม้จากพระผู้ช่วยให้รอดพระองค์เอง

1. การสื่อสารทางวิญญาณด้วยการสวดอ้อนวอนทุกวัน การสวดอ้อนวอนสุดแรงใจและจริงใจเป็นการสื่อสารสองทางที่มักจะทำให้พระวิญญาณของพระองค์ไหลบ่าเสมือนน้ำบำบัดที่ช่วยเยียวยาการทดลอง ความยากลำบาก ความปวดร้าว และความเจ็บปวดที่เราเผชิญ อะไรคือเนื้อหาของการสวดอ้อนวอนส่วนตัวเมื่อมีพระองค์เท่านั้นที่ฟัง ขณะสวดอ้อนวอน เราควรคิดว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ๆ ทรงเปี่ยมด้วยความรู้ ความเข้าใจ ความรัก และความเห็นอกเห็นใจ ทรงเป็นแก่นแท้ของพลังอำนาจ และทรงมีความคาดหวังมากมายในเราแต่ละคน
2. การรับใช้กันทุกวันโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ผู้ติดตามพระคริสต์แห่งสวรรค์ต้องถูกชั่งบนตราชูเพื่อดูว่าการกระทำของพวกเขาตรงตามสิ่งที่พวกเขาพูดว่าเชื่อหรือไม่ มาตรวัดการรับใช้ที่แม่นยำมีอยู่ในมัทธิว “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่ง...ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (มัทธิว 25:40) คนที่คิดถึงผู้อื่นมากกว่าคิดถึงตนเอง และกระทำการรับใช้ด้วยความเมตตามักจะเป็นผู้มีความสุขที่สุดเสมอ ดังที่ปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ผู้ที่มีชีวิตอยู่กับตนเองและเพื่อตนเองมักจะเสียคนเพราะมิตรสนิทซึ่งก็คือตัวเขาเอง”5
3. การมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดการเชื่อฟังและดีพร้อมในชีวิตเราทุกวันนี่หมายความว่าเราต้องพยายามรักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าอย่างมีสติทุกวัน นี่หมายถึงการเฝ้าดูความคิดและการกระทำของเรา และ “พยายามเป็นเหมือนเยซู” ทุกวันตามที่เพลงปฐมวัยบอก6 เพราะการชดใช้ที่สมบูรณ์ของพระเยซู มนุษย์จึงถูกทำให้ดีพร้อม (ดู ค.พ. 76:69) ดังที่พระเยซูทรงแนะนำว่า “ฉะนั้นเจ้าควรเป็นคนอย่างไรเล่า เรากล่าวกับเจ้าตามจริงว่า แม้ดังที่เราเป็น” (3 นีไฟ 27:27)
4. การยอมรับความเป็นพระเจ้าของพระองค์ทุกวัน เพื่อให้มีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวกับพระอาจารย์ทุกวัน เราต้องเป็นสานุศิษย์ของพระองค์และยอมรับความสำคัญของพระองค์ในชีวิตเรา ดังที่กษัตริย์เบ็นจามินเตือนเราว่า “เพราะคนจะรู้จักผู้เป็นนายซึ่งเขาไม่เคยรับใช้และซึ่งเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา และอยู่ไกลจากความนึกคิดและเจตนาของใจเขาได้อย่างไร” (โมไซยา 5:13)
5. การศึกษาพระคัมภีร์ทุกวัน สิ่งนี้เรียกร้องการวางแผนและวินัยบางอย่าง แต่การศึกษาพระคัมภีร์ทุกวันจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ศรัทธาของเราและช่วยให้เราดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณได้เต็มที่มากขึ้น ประธานสเป็นเซอร์ ดับเบิลยู. คิมบัลล์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าพบว่าเมื่อข้าพเจ้าไม่สนใจความสัมพันธ์ของตนเองกับพระผู้เป็นเจ้าและเมื่อดูเหมือนว่าไม่มีพระกรรณสดับฟังและไม่มีเสียงสวรรค์เจรจาด้วย ข้าพเจ้าก็ห่างออกไปทุกที หากข้าพเจ้าใฝ่ใจศึกษาพระคัมภีร์ ระยะทางจะแคบลงและความเข้มแข็งทางวิญญาณจะกลับคืนมา”7
6. ทำบางสิ่งบางอย่าง โทรทัศน์ทำให้เราเป็นกลุ่มผู้ชม การแข่งขันกีฬาที่ดีที่สุดในโลกเข้ามาในบ้านของเราโดยไม่เสียค่าชม ดนตรีไพเราะที่สุดมีให้เราฟังทางสถานีถ่ายทอดเพื่อสาธารณชน เราได้ฟังอิตซัค เพิร์ลแมนสีไวโอลิน เราได้ฟังปาวารอตตีนักร้องคนเก่งเสียงเทนเนอร์ร้องเพลงโปรดของคารูโซ เช่นเพลงทอรนา เซอร์ริเอนโต ลาดอนนาอีโมไบล์ เควสตา เควลลา และเราเห็นเขาขณะอยู่บนเวที อย่างไรก็ดี การเป็นผู้ชม เรียกร้องความพยายามในส่วนของเราเพียงเล็กน้อยหรือไม่เรียกร้องเลย ดังที่อัครสาวกยากอบกล่าว เราต้องเป็น “คนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น ไม่ใช่เป็นแต่ผู้ฟังเท่านั้น” (ยากอบ 1:22)

ข้าพเจ้าเกรงว่าเราจะกลายเป็นคนรุ่นหนึ่งที่ชอบวิจารณ์ ข้าพเจ้ามักจะใจบุญต่อคนที่พยายามแม้จะสะดุดล้มมากกว่าคนที่ไม่พยายามเลย ธีโอดอร์ รูสเวลท์กล่าวถึงนักวิจารณ์และผู้กระทำดังนี้ “ไม่ใช่นักวิจารณ์ที่เป็นบุคคลสำคัญ ไม่ใช่คนที่ชี้ให้เห็นว่าคนแข็งแรงสะดุดล้มอย่างไรหรือผู้กระทำทำดีขึ้นตรงไหน ความน่าเชื่อถือเป็นของคนที่อยู่ในสนามประลอง ใบหน้าของเขาเปื้อนฝุ่น เหงื่อ และเลือด ผู้มุ่งมั่นอย่างกล้าหาญ ผู้ทำผิดพลาดและล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะไม่มีความพากเพียรใดไร้ความผิดพลาดและข้อบกพร่อง แต่ผู้กระทำจะมุ่งมั่นทำให้บังเกิดผล เขากระตือรือร้นมาก เขาทุ่มเทมาก เขาดำรงตนในอุดมการณ์อันทรงคุณค่า เขาทราบดีถึงผลของความสำเร็จสูงสุดและหากล้มเหลว อย่างน้อยก็ล้มเหลวขณะกล้าฟันฝ่าทำให้สำเร็จ ทั้งนี้เพื่อเขาจะไม่มีวันได้อยู่กับคนที่เย็นชาและขี้ขลาดผู้ไม่รู้ทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้”8

ข้าพเจ้าใช้เวลาตลอดชีวิตอยู่ในสนามประลองที่ข้าพเจ้าไม่ได้เสแสร้งรับมือกับปัญหา ชีวิต ข้าพเจ้าเรียนรู้จากประสบการณ์นี้ว่าชีวิตสมบูรณ์พูนสุขมากขึ้นและดีขึ้นสำหรับคนที่ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ ประสบการณ์ของข้าพเจ้าสอนด้วยว่าอัจฉริยะหาได้ยากมาก รางวัลชีวิตส่วนใหญ่มาถึงผู้ที่เตรียมการอย่างรอบคอบ การเตรียมพร้อมและความหนักแน่นมีค่ามากกว่าความปราดเปรื่องตามธรรมชาติ เฮอร์เบิร์ต จอร์จ เวลล์สกล่าวอย่างคนรู้จริงว่า “อดีตเป็นเพียงการเริ่มต้นและทั้งหมดที่เป็นอยู่และเป็นมาเป็นเพียงฟ้าสางยาม อรุณ”9

ไม่นานมานี้ข้าพเจ้าเข้าร่วมการประชุมใหญ่สเตคแห่งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มการประชุมอื่นๆ ของการประชุมใหญ่ ข้าพเจ้าได้พูดคุยเป็นส่วนตัวกับประธานสเตคผู้ต้องการสนทนาปัญหาที่เขามีกับสมาชิกสภาสูงคนหนึ่ง ประมาณสิบปีที่แล้วสมาชิกสภาสูงผู้นี้ทำบาปร้ายแรงอย่างหนึ่ง และโทษที่เขาควรได้รับคือการถูกขับออกจากศาสนาจักร สมาชิกสภาสูงคนนี้ ไม่เคยสารภาพ เขาไม่สารภาพและไม่ยอมรับการลงโทษซึ่งจะตามมาแต่กลับทำทุกอย่างในอำนาจของเขาเพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินชีวิตอยู่อย่างนั้นเพื่อชื่นชมพรของศาสนาจักร ประธานสเตคมิได้รู้ถึงการล่วงละเมิดจากปากของเขา แต่จากบางคนที่ขอให้ประธานสเตคเก็บเป็นความลับ ประธานสเตครู้สึกว่าจะต้องเคารพความไว้วางใจนั้น

ในการประชุมที่สมาชิกสภาสูงท่านนั้นอยู่ด้วย ประธานสเตคได้พูดเรื่องการกลับใจ เขากล่าวคำปราศรัยเจาะจงไปที่บุคคลหนึ่ง นั่นก็คือสมาชิกสภาสูงคนนั้น โดยขอร้องและวิงวอนให้เขาออกมาสารภาพและเริ่มต้นเส้นทางสู่การกลับใจ

ใจข้าพเจ้าปวดร้าวแทนสมาชิกสภาสูงท่านนั้นเพราะหากเขาออกมาเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งแรก ถึงตอนนี้ย่อมเป็นไปได้ที่เรื่องราวทั้งหมดจะคลี่คลาย เขาคงจะมีการเริ่มต้นใหม่แล้ว แต่เขาไม่สารภาพและไม่ยอมรับการลงโทษ จึงไม่มีการเริ่มต้นใหม่ แน่นอนว่าการกลับใจคือหลักธรรมข้อใหญ่ข้อหนึ่งของพระกิตติคุณ ไม่มีใครดีพร้อม และเราต่างก็ต้องใช้หลักธรรมนี้เป็นบางคราว แต่สำหรับผู้มีส่วนในการล่วงละเมิดร้ายแรง นี่คือหลักธรรมช่วยชีวิต ยิ่งเราไปตามเส้นทางผิดนานเท่าใด เราจะยิ่งกลับมาบนเส้นทางที่ถูกต้องได้ยากเท่านั้น

ข้าพเจ้าประสงค์จะแสดงความซาบซึ้งต่อหลักธรรมการไถ่ของพระกิตติคุณอันแสนหวานของพระเยซูคริสต์ หลักธรรมที่พระเยซูทรงสอนมีผลต่อเราทุกคน เมื่อเราดำเนินชีวิตตามหลักธรรมเหล่านี้ เราจะมีพยานอันแน่นอนถึงความล้ำเลิศของงานศักดิ์สิทธิ์นี้ ข้าพเจ้าเชื่อเช่นเดียวกับเปาโลว่าท่านเป็นที่รักของพระเจ้าและท่านได้รับเลือกสู่ความรอดมาตั้งแต่ต้น (ดู 2 เธสะโลนิกา 2:13) ดังที่แอลมาแนะนำ เรามีการเรียกอันศักดิ์สิทธิ์เตรียมไว้ตั้งแต่การวางรากฐานของโลก (ดู แอลมา 13:5) ซึ่งรวมถึงการรับใช้เป็นผู้สอนศาสนา การเป็นมารดา การเป็นบิดา และการรับใช้ในศาสนาจักร

นับเป็นเกียรติและเป็นพรของข้าพเจ้าที่ได้ฝากพยานและพรไว้กับท่าน ข้าพเจ้าทำเช่นนี้ในฐานะพยานพิเศษคนหนึ่งโดยประกาศต่อท่านด้วยความเชื่อมั่นทั้งหมดของการดำรงอยู่และทุกเซลของร่างกายข้าพเจ้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าว่าพระเยซูคือพระคริสต์และพระผู้ไถ่ของโลก พระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระประมุขของศาสนาจักรนี้ ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์ทรงใกล้ชิดผู้นำของศาสนาจักรนี้ ข้าพเจ้าทราบว่าวิญญาณของพระองค์อยู่กับเราทุกคนเป็นรายบุคคลและในการเรียกของเรา พระองค์ทรงพระชนม์ ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าว ข้าพเจ้าเป็นพยานได้ด้วยความเชื่อมั่นและความมั่นใจเช่นเดียวกับน้องชายของเจเร็ดเมื่อท่านเห็นนิ้วพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีเขียนไว้ ท่านไม่เชื่ออีกต่อไป เพราะท่านรู้ (ดู อีเธอร์ 3:6, 19)

ข้าพเจ้ารู้ และข้าพเจ้าเป็นพยานในถ้อยคำของเปโตร เมื่อสิทธิชนบางคนเริ่มละทิ้งความเชื่อ พระผู้ช่วยให้รอดทรงท้อแท้และตรัสกับอัครสาวกสิบสองว่า “ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ” เปโตรทูลตอบว่า “พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อและมาทราบแล้วว่าพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” (ยอห์น 6:67-69) โดยและผ่านอำนาจเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าเป็นพยานเกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าและการดำรงอยู่ของพระองค์ ข้าพเจ้าทราบเรื่องนี้ด้วยความมั่นใจซึ่งอยู่เหนือความรู้ที่มาจากประสาทสัมผัสทางตาเพราะพระองค์ประทานแก่เราโดยพระวิญญาณให้รู้ด้วยความมั่นใจยิ่งกว่าโดยประสาทสัมผัสทางกายของเรา

ข้าพเจ้า ขออวยพรท่านทั้งหลายด้วยพรของอัครสาวก คนหนุ่มสาวที่ยอดเยี่ยม ผู้คนแห่งคำสัญญา และข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอให้ท่านเตรียมตัวรับจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ของท่าน ขอให้ท่านอยู่ใกล้ชิดหลักธรรมแห่งความชอบธรรมและความจริง ขอให้ท่านได้รับการนำทางจากพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยคำสัญญาที่ท่านรู้จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าโดยและผ่านอำนาจนั้นท่านจะรู้ความจริงของทุกเรื่อง มีคำสัญญาใดเล่าที่ให้แก่นักศึกษาจะล้ำเลิศกว่าคำสัญญาที่ว่าท่านจะได้รับความเป็นเพื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าขออวยพรท่านด้วยพรนั้น และสวดอ้อนวอนขอพระบิดาบนสวรรค์ทรงดูแลท่านในการดำเนินชีวิตและนำทางท่านให้เจริญรอยตามวิถี แห่งความจริงและความชอบธรรมเพื่อให้ท่าน ฉลาดเกินวัยและเพื่อท่านจะมีประสาทสัมผัสว่องไวต่อจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่และคำสัญญาอันยิ่งใหญ่ของท่าน ข้าพเจ้าฝากประจักษ์พยานนี้ไว้กับท่านและขออวยพรท่านด้วยพรเหล่านี้ ในพระนามของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เอเมน

อ้างอิง

1. Horace, Epistles, book I, epistle ii, line 40.

2. Inscription over the west door of The Church of the Holy Trinity in Staunton Harold Chapel Leicestershire, England; see www.boultbee.freeserve.co.uk/bfh/shc.htm.

3. In The International Dictionary of Thoughts (1969), 117.

4. Jawaharlal Nehru, in International Dictionary of Thoughts, 118.

5. Charles Henry Parkhurst, in International Dictionary of Thoughts, 659.

6. “I’m Trying to Be like Jesus,” Children’s Songbook, 78.

7. “What I Hope You Will Teach My Grandchildren” (address to seminary and institute personnel, Brigham Young University, July 11, 1966), 6; see also The Teaching of Spencer W. Kimball, ed. Edward L. Kimball (1982), 135.

8. Address at the Sorbonne, Paris, France, Apr. 23, 1910, in “Citizenship in a Republic,” chap. 21 of The Strenuous Life, vol. 13 of The Works of Theodore Roosevelt (national ed., 1926), 510.

9. The Discovery of the Future (1901).

 
© 2009 Intellectual Reserve, Inc. All rights reserved.   Rights and use information.  Privacy policy