The Christus statueThe Church of Jesus Christ of Latter-day Saints Search | Feedback | Site Map | Help | Country Sites |
Home Broadcast Archives CES Fireside

ศรัทธาและการทำงานในโลกอาณาจักร

อธิการคีธ บี. แมคมัลลิน
ที่ปรึกษาที่สองในฝ่ายอธิการควบคุม
ไฟร์ไซด์ซีอีเอสสำหรับคนหนุ่มสาว • 5 พฤศจิกายน 2006 • มหาวิทยาลัยบริคัมยัง

อธิการคีธ บี. แมคมัลลินพี่น้องที่รักทั้งหลาย ท่านเป็นคนจริงจังที่มาจากวิถีชีวิตอันแตกต่างกันและมาจากส่วนต่างๆ ของประเทศ ขอให้ท่านไตร่ตรองว่าค่ำคืนนี้เราประชุมพร้อมกันทั่วโลก ระหว่างตอนนี้กับการถ่ายทอดซ้ำของเหตุคำปราศรัยนี้ คนหนุ่มสาวทั่วศาสนาจักรจะร่วมชุมนุมและมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้ สิ่งนี้ช่างมหัศจรรย์อย่างแท้จริง

เหตุการณ์อันรุ่งโรจน์เกิดขึ้นในการประชุมใหญ่สามัญเมื่อเดือนที่ผ่านมา สำหรับคนส่วนใหญ่ในโลกแล้วไม่ได้สังเกตเห็นแต่สำหรับผู้รู้และรักความจริงสิ่งนั้นไม่สามารถลืมเลือนได้เช่นเดียวกับเสียงกระหึ่มของฟ้าร้องนับ 10,000 ครั้ง

ขอให้เรานึกย้อนไปถึงภาคปิดการประชุม บทเพลงอันไพเราะจากคณะนักร้องประสานเสียงแทเบอร์นาเคิลมีดังนี้

เราขอบพระทัยสำหรับศาสดา
เพื่อพาเราอยู่ในยุคสุดท้าย
ขอบพระทัยกิตติคุณประทานให้
เพื่อส่องใจสว่างพร่างสดศรี 1

ทันใดนั้น ชาย หญิง และเด็ก ที่ร่วมชุมนุมในศูนย์การประชุมใหญ่ ลุกขึ้นยืนด้วยความคารวะและความขอบคุณสำหรับพรที่เอ่ยในเพลงสวด เรายืนขึ้นด้วยความสำนึกในพระกรุณาว่าพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้รับการฟื้นฟู พระผู้เป็นเจ้าพระบิดาและพระบุตรอันที่เป็นรักของพระองค์ตรัสจากสวรรค์ โจเซฟ สมิธคือศาสดา และประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์คือศาสดาของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกในวันนี้

นี่คือเหตุการณ์ที่ดลใจทางวิญญาณ เป็นเวลาที่พลเมืองในราชอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้ากระทำสิ่งต่างๆ ภายใต้อิทธิพลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ ยืนเพื่อศรัทธาของพวกเขา!

เช้าวันนั้น ประธานฮิงค์ลีย์ปราศรัยอย่างนุ่มนวลและเปี่ยมด้วยความขอบคุณที่ได้มีชีวิตยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงสมวัย ท่านเป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์อยู่เสมอ ท่านปฏิญาณชีวิตใหม่ของท่านต่อจุดประสงค์ของพระเจ้าโดยกล่าวว่า

“พระเจ้าทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าอีกนานเท่าไร แต่จะเป็นเวลาใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะทำให้ดีที่สุดในหน้าที่ซึ่งมีอยู่ . . .

“. . . เราจะทำต่อไปนานเท่าที่พระเจ้าทรงปรารถนา . . .

เมื่อถึงเวลาสำหรับผู้สืบทอด การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปอย่างราบรื่นและตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของศาสนาจักรนี้ ดังนั้น เราจึงก้าวไปข้างหน้าด้วยศรัทธา---และศรัทธาคือหัวข้อที่ข้าพเจ้าต้องการสนทนาในเช้าวันนี้” 2

ข่าวสารของท่านช่างตรงกับยุคสมัยและให้การดลใจ เป็นเสมือนหนึ่งเครื่องเตือนใจทางวิญญาณเกี่ยวกับชีวิต และวิธีที่ลูกๆ ของพระบิดาบนสวรรค์จะเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้ ข่าวสารมาสู่โลกที่จมจ่อมอยู่กับความเป็นอาณาจักร การไร้ความเชื่อและบาป

การแยกอาณาจักรออกจากศาสนา

การศึกษาในวิชาของอาณาจักรมีส่วนช่วยให้โลกของเราดีขึ้น การเรียนรู้เรื่องอาณาจักรในระดับสูงสุดจะพัฒนาคุณธรรม ความรับผิดชอบด้านศีลธรรม ความจริงทางวิญญาณและศรัทธา

ทุกวันนี้หลายคนประโคมข่าวเกี่ยวกับสังคมอาณาจักร ผู้คนและประเทศชาติทะนงตนในความเป็นอาณาจักรโดยเน้นในเรื่อง “สิ่งทางโลก หรือ [ใน] สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เรื่องทางวิญญาณ หรือ เรื่องศักดิ์สิทธิ์” 3

คนส่วนใหญ่ในโลกทุกวันนี้มองการแยกอาณาจักรออกจากศาสนาว่ามีความสำคัญกับการปกครองที่สมดุลและมีระเบียบ ดังนั้นการแสดงออกทางศาสนาจึงถูกห้ามอภิปรายในที่สาธารณะ สิทธิของพลเมืองพึ่งพาศาลและกระบวนการทางกฎหมาย ชายหญิงแสวงหาทางออกอย่างง่ายดายและชดเชยด้วยวิธีการทางกฎหมาย ท้ายสุดการการแยกอาณาจักรออกจากศาสนาจักรของสังคมมองข้ามแนวคิดของชีวิตนิรันดร์ รวมทุกสิ่งให้อยู่ในเรื่องของโลก และส่งผลให้เกิดการทำงานโดยปราศจากศรัทธา

การเป็นชายหญิงแห่งศรัทธาในโลกอาณาจักรเรียกร้องความระมัดระวังและความพยายามอันยิ่งยวด เมื่อถูกครอบงำไปด้วยสิ่งทางโลก ธรรมชาติวิสัยของมนุษย์คือ “อดทนก่อน แล้วจึงเสียดาย แล้วจึงน้อมรับ” 4 ทุกวันนี้การแยกอาณาจักรออกจากศาสนาจักรครอบงำผู้คนด้วยผลลัพธ์นั้น

การที่ไม่มีศรัทธาว่าพระคริสต์เป็นพระผู้ไถ่ของมวลมนุษย์ โลกอาณาจักรหรือโลกปุถุชนนี้ผลิตชายหญิงที่ “ทะนงตน ลุ่มหลงในตนเอง แก่งแย่งแข่งขัน อนุรักษ์นิยมตกขอบ อิสรชนเต็มขั้น ทำตามใจปรารถนา ความอยาก [และ] เสียงสรรเสริญทางโลก . . . โดยทั่วไปแล้วมนุษย์ปุถุชนคือชาวโลกที่ไม่ได้รับการไถ่ เป็นผู้ที่เดิน . . . ในความสว่างจากไฟของเขาเอง . . . [ดู 2 นีไฟ 7:10-11] เป็นผู้ที่ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขา รับแนวทางและความคิดจากโลกที่ล่มสลาย . . .” 5 มีคำกล่าวสั้นๆ ว่า “มนุษย์ที่อยู่ในสภาพแห่งธรรมชาติ . . .อยู่ในโลกโดยไม่มีพระผู้เป็นเจ้า . . .” (แอลมา 41:11)

เพราะการแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักรปกติแล้วจะละเลยทัศนะนิรันดร์และในที่สุดจะนำไปสู่การไม่เชื่อ วูล์ฟฮาร์ท แพนเนนเบิร์ก ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาศาสนศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิวนิคกล่าวว่า

“ความคิดโดยทั่วไปของการแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักรค่อยๆ ทำลายความมั่นใจของชาวคริสต์เกี่ยวกับความจริงของสิ่งที่พวกเขาเชื่อ . . .

“ในสภาพแวดล้อมของอาณาจักร ความรู้พื้นฐานเรื่องคริสต์ศาสนาก็ . . . ลดน้อยลง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธคำสอนของชาวคริสต์อีกต่อไป คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สักนิดเดียวว่าคำสอนเหล่านั้นมีอะไรบ้าง . . . ยิ่งความไม่เอาใจใส่กับคริสต์ศาสนาแพร่สะพัดมากขึ้นเท่าไร ความมีอคติต่อคริสต์ศาสนาก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น . . .

“. . . ความยากลำบากทวีขึ้นเนื่องจากการสืบทอดวัฒนธรรมของแนวคิดจากความจริง . . . ในมุมมองของหลายคน . . . หลักคำสอนของชาวคริสต์เป็นเพียงทัศนะที่อาจหรือไม่อาจชี้ขาดได้โดยขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนบุคคล หรือขึ้นอยู่กับว่าหลักคำสอนพูดตรงกับความต้องการที่รู้สึกเป็นการส่วนตัวหรือไม่ . . .

“. . . ระเบียบสังคมอาณาจักรโดยรวมก่อให้เกิดความรู้สึกไร้คุณค่า” 6

ศรัทธาในพระคริสต์ถูกแทนที่ด้วยศรัทธาในมนุษย์ การปราศรัยต่อสาธารณะหรือความคิดเห็นส่วนตัว คำถามที่ว่าเรามาจากไหน ตายแล้วไปไหน และสิ่งที่ปกครองเราที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่เพียงถูกละเว้นที่จะไม่กล่าวถึงแต่สิ่งเหล่านั้นถูกจัดว่าไม่เกี่ยวข้อง สภาพแห่งการไม่เชื่อนี้กลายเป็นหายนะมหึมา

พระบิดาบนสวรรค์ทรงรู้ว่าจะเกิดสิ่งนี้ การฟื้นฟูพระกิตติคุณทำให้มีศรัทธาอีกครั้งว่าพระเยซูคือพระผู้สร้าง พระผู้ช่วยให้รอด และพระผู้ไถ่ การฟื้นฟูทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องจุดประสงค์ของชีวิต ในปี 1831 พระองค์รับสั่งกับลูกๆ ของพระบิดาบนสวรรค์ว่า

“ดังนั้น เราพระเจ้าโดยรู้ภัยพิบัติซึ่งจะเกิดกับผู้อาศัยบนแผ่นดินโลก จึงเรียกหาผู้รับใช้ของเรา โจเซฟ สมิธ จูเนียร์ และพูดกับเขาจากสวรรค์และให้บัญญัติเขา . . .

“เพื่อศรัทธา . . . จะได้เพิ่มในแผ่นดินโลก . . .” (ค.พ. 1:17,21)

ก่อนการวางรากฐานของโลกนี้ ก่อนวงโคจรของวัตถุในจักรวาลจะประจำตำแหน่งของมัน ชายและหญิงมีชีวิต เคลื่อนไหว และเป็นอยู่ (ดู กิจการของอัครทูต 17:28) ความคิดของอาณาจักรที่ว่าชีวิตไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องทางชีววิทยาปฏิเสธความจริงพื้นฐานซึ่งอยู่ในจิตใต้สำนึกของจิตวิญญาณทุกดวงที่ว่า “มนุษย์เคยอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าในกาลเริ่มต้นเช่นกัน” (ค.พ. 93:29 เน้นตัวเอียง) ความจริงนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้และปฏิเสธไม่ได้

จากที่แอดัมและอีฟ บิดามารดาแรกของเราอยู่ในสวนสวรรค์อีเดน ซึ่งต่อมา มนุษย์ และโดยผ่านประสบการณ์ของชีวิตมรรตัยและการไถ่ของพระคริสต์มนุษย์สามารถเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ พัฒนาอย่างเต็มที่ และดีพร้อม ยุคสมัยของปิตุ การประสูติจากสวรรค์ของพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และการชดใช้อันล้ำเลิศในศูนย์กลางแห่งเวลา และ “วาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่” (กิจการของอัครทูต 3:21) ซึ่งเริ่มเมื่อ ค.ศ. 1820 กำหนดแนวทางให้ชายหญิงและเด็กสามารถปกครองชีวิตของพวกเขาอีกครั้งและมี “ศรัทธาในพระเจ้าพระเยซูคริสต์” อยู่รายรอบ (หลักแห่งความเชื่อข้อ 4)

สหายหนุ่มสาวที่รักของข้าพเจ้า ท่านยืนอยู่ที่การบรรจบของเหตุการณ์ต่างๆ ในโลก “สิ่งที่เป็นอดีตคือการเริ่มต้น และสิ่งที่ดำเนินอยู่คือสิ่งที่จะเป็น” 7 สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือศรัทธาของท่านและงานที่ติดตามมาจะสกัดกั้นกระแสแห่งความไม่เชื่อ นี่คือส่วนหนึ่งในชีวิตท่าน นี่คือหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

จุดมาตรฐานของศรัทธา

พระอาจารย์ของเราตรัสว่า “ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืช . . . สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้จะไม่มีเลย” (มัทธิว 17:20) ประธานฮิงค์ลีย์เตือนเราว่า

“ในที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งแท้จริงเพียงอย่างเดียวของศาสนาจักรก็คือศรัทธาของผู้คนในศาสนาจักร” 8

“ในงานอันต่อเนื่องของอุดมการณ์ยิ่งใหญ่นี้ ศรัทธาที่เพิ่มขึ้นคือสิ่งที่เราต้องการที่สุด ปราศจากศรัทธางานจะหยุดนิ่ง หากมีศรัทธาก็ไม่มีใครจะหยุดความก้าวหน้าของงานได้” 9

ศรัทธานั้นมากกว่าเจตคติ มากกว่าความเชื่อ มากกว่าประจักษ์พยานที่คนรับรู้หรือรู้สึก ศรัทธาแท้จริงซึ่งเป็นศรัทธาที่ศาสดาผู้เป็นที่รักของเราพูดถึง ทำให้มีความชอบธรรมในชีวิตนี้และมีความรอดในชีวิตที่จะมาถึง ศรัทธาที่แท้จริงมีศูนย์กลางอยู่ในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงและทรงพระชนม์อยู่ และในพระเยซูคริสต์ผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา (ดู ยอห์น 17:3) ศรัทธาจะพบได้ในความจริงซึ่งเกิดขึ้นจากความรู้ และดีพร้อมจากการทำงาน ศรัทธาทำให้มนุษย์เข้าใจและประพฤติตนอย่างที่ลูกของพระบิดาบนสวรรค์ควรทำ ศรัทธานี้ “คือหลักธรรมการปกครองที่สำคัญข้อแรกซึ่ง [ทำให้เรามี] พลัง การครอบครองและสิทธิอำนาจเหนือ” 10 วิธีที่เราคิด วิธีที่เราทำ และกิริยาท่าทางของชายและหญิงที่เราเป็น

อัครสาวกยากอบให้สูตรสำเร็จของศรัทธาแก่เราดังนี้

“แม้ผู้ใดจะว่าตนมีความเชื่อแต่ไม่ประพฤติตาม . . . จะได้ประโยชน์อะไร

“แต่บางคนจะกล่าวว่าข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นว่าข้าพเจ้ามีความเชื่อโดยไม่มีการประพฤติตาม แต่เรากล่าวว่าจงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นความเชื่อของท่านที่ไม่มีการประพฤติตาม และข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นความเชื่อของข้าพเจ้าโดยมีการประพฤติตาม . . .

“. . . ความเชื่อที่ไม่ประพฤติตามนั้นไร้ผล . . .

“ท่านเห็นแล้วว่าการประพฤติตามเกิดขึ้นด้วย . . . ศรัทธา และโดยการประพฤติตามทำให้ความเชื่อนั้นบริบูรณ์” (JST, James 2:14-15, 17, 21)

เราได้ยินเกี่ยวกับจุดมาตรฐาน จุดมาตรฐานคือ “มาตรฐานความดีพร้อม [หรือ] ความสำเร็จ . . . เปรียบเทียบการวัดหรือตัดสินจากสิ่งที่คล้ายกัน” 11

มีจุดมาตรฐานสี่อย่างซึ่งจะช่วยให้เรารู้ว่าศรัทธาส่วนตัวของเราในพระคริสต์กำลังได้รับ “การทำให้ดีพร้อม” จากงานของเรา จุดมาตรฐานเหล่านี้ได้แก่ (1) การเลือกของเรา (2) การแสดงออกถึงการอุทิศตนของเรา (3) การเชื่อฟังที่เรากระทำ (4) การรับใช้ที่เราทำ ข้าพเจ้าขออธิบายดังนี้

การเลือกของเรา

ข้อแรก จุดมาตรฐานของการเลือก สิทธิชนยุคสุดท้าย --- “เชื่อในการเป็นคนซื่อสัตย์ จริง บริสุทธิ์ มีเมตตา มีคุณธรรม . . . หากมีสิ่งใดที่เป็นคุณธรรม งดงาม หรือจากรายงานดี หรือควรสรรเสริญเราแสวงหาสิ่งเหล่านี้” (หลักแห่งความเชื่อข้อ 13 เน้นตัวเอียง)

ขอให้ท่านลองจินตนาการถึงเอ็ลเดอร์หนุ่มซึ่งเราตั้งชื่อเขาว่าบิล บิลเรียนรู้ที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ จริง บริสุทธิ์ มีเมตตา และมีคุณธรรม เขาเรียนรู้สิ่งนี้จากปฐมวัย ตอนนั้นเขาเชื่อ ตอนนี้เขาก็เชื่อ อย่างไรก็ตามบางครั้งบิลถูกรบกวนจากสื่อลามก เขาคิดว่าการล่อลวงของมันช่างทรงพลังและทำให้ติด ทุกครั้งหลังจากที่เผชิญกับสิ่งต่ำช้านี้บิลรู้สึกสะอิดสะเอียน อับอาย และไร้ค่าอยู่ในใจ

บิลเข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ในภาคฐานะปุโรหิต เขาได้ยินประธานฮิงค์ลีย์พูดว่า

“ไม่มีผู้ชายหรือเด็กหนุ่มคนใดในที่ประชุมอันมหาศาลของค่ำคืนนี้จะไม่สามารถปรับปรุงชีวิตเขา สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะเราดำรงฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้า . . .

“หน้าที่สำคัญซึ่งมาควบคู่กับฐานะปุโรหิตนี้คือการทำตนให้มีค่าควร เราต้องไม่หมกมุ่นอยู่กับความคิดไม่สะอาด เราต้องไม่ดูสื่อลามก เราต้องปลอดจากความผิดฐานกระทำทารุณกรรมทุกรูปแบบ เราต้องเอาชนะสิ่งเหล่านี้ ヤลุกขึ้นเถิดบุรุษของพระผู้เป็นเจ้า’ ขอให้ท่านละทิ้งสิ่งเหล่านี้และพระเจ้าจะทรงนำทางและสนับสนุนท่าน” 12

บิลตัดสินใจว่า “ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องหยืนหยัดเพื่อศรัทธาของฉัน” เขาไปยังสถานที่ซึ่งไม่มีคนรู้เห็น นำภาพสกปรก ภาพยนตร์และวรรณกรรมต่ำช้าออกมาทำลาย เขาทิ้งดนตรีที่รุนแรง เสียงดัง และมีเนื้อหาต่ำทรามที่สะสมไว้ เขาลบข้อมูลของเว็บไซต์สื่อลามก ติดตั้งโปรแกรมกรองเพื่อป้องกัน และตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในมุมที่เปิดเผยเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ทำบาปนี้อีก

บิลยอมรับการล่วงละเมิดของเขาต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า เขาสวดอ้อนวอนอย่างหนักเพื่อขอความเข้มแข็งในการกลับใจ เพื่อขับไล่ความชั่วร้ายออกไปจากชีวิต เขาแสวงหาความช่วยเหลือจากอธิการและคนที่เขารัก ในสภาพการณ์ที่หนักหน่วง บิลรู้สึกถึงความมั่นใจเงียบๆ ว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าอยู่บนทางที่ถูกต้อง” เนื่องจากผลงาน ศรัทธาของเขาจึงมั่นคงและเข้มแข็ง

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำให้ลุล่วง จะต้องมีการอดอาหาร สวดอ้อนวอน ศึกษาพระคัมภีร์ และหลั่งน้ำตาจำนวนมาก อธิการที่ดีจะเตรียมความช่วยเหลือที่จำเป็น ศรัทธาและการสวดอ้อนวอนของบิดามารดากับคนรักจะเป็นเครื่องค้ำจุนในยามต้องการ อย่างไรก็ตาม จุดมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า บิลเริ่มใช้ศรัทธาจนถึงการกลับใจ --- เขาลือกได้ถูกต้องแล้ว

การแสดงออกถึงการอุทิศตนของเรา

สอง จุดมาตรฐานของการอุทิศตน สิทธิชนยุคสุดท้าย --- “เชื่อทั้งหมดที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยมา ทั้งหมดที่พระองค์ทรงเปิดเผยขณะนี้ และเราเชื่อว่าพระองค์จะยังทรงเปิดเผยเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่อีกหลายเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า”

“เราเชื่อในการรวมกันจริงๆ ของเชื้อสายอิสราเอล และในการกลับคืนมาของคนสิบเผ่า และว่าไซอัน (เยรูซาเล็มใหม่) จะถูกสร้างบนทวีปอเมริกานี้” (หลักแห่งความเชื่อข้อ 9-10) และว่าชายและหญิง “ได้รับการเรียกจากพระผู้เป็นเจ้าโดยการพยากรณ์” [และสิทธิอำนาจจากสวรรค์เพื่อทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น (หลักแห่งความเชื่อข้อ 5)

การอุทิศตนอย่างแท้จริงผูกมัดอยู่กับอุดมการณ์จากสวรรค์ที่มีอยู่ก่อนการวางรากฐานของโลกนี้ บรรพชนผู้ชอบธรรมเข้าร่วมกับอุดมการณ์เหล่านี้และอุทิศชีวิตของพวกเขาเพื่อทำให้จุดประสงค์ของพระบิดาบนสวรรค์รุดหน้า เราได้รับการฝากฝังให้ดำเนินต่อไปที่จะพึ่งพาผลงานที่พวกเขาอุทิศถวายไว้

ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งบางท่านอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว

ในปี 1856 โรเบิร์ตและแอนน์ พาร์คเกอร์กับลูกสี่คนของเขาเดินทางจากอังกฤษไปสมทบกับสิทธิชนในยูทาห์ ศาสดาพูดถึงภาระหน้าที่ของพวกเขาที่ต้องรวมกันที่เกรทเบซินและช่วยสร้างไซอัน ในฐานะสมาชิกของกลุ่มรถลากแมคอาร์เธอร์ ทุกคนในครอบครัวต้องแบ่งงานกันทำ พ่อกับแม่ดึงรถลากที่หนัก แมกซี่ (อายุ 12 ขวบ) ช่วยเข็น มาร์ธา (อายุ 10 ขวบ) ดูแลอาร์เธอร์น้อย (อายุ 6 ขวบ) เอดาน้องน้อย (อายุ 1 ขวบ) ซึ่งหัดเดินมีคนอุ้มและนั่งบนรถลาก

ในเนบราสกา อาร์เธอร์น้อยนั่งลงพักผ่อนและนอนหลับไป ทันใดนั้นมีพายุเกิดขึ้น คณะรถลากเร่งเดินทางต่อและสร้างค่าย ตอนนั้นเองเพิ่งจะพบว่าอาร์เธอร์ไม่ได้อยู่กับเด็กคนอื่นๆ

หลายวันที่ใช้ในการค้นหานั้นสูญเปล่า คณะรถลากต้องเดินหน้าต่อไป นี่คือเวลาที่โรเบิร์ตกับแอน พาร์คเกอร์ต้องกระทำตามศรัทธาของพวกเขา อาร์เชอร์ วอลเทอร์เขียนบันทึกประจำวันของเขาในวันที่ 2 กรกฎาคม ปี1856 ว่า “ลูกชายตัวน้อยของบราเดอร์พาร์คเกอร์ . . . หายไป และพ่อเขากลับไปตามหาลูก”

ขณะที่โรเบิร์ตกำลังจะจากไป แอนน์ผูกผ้าคลุมไหล่สีแดงสดไว้ที่หัวไหล่ของเขาและพูดว่า “ถ้าคุณพบว่าลูกเสียชีวิต ห่อเขาด้วยผ้าคลุมไหล่นี้เพื่อฝังเขา ถ้าคุณพบเขายังมีชีวิต คุณจะใช้ผ้าผืนนี้เป็นธงสัญญาณให้เราได้” เธอกับลูกๆ จับรถลากและเดินทางต่อไปกับคณะรถลาก

โรเบิร์ตย้อนกลับไปตามเส้นทางเดินป่าเป็นระยะทางหลายไมล์ ตะโกนเรียก ค้นหา และสวดอ้อนวอนเพื่อลูกชายตัวน้อยที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ในที่สุดเขาไปถึงร้านค้าและไปรษณีย์ซึ่งที่นั่นบอกเขาว่าลูกของเขาได้รับการดูแลจากช่างตัดไม้และภรรยา อาร์เธอร์น้อยไม่สบายเพราะอากาศกลางแจ้งและตกใจกลัว [แต่] พระผู้เป็นเจ้าทรงฟังคำสวดอ้อนวอนของบิดามารดาที่รักลูกของพระองค์

ในการเดินทางแต่ละคืน แอนน์และลูกๆ เฝ้ามอง ในคืนที่สาม เมื่อแสงสลัวใกล้ค่ำเผยภาพอันรางเลือนของผ้าคลุมไหล่สีแดง มารดาผู้กล้าหาญนี้ทรุดตัวลงบนกองทรายอย่างน่าสงสาร โดยที่อ่อนล้าอย่างยิ่งแอนนอนหลับเป็นครั้งแรกในรอบหกวันหกคืน 13 พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาอย่างแท้จริง งานของพวกเขาตอบแทนการอุทิศตนและทำให้ศรัทธาของพวกเขาศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความปีติยินดีในใจสิทธิชนจึงร้องเพลง “ทุกอย่างดี” 14

เอดาน้องน้อยซึ่งเป็นคุณย่าของข้าพเจ้าโตเป็นสาวและแต่งงานกับบริคัม ยัง แมคมัลลินซึ่งเป็นคุณปู่ของข้าพเจ้า นี่คือข้อดีของเธอ เธอไม่ยอมให้ลูกๆ ของเธอลืมว่าเธอกับครอบครัวข้ามทุ่งราบมากับคณะรถลากของแดเนียล ดี. แมคอาร์เธอร์ เรื่องราวของผ้าคลุมไหล่สีแดงกลายเป็นเรื่องราวของเรา --- มรดกแห่งศรัทธาของพวกเขากลายเป็นของเราเช่นกัน ดังนั้นเราจึง “ดำเนินต่อไป” 15 และอุปสรรคยิ่งใหญ่จะระเหยหายไปดุจน้ำค้างต้องแสงแดดยามอรุณ

สำหรับสิทธิชนในยุคแรก จุดมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า งานของพวกเขาเป็นคุณลักษณะเด่นของศรัทธา การอุทิศตนของพวกเขาเป็นมาตรฐานเพื่อให้ลูกหลานเจริญรอยตาม

การเชื่อฟังที่เรากระทำ

สาม จุดมาตรฐานของการเชื่อฟัง สิทธิชนยุคสุดท้าย --- “เชื่อว่าโดยการชดใช้ของพระคริสต์ มนุษยชาติทั้งมวลจะรอดโดยการปฏิบัติตามกฎและพิธีการแห่งพระกิตติคุณ” (หลักแห่งความเชื่อข้อ 3 เน้นตัวเอียง)

ตอนนี้ขอให้เราจินตนาการถึงคู่หนุ่มสาวซึ่งเป็นตัวแทนของคนที่อาศัยอยู่ในโลกอาณาจักร เดวิดและมิเชลล์รู้หลักแห่งความเชื่อข้อนี้มานานก่อนที่พวกเขาจะรู้จักกัน ถึงกระนั้นพวกเขาก็มีข้อกังวลเดียวกับที่ผู้ชมการถ่ายทอดนี้มี ท่านนึกภาพเดวิดและมิเชลล์อายุประมาณยี่สิบกลางๆ ถึง ปลายๆ พวกเขารู้จักกันมาระยะหนึ่ง พวกเขา “นัดพบ” กันและพวกเขารักกัน อย่างไรก็ตามพวกเขาลังเลเรื่องการแต่งงานและการมีครอบครัว พวกเขาควรเลื่อนการแต่งงานจนกว่าพวกเขาจะเรียนจบ จนกว่าพวกเขาจะมีเงินมากกว่านี้ จนกว่าความใฝ่ฝันของพวกเขาจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือ

พวกเขาสงสัยเกี่ยวกับแนวโน้มของการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น สงครามและความวุ่นวายทั่วโลก และประชากรที่มากเกินไป การแต่งงานจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือ พวกเขาควรให้ลูกเกิดมาบนโลกนี้ไหม

โอ เดวิดกับมิเชลล์ จงใช้ศรัทธาของท่าน จงจำไว้ว่า “การแต่งงานระหว่างชายและหญิงได้รับการแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้า . . .” 16 “เหตุฉะนั้น . . . พระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย” (มัทธิว 19:6; ดู ค.พ. 132:19-20 ด้วย) “บุตรทั้งหลายเป็นมรดกจากพระเจ้า” (เพลงสดุดี 127:3) “เพราะแผ่นดินโลกเต็ม . . . และมีพอ และเหลือเฟือ” (ค.พ. 104:7)

จงทำในสิ่งที่ท่านรู้ว่าจริงและงานอันชอบธรรมของท่านจะทำให้ศรัทธาของท่านเพียบพร้อม ชีวิตของท่านจะเต็มเปี่ยมและยอดเยี่ยม จงทำตามแบบอย่างที่ดีของบิดามารดา พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะแต่งงานแต่พวกเขาก็แต่ง พวกเขากังวลเกี่ยวกับสงครามและความวุ่นวายด้วยแต่พวกเขาใช้ศรัทธาและมีพวกท่าน ความต้องการของชีวิตแต่งงานและครอบครัวนั้นไม่ขัดขวางการศึกษาของพวกเขา สิ่งเหล่านั้นกลับเพิ่มคุณค่าให้ สำหรับความใฝ่ฝันส่วนตัวแล้วพวกเขาผูกพันกันอย่างสมบูรณ์ มีความสุขในความผาสุกของกันและกัน และของตัวท่าน พี่น้อง และลูกหลานของท่าน

ชีวิตของพ่อแม่ท่านนั้นไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องประหยัดและอดออม ใช้เท่าที่พวกเขามี พวกต้องเผชิญกับคำถามและสถานการณ์ที่พวกเขาไม่มีคำตอบเช่นกัน แต่พวกเขารู้ว่าหนทางที่ได้รับแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สั่งให้พวกเขามุ่งหน้าต่อไป และพวกเขา “ร่ำรวยขึ้น” มากเพราะศรัทธาของพวกเขา

จากเรื่องราวที่พวกเขาเล่าให้ท่านฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านรู้ว่าทุกอย่างสำหรับพวกเขานั้นไม่ง่ายเลย “ทั้งสองทาง” แต่งานของพวกเขาทำให้ศรัทธาของพวกเขาศักดิ์สิทธิ์

แน่นอนว่าพวกเขาแก่ตัวลง ก้าวย่างของพวกเขาไม่มีชีวิตชีวา กิริยาท่าทางของพวกเขาไม่เร่าร้อน รูปร่างหน้าตาของพวกเขาอาจไม่ใช่แบบที่นักโฆษณาค้นหา แต่ความรักที่พวกเขามีต่อพระผู้เป็นเจ้าและมีต่อกันสะท้อนให้เห็นถึงความคารวะและความเลื่อมใสอันลึกซึ้ง รอยแผลเป็นในชีวิตทำให้พวกเขามีปัญญา ความอดทน และความกตัญญู ด้วยหนทางที่เล็กน้อยแต่สำคัญ พวกเขามี “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (ฮีบรู 11:1) --- สิ่งที่พวกเขาไม่เห็นมาก่อนในชีวิต แต่พวกเขาเชื่อฟัง โดยการใช้ศรัทธา พวกเขาผนึกในพระวิหาร ได้รับพรด้วยการมีบุตรธิดา และตอนนี้รู้ถึงบ่อเกิดอันแท้จริงของความสุข จุดมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า การเชื่อฟังทำให้ได้รับพรจากสวรรค์ --- สิ่งนี้เกิดขึ้นกับคุณพ่อคุณแม่ของท่าน และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับท่านเช่นกัน

การรับใช้ที่เราทำ

สี่ จุดมาตรฐานของการรับใช้ สิทธิชนยุคสุดท้าย --- “เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า พระบิดาผู้สถิตนิรันดร์ และในพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์ และในพระวิญญาณบริสุทธิ์ . . .

“เราเชื่อ . . . ว่าพระคริสต์จะทรงครองแผ่นดินโลกเอง และว่าแผ่นดินโลกจะถูกทำใหม่และได้รับรัศมีภาพแห่งรมดีของมัน” (หลักแห่งความเชื่อข้อ 1,10)

เรารู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าสามพระองค์มากกว่าความคิดทั้งปวงของมนุษย์จะเคยเข้าใจเรื่องนี้ --- และสิ่งที่เรารู้นั้นจริง นอกจากนี้เรายังรู้ถึงจุดประสงค์ของพระเจ้าสำหรับโลกนี้และสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เนื่องจากสิ่งที่เรารู้ และเนื่องจากพระเจ้าทรงวางภาระอันศักดิ์สิทธิ์ไว้บนบ่าของเราเพื่อช่วยให้ภาระนี้บังเกิดสัมฤทธิผล เราจะต้องไม่ทำตัวตามสบายจากการเป็นสมาชิกศาสนาจักรของเรา

บางคนถูกล่อลวงให้ผูกมัดตนเองน้อยลงเพราะเกรงจะดูว่าเป็นคนเคร่งศาสนาเกินไป พวกเขามองว่า “ศาสนาจักรเป็นสถาบันแต่ไม่ได้เป็นราชอาณาจักร” 17 “โอ คนหนุ่มสาวผู้มีสิทธิหัวปีอันสูงส่ง” 18 จงทำให้งานของศาสนาจักรและอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตของท่าน เมื่อได้รับเรียกให้รับใช้ จง “ตอบรับ” และทำอย่างเต็มที่ จงฟังหน้าที่นี้จากพระเจ้า “ดังนั้นอย่าแสวงหาสิ่งของโลกนี้ แต่ท่านทั้งหลายจงพากเพียรในการสร้างอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า และสถาปนาความชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงให้ท่าน” (JST, Matthew 6:38)

อีกสี่วันนับจากนี้จะเป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันครบรอบ 150 ปี ที่ผู้บุกเบิกของคณะรถลากวิลลีซึ่งประสบภัยพิบัติขณะเดินทางมาสู่หุบเขาซอลท์เลค พวกเขาดิ้นรนผ่านความทุกข์แสนสาหัสและความตาย พายุและสภาพที่อ่อนแอทำให้พวกเขาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก --- แต่ผู้ช่วยเหลือก็ได้ช่วยชีวิตคนไว้ได้มากกว่า

ลีไว ซาเวจอยู่ท่ามกลางผู้ที่มาถึงในวันนั้น ประวัติศาสตร์บันทึกการทำงานที่ซื่อสัตย์และมุ่งมั่นของเขาในการช่วยชีวิตสิทธิชนและนำพวกเขาสู่หุบเขาอย่างปลอดภัย แต่การรับใช้อันสูงส่งของเขาไม่ได้เริ่มต้นที่ทุ่งราบซึ่งปกคลุมด้วยหิมะในไวโอมิง นี่เป็นเพียงบทหนึ่ง บางทีอาจเป็นบทที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในชีวิตที่อุทิศถวายเพื่อการรับใช้

ลีไวบัพติศมาในเดือนมิถุนายน 1846 เมื่ออายุ 26 ปี โดยที่ตอบรับการเรียกของศาสดาให้ย้ายไปทางตะวันตกเขา บันทึกว่า “. . .เราเตรียมตัวอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับการเดินทางอันยาวไกลไปสู่ประเทศอันแปลกประหลาดซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นประเทศที่ไม่มีใครรู้จัก . . . เรากล่าวคำอำลากับบ้านเก่าของเรา . . . และเดินหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง เราเพียงแต่คาดหวังว่าจะตั้งหลักแหล่งอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในที่ห่างไกลทางตะวันตกของเทือกเขาร็อคกี้” 19

ในวันที่ 16 กรกฎาคม 1846 เขาพร้อมกับชายกล้าหาญคนอื่นๆ ตอบรับคำขอของศาสดาอีกครั้ง โดยสมัครเข้าในกองทหารมอรมอนและเดินทางประมาณ 3,200 กิโลเมมตร จากเคาน์ซิลบลัฟฟ์ส ไอโอวา ไปซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย จากนั้นไปลอสแอนเจลิส ที่นี่พวกเขาปลดประจำการจากการรับใช้รัฐบาล ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าบ้านและครอบครัวของพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่พวกเขาออกเดินทางไปหุบเขาเกรทซอลท์เลค เส้นทางเพิ่มเติมที่ลีไว ซาเวจเดินทางมีระยะทาง 2,100 กิโลเมตรลักษณะภูมิประเทศสูงๆ ต่ำๆ และอันตราย แต่ในที่สุดเขามาถึงหุบเขาซอลท์เลค

ที่นี่ ลีไวบุกเบิก ต่อสู้กับตั๊กแตน แต่งงาน มีลูกชาย และฝังศพภรรยาหลังจากที่ลูกเกิดได้ไม่กี่เดือน สิบเดือนหลังจากภรรยาเสียชีวิต ในการประชุมใหญ่เดือนตุลาคม 1852 เขาและพี่น้องชายที่ซื่อสัตย์อีกหลายคนได้รับเรียกจากศาสดาให้เปิดงานเผยแผ่พระกิตติคุณที่สยาม (ปัจจุบันคือประเทศไทย)

ครั้งนี้พวกเขาเดินทางเป็นคณะและนั่งรถม้ากลับไปยังชายฝั่งแคลิฟอร์เนียและมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขาล่องเรือจากซานฟรานซิสโกไปกัลกัตตาระหกระเหินไปยังคณะเผยแผ่ของพวกเขาที่สยาม บันทึกของลีไวที่เขียนในวันที่ 29 มกราคม 1853 ทำให้เราได้เห็นเข้าไปในจิตใจของผู้สอนศาสนาในยุคแรกๆ เหล่านี้ เขาเขียนว่า

“เรือลำใหญ่ของเราแล่นด้วยสายลมโชยเฉื่อย มุ่งหน้าข้ามมหาสมุทรที่มีคลื่นลมเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางของเรา ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักไว้เบื้องหลัง . . . แต่ละคนมองหาสถานที่ของตนเพื่อสำรวมจิตใจ และคิดถึงความสบายของบ้าน ความรักของภรรยาและลูกๆ ที่เขารัก หรือไม่ก็มิตรสหาย . . . แต่ตอนนี้เขาได้รับเรียกให้อดทนอยู่ในสถานที่ห่างไกลบนแผ่นดินโลก และเพื่ออะไรเล่า เพื่อเห็นแก่เงินทองมากมายก่ายกอง หรือเพื่อให้ตนเองมีเกียรติยศ ความหรูหรา และความรุ่งโรจน์ของโลกนี้อย่างนั้นหรือ เปล่าเลย แต่เพื่อการเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้าที่ให้นำข่าวสารแห่งความจริงและ . . . ความรอดไปสู่ประชาชาติที่ยังไม่รู้จักพระกิตติคุณไม่นานจากนั้น ทุกคนก็กลับไปพักผ่อน แต่ไม่ว่าจะหลับหรือตื่นจิตใจของเขายังคงล่องลอยไปหาความจริงในอดีต และความคาดหวังในอนาคต” 20

หลังจากงานเผยแผ่ของเขา ลีไวล่องเรือกลับบ้านทางบอสตัน แมสซาชูเซท มุ่งหน้าไปยังภูมิลำเนาในกรีนฟีลด์ โอไฮโอ และบันทึกไว้ขณะถึงที่นั่นว่า “ข้าพเจ้าเดินทางรอบโลก” 21 เขาร่วมเดินทางกับคณะรถลากวิลลีในไอโอวาซิตี ไอโอวา ซึ่งเริ่มต้นเรื่องราวที่สำคัญต่อเขา ครอบครัว และทั่วศาสนาจักรไปตลอดกาล งานของเขาในการสร้างเกียรติยศอันสูงส่งให้ชีวิตของการเสียสละและรับใช้ จากผู้บุกเบิกเหล่านี้ จุดมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า ศรัทธาและงานของพวกเขาเป็นเครื่องบอกตำแหน่งในโลกแห่งความไม่เชื่อ การรับใช้ของพวกเขาเป็นแบบแผนให้เราทุกคนดำเนินตาม

เราประทับใจถ้อยคำของท่านนักบวชเฟรดเดอริค ดับเบิลยู. เฟเบอร์

ศรัทธาบรรพบุรุษเรา ยังคงอยู่
แม้คุกตาราง ไฟ คมดาบมาขวางหน้า
โอ ใจเราเต้นรัวด้วยปรีดา
ทุกครั้งที่ได้ยินวาจาน่ายินดี

ศรัทธาบรรพบุรุษเราจะมุ่งมั่น
ชนะใจประชาชาติเพื่อพระองค์
โดยผ่านความจริงจากพระผู้เป็นเจ้า
มวลมนุษย์จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง

ศรัทธาบรรพบุรุษเรา เราจะรัก
ทั้งมิตรและศัตรูเพียรสู้บากบั่น
สั่งสอนเจ้าให้รู้ว่ารักเป็นอย่างไร
ด้วยวาจาจริงใจและชีวิตที่ทรงคุณธรรม

ศรัทธาบรรพบุรุษเรา ศรัทธาศักดิ์สิทธิ์
เราจะพลีชีวิตเพื่อพระองค์ 22

พี่น้องที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอกล่าวคำพยานของข้าพเจ้ากับท่าน --- พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่บนฟ้าสวรรค์ของพระองค์ พระนามของพระองค์คืออีโลฮิม พระองค์ทรงรู้จักลูกๆ ของพระองค์ทุกคน โดยไม่คำนึงว่าพวกเขามาจากไหนหรืออยู่ที่ใด พระเยซู พระผู้บริสุทธิ์เดียวแห่งอิสราเอลคือพระบุตรอันเป็นที่รักของพระองค์ พระผู้ไถ่ของมนุษยชาติ ชายหนุ่มโจเซฟ สมิธ ได้รับเรียกจากพระสุรเสียงของพระผู้เป็นเจ้าและพระบุตรผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ให้เป็นศาสดา และจากการเรียกนั้นทำให้แน่ใจว่าศาสนาจักรและราชอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าได้รับการฟื้นฟูบนแผ่นดินโลก เราได้รับพรมากมายเพียงใดที่รู้เรื่องเหล่านี้ พี่น้องที่รักทั้งหลายท่านยืนอยู่ที่การบรรจบของประวัติศาสตร์ ท่านมาจากอาณาจักรแห่งรัศมีภาพ ท่านมีเอกสิทธิ์พิเศษที่จะแน่วแน่ต่อศรัทธา ยืนหยัดในงานดี จงทำสิ่งที่ศาสดากล่าว คนในอดีตคาดหวังให้ทำ --- คนรุ่นปัจจุบันรอดได้เพราะสิ่งนี้ --- คนในอนาคตพึ่งพาสิ่งนี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำทางท่านทุกย่างก้าวบนหนทางของท่าน

ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

อ้างอิง

1. “เราขอบพระทัยสำหรับศาสดา” หนังสือเพลงสวด บทเพลงที่ 10

2. In Conference Report Sept-Oct. 2006 ,84; or Ensign, Nov. 2006, 82; italics added.

3. Random House Webster’s Unabridged Dictionary, “2nd ed. (2001), “secular” 1731

4. Alexander Pope, An Essay on Man, epistle 2, line 220

5. Book of Mormon Reference Companion, ed. Dennis L. Largey (2003), 582.

6. “How to Think about Secularism,” First Things June-July 1996: 27-30 www.firstthings.com/ftissues/ft9606/articles/pannenberg.html

7. Boyd K. Packer, General Authority training meeting, Oct. 2006; see William Shakespeare, The Tempest, ed. W.J. Craig , Oxford Shakespeare (1924), act 2 scene 1, line 261.

8. In Conference Report, Apr. 1991 74; or Ensign, May 1991, 54.

9. In Conference Report, Sept-Oct. 2006, 91; or Ensign, Nov. 2006, 85.

10. Joseph Smith, comp., Lectures on Faith, (1985) 5, 8.

11. Random House Webster’s Unabridged Dictionary, “benchmark” 193.

12. In Conference Report, Sept.-Oct. 2006, 66; or Ensign, Nov. 2006, 60.

13. See Boyd K. Packer. Memorable Stories and Parables by Boyd K. Packer (1997) 4-6.

14. “สิทธิชนมา” หนังสือเพลงสวด บทเพลงที่ 17

15. “Carry On,” Hymns, 40. 255

16. ครอบครัว --- ถ้อยแถลงต่อโลก เลียโฮนา มิถุนายน 2006 หน้า 72

17. Neal A. Maxwell, in Conference Report, Oct. 1992, 89; or Ensign, Nov. 1992, 66.

18. “Carry On,” Hymns, no. 255.

19. In Levi Savage Jr. Journal, comp. Lynn M. Hilton (1966) xii.

20. In Levi Savage Jr. Journal, 5; italics added.

21. In Levi Savage Jr. Journal, 59.

22. “Faith of Our Fathers,” Hymns, no. 84.

 
© 2012 Intellectual Reserve, Inc. All rights reserved.   Rights and use information.  Privacy policy