The Christus statueThe Church of Jesus Christ of Latter-day Saints Search | Feedback | Site Map | Help | Country Sites |
Home Gospel Library Worldwide Leadership Training Meeting: Supporting the Family Translations

บ้านดุจดังสวรรค์ ครอบครัวชั่วนิรันดร์

ประธานโธมัส เอส. มอนสัน
ที่ปรึกษาที่หนึ่งในฝ่ายประธานสูงสุด

การสร้างบ้านแห่งนิรันดร

ประธานโธมัส เอส. มอนสันข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนฝ่ายประธานสูงสุดกล่าวปราศรัยปิดการประชุมครั้งนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจและการจรรโลงใจจากคำปราศรัยของเอ็ลเดอร์เบดนาร์ เอ็ลเดอร์เพอร์รีย์ และซิสเตอร์พาร์กิน ความคิดของเรามุ่งไปที่บ้านและครอบครัวเมื่อเราได้รับการเตือนว่า “บ้านเป็นพื้นฐานของชีวิตที่ชอบธรรม และไม่มีสถาบันใดจะมาแทนที่หรือดำเนินงานอันสำคัญยิ่งนี้ให้สำเร็จลงได้”1

บ้านเป็นมากกว่าเรือนที่สร้างด้วยไม้ อิฐ หรือหิน บ้านประกอบขึ้นด้วยความรัก การเสียสละ และความเคารพ เราต้องรับผิดชอบต่อบ้านที่เราสร้างขึ้น เราต้องสร้างบ้านอย่างฉลาด เพราะนิรันดรไม่ใช่การเดินทางระยะใกล้ แม้จะมีทั้งช่วงเวลาที่ลมสงบและพายุ แจ่มใสและมืดมน สุขสันต์และโศกเศร้า แต่หากเราพยายามจริง บ้านของเราจะเป็นสวรรค์บนแผ่นดินโลก สิ่งที่เราคิด เรื่องที่เราทำ ชีวิตที่เราดำเนินไม่ได้มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการเดินทางของเราบนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องชี้ทางสู่เป้าหมายนิรันดร์ของเราด้วย

ครอบครัวสิทธิชนยุคสุดท้ายบางครอบครัวมีพ่อแม่ลูกครบทุกคนในบ้าน แต่บางครอบครัวต้องโศกเศร้ากับการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปคนแล้วคนเล่า บางครั้งครอบครัวหนึ่งก็ประกอบด้วยบุคคลเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะมีกี่คน ครอบครัวก็ยังเป็นครอบครัว---เพราะครอบครัวสามารถอยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์

เราเรียนรู้ได้จากพระอัครสถาปนิก---แม้พระเจ้า พระองค์ทรงสอนเราว่าต้องสร้างบ้านอย่างไร โดยทรงประกาศว่า “ครัวเรือนใดๆ ซึ่งแตกแยกกันแล้วจะตั้งอยู่ไม่ได้” (มัทธิว 12:25) ต่อมาพระองค์ทรงเตือนอีกว่า “ดูเถิด บ้านของเราเป็นบ้านแห่งระเบียบ . . . และมิใช่บ้านแห่งความสับสน” (ค.พ. 132:8)

ในการเปิดเผยที่ประทานผ่านศาสดาโจเซฟ สมิธที่เคิร์ทแลนด์ โอไฮโอ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 1832 พระอาจารย์ทรงแนะนำว่า “จงวางระเบียบตัว เตรียมสิ่งที่จำเป็นทุกอย่าง และจัดตั้งบ้าน แม้บ้านแห่งการสวดอ้อนวอน บ้านแห่งการอดอาหาร บ้านแห่งศรัทธา บ้านแห่งการเรียนรู้ บ้านแห่งรัศมีภาพ บ้านแห่งระเบียบ บ้านของพระผู้เป็นเจ้า” (ค.พ. 88:119; ดู 109:8 ด้วย)

จะมีใครแนะนำพิมพ์เขียวที่เหมาะจะใช้สร้างบ้านได้อย่างฉลาดและถูกต้องไปกว่านี้เล่า บ้านซึ่งถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้างซึ่งประทานหลักเกณฑ์ไว้ในหนังสือมัทธิว แม้บ้านที่สร้างไว้ “บนศิลา” (มัทธิว 7:24, 25; ดู ลูกา 6:48; 3 นีไฟ 14:24, 25) บ้านซึ่งสามารถต้านทานพายุฝนแห่งความยากลำบาก กระแสน้ำหลากจากฝ่ายตรงข้าม และพายุร้ายแห่งความสงสัยจากทุกหนแห่งในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงและท้าทายของเรา

บางท่านอาจสงสัยว่า “แต่นั่นคือการเปิดเผยที่ให้การนำทางสำหรับการก่อสร้างพระวิหาร จะตรงประเด็นกับเรื่องวันนี้หรือ”

ขอตอบว่า “อัครสาวกเปาโลไม่ได้ประกาศหรอกหรือว่า ‘ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน’” (1 โครินธ์ 3:16)

ให้พระเจ้าทรงเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ในโครงการก่อสร้างของเรา แล้วเราจะเป็นผู้รับเหมารายย่อยซึ่งรับผิดชอบส่วนสำคัญแต่ละส่วนของโครงการทั้งหมด ด้วยวิธีนี้เราทุกคนจะเป็นพนักงานก่อสร้าง นอกจากการสร้างบ้านของเราเอง เรายังมีความรับผิดชอบที่จะช่วยงานสร้างอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าที่นี่บนแผ่นดินโลกโดยการรับใช้ในหน้าที่การเรียกจากศาสนาจักรของเราอย่างซื่อสัตย์และมีประสิทธิภาพด้วย ข้าพเจ้าขอให้แนวทางจากพระผู้เป็นเจ้า บทเรียนจากชีวิต และประเด็นที่จะไตร่ตรองเมื่อเราจะเริ่มลงมือสร้าง

คุกเข่าสวดอ้อนวอน

“จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สุภาษิต 3:5-6) นั่นคือพระดำรัสของกษัตริย์ซาโลมอนผู้เรืองปัญญา โอรสของดาวิด กษัตริย์แห่งอิสราเอล

ที่ทวีปอเมริกานี้ เจคอบน้องชายของนีไฟประกาศว่า “จงหวังในพระผู้เป็นเจ้าด้วยจิตใจมั่นคง และสวดอ้อนวอนพระองค์ด้วยศรัทธายิ่ง” (เจคอบ 3:1)

คำแนะนำที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้านี้มาสู่เราในยุคปัจจุบันดุจสายน้ำใสสะอาดหยาดลงสู่พื้นโลกอันแห้งผาก เราอาศัยอยู่ในวันเวลาอันยุ่งยาก

ย้อนกลับไปไม่กี่ชั่วอายุ ไม่มีใครในยุคนั้นจะจินตนาการได้ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ในยุคปัจจุบันจะมีปัญหาอย่างนี้ เราถูกรายล้อมไปด้วยเรื่องผิดศีลธรรม สื่อลามก ความรุนแรง ยาเสพติดและความเสื่อมโทรมสารพัดที่ทำให้สังคมปัจจุบันเศร้าหมอง แม้ความรับผิดชอบในส่วนของเราก็ท้าทายไม่น้อย เราไม่เพียงต้องรักษาตน “ให้พ้นจากราคีของโลก” (ยากอบ 1:27) เท่านั้น แต่ต้องนำทางลูกๆ และคนอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบให้ฝ่าทะเลมรสุมแห่งบาปที่รายรอบเราทุกคนไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อที่วันหนึ่งเราจะกลับไปอยู่กับพระบิดาบนสวรรค์ของเรา

เราต้องอยู่ในการฝึกอบรมของครอบครัวตนเอง โดยใช้ทั้งเวลาและความอุตสาหะจนสุดความสามารถ เพื่อให้การฝึกอบรมของเราได้ผล เราต้องเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนแก่สมาชิกในครอบครัวของเราและมีเวลาพอสำหรับพวกเขาเป็นรายบุคคล อีกทั้งเวลาที่จะให้คำปรึกษาแนะนำด้วย

เรามักรู้สึกว่างานที่ต้องทำนั้นเกินกำลัง อย่างไรก็ตามความช่วยเหลืออยู่ใกล้แค่เอื้อม พระองค์ผู้ทรงรู้จักลูกของพระองค์แต่ละคนจะทรงตอบคำสวดอ้อนวอนที่ตั้งใจและจริงใจของเราเมื่อแสวงหาความช่วยเหลือในการนำทางพวกเขา การสวดอ้อนวอนเช่นนั้นจะแก้ปัญหา คลายทุกข์ ป้องกันการล่วงละเมิดได้มากกว่า และนำมาซึ่งสันติสุขและความพอใจในจิตวิญญาณมนุษย์ได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ

นอกจากการนำทางเช่นนั้นจะจำเป็นสำหรับครอบครัวเราเอง เรายังได้รับเรียกสู่ตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบผู้อื่นในฐานะอธิการหรือที่ปรึกษา ผู้นำโควรัมฐานะปุโรหิตหรือผู้นำองค์การช่วย ท่านมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผู้อื่น อาจมีผู้ซึ่งมาจากครอบครัวที่เป็นสมาชิกเพียงบางคนหรือครอบครัวที่แข็งขันน้อย บางคนอาจหลบเลี่ยงจากพ่อแม่ โดยไม่ไยดีต่อคำวิงวอนและคำแนะนำของพวกเขา เราอาจเป็นเครื่องมือที่ดีในพระหัตถ์ของพระเจ้าซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการนำทางจากพระบิดาบนสวรรค์ของเรา เราไม่อาจทำทุกสิ่งซึ่งได้รับเรียกให้ทำ ความช่วยเหลือดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านการสวดอ้อนวอน

มีคนถามผู้พิพากษาชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งถึงสิ่งที่เราพึงทำในฐานะประชาชนของประเทศในโลกเพื่อลดอาชญากรรมและการละเมิดกฎหมายเพื่อจะนำสันติสุขและความรื่นรมย์มาสู่ชีวิตและประเทศชาติของเรา เขาตอบอย่างใช้ความคิดว่า “ผมขอแนะนำให้เราหวนกลับไปสวดอ้อนวอนเป็นครอบครัวดังที่เคยนิยมปฏิบัติกันมาแต่เก่าก่อน”

ในฐานะประชาชน เราไม่รู้สึกขอบคุณหรอกหรือ ที่ในหมู่พวกเราการสวดอ้อนวอนเป็นครอบครัวไม่ใช่สิ่งล้าสมัย มีความหมายที่แท้จริงซ่อนอยู่เบื้องหลังคำคมที่ยกขึ้นมาอ้างกันบ่อยๆ “ครอบครัวที่สวดอ้อนวอนด้วยกันย่อมได้อยู่ด้วยกัน”

พระเจ้า พระองค์เอง มีพระดำรัสชี้นำว่า “จงสวดอ้อนวอนพระบิดาในนามของเราในครอบครัวของเจ้าเสมอ เพื่อภริยาและลูกๆ ของเจ้าจะได้รับพร” (3 นีไฟ 18:21)

ในฐานะพ่อแม่ ครู และผู้นำไม่ว่าจะมีความสามารถระดับใด เราไม่เก่งพอที่จะพยายามนำผู้คนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเราให้เดินทางผ่านความเป็นมรรตัยที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ โดยไม่รับความช่วยเหลือจากสวรรค์

ขณะสวดอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือส่วนตัว ขอให้เราทำด้วยศรัทธาและความวางใจในพระองค์ คุกเข่าสวดอ้อนวอน

ลุกขึ้นไปรับใช้

เพื่อเป็นแบบอย่างของเรา เราจะย้อนกลับไปดูพระชนม์ชีพของพระเจ้า พระชนม์ชีพของพระเยซูขณะทรงปฏิบัติศาสนกิจในหมู่ประชาชนเปรียบดังแสงอันเจิดจ้าที่ส่องสว่างให้เห็นคุณความดี พระองค์ทรงทำให้แขนขาของคนง่อยเปลี้ยมีกำลัง คนตาบอดมองเห็น คนหูหนวกได้ยิน และทรงนำชีวิตคืนสู่ร่างของคนตาย

คำอุปมาของพระองค์เป็นคำสั่งสอนที่เปี่ยมด้วยพลัง ทรงสอนว่า “จงรักเพื่อนบ้าน” (ดู ลูกา 10:30-35) ด้วยเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี เมื่อทรงมีเมตตาต่อหญิงผู้ล่วงประเวณี ทรงสอนให้เข้าใจเรื่องความเมตตากรุณา (ดู ยอห์น 8:3-11) ในคำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ ทรงสอนเราให้พัฒนาตนเองและพากเพียรเพื่อความดีพร้อม (ดู มัทธิว 25:14-30) พระองค์ทรงเตรียมเราอย่างดีเพื่อให้พร้อมรับหน้าที่ในการสร้างครอบครัวนิรันดร์

เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้นำฐานะปุโรหิตหรือเจ้าหน้าที่ในองค์การช่วยต่างมีความรับผิดชอบต่อการเรียกที่ศักดิ์สิทธิ์ เราได้รับการวางมือมอบหน้าที่เพื่อทำงานซึ่งเราได้รับเรียก ในคำสอนและพันธสัญญา 107:99 พระเจ้าตรัสว่า “ดังนั้น บัดนี้ให้ทุกคนเรียนรู้หน้าที่ของเขา และที่จะกระทำด้วยสุดความพากเพียรในตำแหน่งซึ่งเขาถูกกำหนด” ขณะเราช่วยเหลือเพื่อเป็นพรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ที่เราต้องรับผิดชอบในการเรียกจากศาสนาจักร เราก็กำลังเป็นพรและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ครอบครัวของพวกเขาด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ การรับใช้ที่เราปฏิบัติในครอบครัวและในการเรียกจากศาสนาจักรของเราจึงส่งผลต่อเนื่องไปชั่วนิรันดร์

หลายปีก่อน เมื่อครั้งเป็นอธิการในวอร์ดใหญ่และมีปัญหาซับซ้อนแห่งหนึ่งซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 1,000 คนและตั้งอยู่ในตัวเมืองซอลท์เลค ซิตี้ ข้าพเจ้าต้องเผชิญเรื่องท้าทายมากมาย

ครั้งหนึ่งตอนบ่ายวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของร้านขายยาซึ่งตั้งอยู่ในเขตวอร์ดของเรา เขาแจ้งว่าเช้าวันนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งมาซื้อไอศกรีมจากเคาน์เตอร์ในร้านโดยดึงเงินจากซองๆ หนึ่งมาจ่ายค่าไอศกรีม เมื่อเด็กคนนั้นออกจากร้านไป ได้ลืมซองนั้นไว้ เจ้าของร้านหยิบมาดูจึงพบว่านั่นเป็นซองเงินบริจาคอดอาหารซึ่งมีชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของวอร์ดเราพิมพ์อยู่ด้วย ขณะเขาบรรยายลักษณะท่าทางของเด็กคนนั้นให้ฟัง ข้าพเจ้ารู้ทันทีว่าเป็นใคร เขาคือมัคนายกคนหนึ่งในวอร์ดของเราซึ่งมาจากครอบครัวที่แข็งขันน้อย

ความรู้สึกแรกที่เกิดกับข้าพเจ้าก็คือตกใจและผิดหวัง เมื่อคิดว่ามีมัคนายกคนหนึ่งของเราไปรับเงินบริจาคอดอาหารซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อช่วยคนขัดสน แล้วกลับนำเงินนั้นไปซื้อขนมกินในวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าตัดสินใจไปเยี่ยมเด็กชายคนดังกล่าวในตอนบ่ายวันนั้นเพื่อสอนเขาเรื่องเงินทุนศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาจักรและหน้าที่ของเขาในฐานะมัคนายกที่จะต้องรวบรวมและปกป้องเงินทุนดังกล่าว

ระหว่างขับรถ ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนในใจทูลขอการนำทางในสิ่งที่จะพูดเพื่อให้เกิดความประนีประนอมในสถานการณ์เช่นนั้น เมื่อไปถึงข้าพเจ้าก็เคาะประตู ผู้เปิดประตูคือแม่ของเด็ก และเธอเชิญข้าพเจ้าเข้าไปในห้องนั่งเล่น แม้ห้องนั้นจะไม่สว่างมากนัก แต่ข้าพเจ้าก็เห็นได้ว่าห้องนั้นเล็กและทรุดโทรมเพียงใด เครื่องเรือนที่มีอยู่สองสามชิ้นดูเก่ามาก แม่ของเด็กก็ดูอ่อนล้า

ความขุ่นเคืองในสิ่งที่ลูกชายของเธอได้ทำลงไปตอนเช้าวันนั้นหมดไปจากความคิดข้าพเจ้าทันทีที่ตระหนักว่านี่แหละคือครอบครัวที่อยู่ในความขัดสนจริงๆ ข้าพเจ้ารู้สึกดีที่จะถามแม่ของเด็กว่ามีอาหารเก็บไว้ในบ้านบ้างหรือไม่ เธอยอมรับทั้งน้ำตาว่าไม่มี เธอเล่าว่าสามีกำลังตกงานและครอบครัวของเธอขัดสนอย่างหนักไม่ใช่แค่อาหาร แม้แต่เงินค่าเช่าบ้านที่จะช่วยให้ไม่ต้องถูกไล่ออกจากบ้านเล็กๆ หลังนี้ก็ยังไม่มีจ่าย

ข้าพเจ้าไม่ได้หยิบยกเรื่องเงินบริจาคอดอาหารขึ้นมาพูดเลย เพราะตระหนักดีว่าเด็กชายคนนั้นคงจะหิวจนทนไม่ได้ขณะแวะซื้อของกินที่ร้านขายยา สิ่งที่ข้าพเจ้าทำแทน คือรีบเตรียมการช่วยเหลือครอบครัวนี้ให้มีอาหารรับประทานและมีชายคาคุ้มแดดคุ้มฝนต่อไป นอกจากนี้เรายังให้ผู้นำฐานะปุโรหิตในวอร์ดช่วยจัดเตรียมเรื่องการจ้างงานให้สามีของเธอด้วยเพื่อที่เขาจะหาเลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป

ในฐานะผู้นำฐานะปุโรหิตและผู้นำองค์การช่วย เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพื่อขยายการเรียกและประสบความสำเร็จในหน้าที่รับผิดชอบของเรา ขอให้ท่านแสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์ และเมื่อได้รับการดลใจท่านจงปฏิบัติตามการดลใจนั้นไม่ว่า จะไปที่ไหน พบใคร พูดอะไร และจะพูดอย่างไร ถ้ามัวแต่คิดก็เปล่าประโยชน์ เพราะเราจะเป็นพรแก่ชีวิตผู้คนได้ ก็ต่อเมื่อเราทำตามที่คิดเท่านั้น

ขอให้เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริงของผู้ที่เรารับผิดชอบ จอห์น มิลตันเขียนไว้ในบทกวีเรื่อง “ไลซีดัส” ว่า “แกะหิวมองหาแต่กลับไร้ซึ่งอาหาร” (บรรทัดที่ 125) พระเจ้าพระองค์เองตรัสกับศาสดาเอเสเคียลว่า “วิบัติแก่ผู้เลี้ยงแกะแห่งอิสราเอลผู้ . . . หาได้เลี้ยงแกะไม่” (เอเสเคียล 34:2-3)

ความรับผิดชอบของเราคือการดูแลฝูง นั่นคือฝูงแกะที่มีค่า ลูกแกะที่อ่อนโยนเหล่านี้หาพบได้ทั่วไป ที่บ้านในครอบครัวของเราเอง ในบ้านของญาติในสายสกุลของเรา และกำลังคอยในการเรียกของเรา พระเยซูคือพระผู้ทรงเป็นแบบอย่างของเรา พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเรา” (ยอห์น 10:14) เรามีความรับผิดชอบในการเป็นผู้เลี้ยงแกะ

ขอให้เราลุกขึ้นไปรับใช้

เอื้อมออกไปช่วยเหลือ

ในการดำเนินไปตามเส้นทางชีวิต มีการสูญเสีย บ้างก็ออกไปจากป้ายบอกทางนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์ เพียงเพื่อจะพบว่า ทางเบี่ยงที่เลือกไว้นั้นสุดท้ายก็นำไปสู่ทางตัน ความไม่แยแส การขาดความระมัดระวัง ความเห็นแก่ตัว และบาป ล้วนเรียกค่าผ่านทางที่แพงอย่างมหันต์ในชีวิตมนุษย์ ด้วยเหตุผลใดไม่ปรากฏ มีหลายคนเดินไปหาเสียงกลองของผู้ตีที่ผิดเพี้ยน ต่อมา พวกเขาจึงเรียนรู้ว่า ตนได้เดินตามกลลวงของความเศร้าและความทุกข์ระทม

ในปี 1995 ฝ่ายประธานสูงสุดทำบันทึกของผู้ที่หลงไปจากคอกของพระคริสต์แล้วออกถ้อยแถลงพิเศษขึ้นฉบับหนึ่งให้ชื่อว่า “จงกลับมาเถิด” ข่าวสารในนั้นมีข้อความวิงวอนดังนี้

“ถึงท่านที่รู้ตัวว่าออกไปจากแนวทางของศาสนาจักรไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เราขอให้ท่านกลับมา เราเชิญท่านกลับมารับส่วนแห่งความสุขที่ครั้งหนึ่งท่านเคยรับรู้ ท่านจะพบผู้คนมากมายยื่นแขนออกต้อนรับท่าน ช่วยท่าน และปลอบโยนท่านให้สบายใจ

ศาสนาจักรต้องการพลัง ความรัก ความภักดี และการอุทิศตนของท่าน เส้นทางนี้ได้รับการซ่อมแซมและมั่นคงพอสำหรับท่านที่จะกลับมารับพรอันสมบูรณ์ของการเป็นสมาชิกศาสนาจักร และเรายืนอยู่นี่พร้อมรับทุกคนที่ปรารถนาจะทำเช่นนั้น”

บางทีการมองภาพจำเจที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ให้ใกล้ชิดขึ้นจะช่วยนำโอกาสส่วนตัวของท่านที่จะเอื้อมออกไปช่วยเหลือกลับมาหาท่าน ให้เราดูครอบครัวหนึ่งซึ่งมีลูกชายชื่อแจ็ค ตลอดเวลาในวัยเด็ก เขากับคุณพ่อทะเลาะกันอย่างรุนแรงหลายครั้ง วันหนึ่งเมื่อแจ็คอายุสิบเจ็ดปีทั้งสองทะเลาะกันอย่างรุนแรงอีก แจ็คบอกพ่อว่า “นี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังอูฐหัก ผมจะไปจากบ้าน และจะไม่มีวันกลับมาอีก!” แล้วก็เข้าห้องไปจัดกระเป๋า คุณแม่ขอร้องให้เขาอยู่บ้าน แต่เขาโกรธเกินกว่าจะฟัง เขาจากไปปล่อยให้แม่ร้องไห้อยู่ตรงทางเดิน

ขณะจะพ้นลานบ้าน เกือบออกประตูรั้วแล้ว พลันเขาได้ยินผู้เป็นพ่อร้องเรียกและพูดว่า “แจ็ค พ่อรู้ว่าที่ลูกต้องจากไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นความผิดของพ่อ เรื่องนี้พ่อเสียใจจริงๆ พ่ออยากบอกว่าหากลูกต้องการกลับบ้าน พ่อยินดีเสมอ และพ่อจะพยายามเป็นพ่อที่ดีกว่าเดิม พ่ออยากให้ลูกรู้ว่า พ่อรักลูก และจะรักลูกเสมอไป”

แจ็คไม่ตอบแต่ไปยังสถานีขนส่งซื้อตั๋วใบหนึ่งเพื่อไปให้ไกล ขณะนั่งในรถประจำทางพลางมองระยะทางที่ผ่านไป เขาหวนคิดถึงคำพูดของพ่อ เขาเริ่มคิดได้ว่าพ่อต้องมีความกล้าหาญและมีความรักมากเพียงใดจึงจะพูดอย่างนั้นออกมาได้ พ่อขอโทษเขา พ่อเชิญเขากลับบ้านและคำพูดเหล่านั้นยังดังก้องอยู่ในอากาศแจ่มใสนั้นว่า “พ่อรักลูก”

แจ็ครู้ดีว่าเหตุการณ์ลำดับต่อไปขึ้นอยู่กับเขาแล้ว เขาตระหนักดีว่าทางเดียวที่จะพบสันติสุขในตนเองได้ก็คือแสดงให้พ่อเห็นถึงวุฒิภาวะ คุณความดี และความรักของเขาบ้างดังที่พ่อได้แสดงต่อเขามาแล้ว แจ็คลงรถซื้อตั๋วกลับบ้าน

เขามาถึงบ้านหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย เข้าบ้าน เปิดไฟ พ่อนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้โยกตรงนั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นแจ็ค พ่อลุกจากเก้าอี้ ทั้งสองโผเข้ากอดกัน ต่อมาแจ็คกล่าวว่า “ชีวิตในบ้านอีกหลายปีต่อมาของผม เป็นช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมมีความสุขที่สุด”

นี่คือคุณพ่อผู้ระงับอารมณ์โกรธและควบคุมทิฐิไว้ได้ แล้วเอื้อมออกไปช่วยลูกชายไว้ก่อนที่เขาจะกลายเป็นหนึ่งในจำนวนมหาศาลของ “ผู้คนที่หายไป” อันเป็นผลมาจากความร้าวฉานในครอบครัวและบ้านที่แตกแยก ความรักคือสิ่งที่จะเชื่อมสายสัมพันธ์ เป็นยาสมานใจ ความรักมักเป็นสิ่งที่รู้สึก แต่ไม่ค่อยแสดงออก

เสียงฟ้าร้องก้องหูดังมาจากภูเขาซีนายว่า “จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า” (อพยพ 20:12) และต่อมามีพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันว่า “จงอยู่ด้วยกันด้วยความรัก” (ค.พ. 42:45)

การทำตามพิมพ์เขียวของพระเจ้า

จงคุกเข่าสวดอ้อนวอน ลุกขึ้นไปรับใช้ เอื้อมออกไปช่วยเหลือ แต่ละเรื่องเป็นพิมพ์เขียวหน้าสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าที่ทำให้เรือนเป็นบ้านและบ้านเป็นสวรรค์

ดุลยภาพคือสิ่งสำคัญยิ่งต่อเราในหน้าที่รับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์และทรงเกียรติทั้งในบ้านของเราเองและในการเรียกจากศาสนาจักร เราต้องใช้ปัญญา การดลใจ และวิจารณญาณที่ดีขณะดูแลครอบครัวของเราและทำให้การเรียกจากศาสนาจักรมีสัมฤทธิผล เพราะทั้งสองสิ่งล้วนสำคัญยิ่ง เราไม่อาจละเลยครอบครัว ทั้งไม่อาจละเลยการเรียกจากศาสนาจักรของเรา

ให้เราสร้างด้วยทักษะ ไม่ใช้วิธีลัด และทำตามพิมพ์เขียวของพระองค์ แล้วพระเจ้า แม้พระผู้ตรวจงานก่อสร้างของเรา จะตรัสต่อเราดังที่ตรัสเมื่อทรงปรากฏพระองค์ต่อซาโลมอน ผู้ก่อสร้างในสมัยหนึ่งว่า “เราได้รับพระนิเวศซึ่งเจ้าได้สร้างนี้ไว้เป็นสถานบริสุทธิ์ และได้ประดิษฐานชื่อของเราไว้ที่นั่นเป็นนิตย์ ตาของเราและใจของเราจะอยู่ที่นั่นตลอดไป” (1 พงศ์กษัตริย์ 9:3) แล้วเราจะมีบ้านดุจดังสวรรค์และครอบครัวชั่วนิรันดร์ อีกทั้งยังสามารถช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและเป็นพรแก่ครอบครัวอื่นอีกด้วย

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนด้วยความนอบน้อมและจริงใจที่สุดเพื่อให้พรนี้มาสู่เราทุกคน ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

อ้างอิง

1. จดหมายฝ่ายประธานสูงสุด 11 กุมภาพันธ์ 1999 ดู เลียโฮนา ธันวาคม 1999 หน้า 3

 
© 2009 Intellectual Reserve, Inc. All rights reserved.   Rights and use information.  Privacy policy