การรอคอยบนถนนสู่ดามัสกัส

โดย ประธานดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟ

ที่ปรึกษาที่สองในฝ่ายประธานสูงสุด


บรรดาผู้แสวงหาอย่างพากเพียรที่จะรู้จักพระคริสต์จะรู้จักพระองค์ในท้ายที่สุด

หนึ่งในบรรดาเหตุการณ์อันน่าทึ่งที่สุดในประวัตศาสตร์โลกเกิดขึ้นบนถนนสู่ดามัสกัส ท่านทราบดีเกี่ยวกับเรื่องราวของเซาโล ชายหนุ่มที่ “พยายามทำลายคริสตจักร โดยเข้าไป … ทุกบ้านทุกเรือน [จับกุมวิสุทธิชน] ไปจำไว้ในคุก”1 เซาโลต่อต้านอย่างรุนแรงมากจนสมาชิกมากมายของศาสนจักรยุคแรกต้องออกจากเยรูซาเล็มเพื่อหนีความเคืองแค้นของเขา

เซาโลตามจับพวกเขา แต่ขณะเขา “ใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้น มีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ

“เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสมาว่า “เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม”2

ชั่วขณะของการแปลงสภาพนี้เปลี่ยนเซาโลไปตลอดกาล แท้ที่จริง เหตุการณ์นี้เปลี่ยนแปลงโลก

เรารู้ว่าปรากฏการณ์เช่นที่ว่านี้เกิดขึ้น อันที่จริงเราเป็นพยานว่าประสบการณ์อันศักดิ์สิทธิ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในปี 1820 กับเด็กหนุ่มนามโจเซฟ สมิธ เป็นประจักษ์พยานแจ่มชัดและแน่นอนของเราว่า ฟ้าสวรรค์เปิดอีกครั้งและพระผู้เป็นเจ้าตรัสกับศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าทรงสดับฟังและทรงตอบคำสวดอ้อนวอนจากลูกๆของพระองค์

กระนั้นก็ตามมีบางคนที่รู้สึกว่า เว้นแต่พวกเขาจะมีประสบการณ์เหมือนเซาโลและโจเซฟ สมิธ พวกเขาไม่สามารถเชื่อได้ พวกเขายืนที่ผืนน้ำแห่งบัพติศมา แต่ไม่เข้าไป พวกเขารอคอยที่ธรณีประตูแห่งประจักษ์พยาน แต่ไม่สามารถพาตนเองไปสู่การยอมรับความจริง แทนการมีก้าวเล็กๆ แห่งศรัทธาบนเส้นทางของการเป็นสานุศิษย์ พวกเขาต้องการเหตุการณ์ระทึกใจที่จะบังคับให้พวกเขาเชื่อ

พวกเขาใช้วันเวลารอคอยบนถนนสู่ดามัสกัส

ความเชื่อมาทีละก้าว

พี่น้องสตรีที่รักคนหนึ่งของเราเคยเป็นสมาชิกที่ซื่อสัตย์ของศาสนจักรมาตลอดชีวิต แต่เธอแบกโทมนัสส่วนตัวไว้ หลายปีก่อนลูกสาวของเธอสิ้นชีวิตหลังการป่วยไม่นาน บาดแผลจากเรื่องสลดใจนี้ยังคงหลอกหลอนเธอ เธอเป็นทุกข์อยู่กับคำถามลึกซึ้งที่มาพร้อมกับเหตุการณ์ดังกล่าว เธอยอมรับตามตรงว่าประจักษ์พยานของเธอไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็นมา เธอรู้สึกว่าเว้นแต่ฟ้าสวรรค์จะเปิดให้เธอ เธอไม่สามารถเชื่อได้อีกเลย

ด้วยเหตุนี้ เธอรู้สึกตัวว่ากำลังรอคอย

มีคนอื่นๆ อีกมากมายที่พบว่าตนเองกำลังรอคอยบนถนนสู่ดามัสกัสด้วยเหตุผลต่างๆ กัน พวกเขาประวิงเวลาของการทุ่มเทในฐานะสานุศิษย์ พวกเขาหวังจะรับฐานะปุโรหิต แต่ลังเลในการดำเนินชีวิตอย่างมีค่าควรกับเอกสิทธิ์นั้น พวกเขาปรารถนาจะเข้าพระวิหาร แต่ประวิงเวลาในการกระทำแห่งศรัทธาขั้นสุดท้ายเพื่อจะมีคุณสมบัติเพียงพอ พวกเขายังคงรอคอยที่จะได้รับพระคริสต์เหมือนดังภาพวาดอันวิจิตรงดงามของคาร์ล บลอค—เพื่อขจัดความสงสัยและความกลัวของพวกเขาให้หมดสิ้นไปในครั้งเดียว

ความจริงคือบรรดาผู้แสวงหาอย่างพากเพียรที่จะรู้จักพระคริสต์จะรู้จักพระองค์ในท้ายที่สุด โดยส่วนตัวพวกเขาจะได้รับภาพวาดอันล้ำเลิศของพระอาจารย์ ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งที่สุดที่ภาพนั้นจะมาในรูปแบบของภาพปริศนา—ครั้งละหนึ่งส่วนก็ตาม แต่ละส่วนไม่ง่ายนักที่จะรู้ได้จากภาพนั้น อาจจะไม่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับภาพใหญ่ทั้งภาพอย่างไร แต่ละส่วนช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่ได้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ท้ายที่สุดหลังจากภาพหลายส่วนถูกนำมารวมเข้าด้วยกันมากพอ เราจึงรับรู้ถึงความงดงามอลังการทั้งหมดของภาพ เมื่อมองย้อนไปตามประสบการณ์ของเรา เราจะเห็นว่าอันที่จริงพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จมาหาเรา—ไม่ได้เสด็จมาในทันที แต่ทรงมาเงียบๆ แทบจะไม่สังเกตเห็น

สิ่งนี้จะเป็นประสบการณ์ของเราถ้าเรามุ่งไปเบื้องหน้าพร้อมด้วยศรัทธาและไม่รั้งรอนานเกินไปบนถนนสู่ดามัสกัส

สดับฟังและเอาใจใส่

ข้าพเจ้าเป็นพยานต่อท่านว่า พระบิดาในสวรรค์ทรงรักลูกๆ ของพระองค์ พระองค์ทรงรักเรา พระองค์ทรงรักท่าน เมื่อจำเป็นพระเจ้าจะทรงอุ้มท่านข้ามอุปสรรคขณะท่านแสวงหาสันติสุขของพระองค์ด้วยใจที่ชอกช้ำและวิญญาณที่สำนึกผิด พระองค์มักจะตรัสกับท่านในวิธีที่ท่านสามารถได้ยินด้วยหัวใจเท่านั้น เพื่อจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ชัดขึ้น เป็นความฉลาดที่จะหมุนปุ่มเสียงทางโลกให้เบาลงในชีวิตของเรา หากเราเพิกเฉยหรือปิดกั้นการกระตุ้นเตือนของพระวิญญาณไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การกระตุ้นเตือนจะมีความชัดเจนน้อยลง จนเราไม่ได้ยินเลย ขอให้เราเรียนรู้ที่จะสดับฟังการกระตุ้นเตือนของพระวิญญาณ และจากนั้นจงกระตือรือร้นที่จะเอาใจใส่

ศาสดาพยากรณ์ผู้เป็นที่รักของเรา โธมัส เอส. มอนสัน เป็นแบบอย่างของเราในเรื่องนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับการที่ท่านเอาใจใส่เสียงกระซิบของพระวิญญาณมีมากมาย เอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์เล่าเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นแบบอย่างดังกล่าว

ครั้งหนึ่ง ขณะประธานมอนสันกำลังทำงานมอบหมายในรัฐลุยเซียนา ประธานสเตคคนหนึ่งขอให้ท่านไปเยี่ยมเด็กหญิงวัยสิบขวบชื่อคริสตอล ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หากท่านพอจะมีเวลา ครอบครัวของคริสตอลกำลังสวดอ้อนวอนว่าประธานมอนสันจะมา แต่บ้านของพวกเขาอยู่ไกลมากและตารางเวลาก็แน่นจนไม่มีเวลาเหลือ ดังนั้นประธานมอนสันจึงขอให้ผู้สวดอ้อนวอนระหว่างการประชุมสเตครวมคริสตอลไว้ในคำสวดอ้อนวอนของพวกเขา แน่นอนว่าพระเจ้าและครอบครัวของเธอจะเข้าใจ

ระหว่างการประชุมใหญ่ภาคบ่ายวันเสาร์ ขณะประธานมอนสันลุกขึ้นยืนพูด พระวิญญาณทรงกระซิบ “จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น”3

“กระดาษจดข้อความของท่านเลือนราง ท่านพยายามดำเนินตามหัวข้อการประชุมที่กำหนดไว้ แต่ชื่อและภาพของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ไม่ยอมออกไปจากใจท่าน”4

ท่านฟังพระวิญญาณและจัดตารางเวลาของท่านใหม่ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นประธานมอนสันละแกะเก้าสิบเก้าตัวและเดินทางหลายกิโลเมตรเพื่อไปอยู่ข้างเตียงเธอ

ที่นั่น ท่าน “จ้องมองมาที่เด็กคนหนึ่งซึ่งเจ็บป่วยเกินกว่าจะลุกขึ้นได้ อ่อนกำลังเกินกว่าจะพูด ตอนนี้อาการป่วยของเธอทำให้เธอมองไม่เห็น สัมผัสอันลึกซึ้งจากภาพที่เห็นและพระวิญญาณของพระเจ้า … บราเดอร์มอนสัน … กุมมือบอบบางของเด็กน้อยในมือท่าน ‘คริสตอล’ ท่านกระซิบ ‘ฉันอยู่นี่’

“ด้วยความพยายามอย่างยิ่งเธอกระซิบตอบ ‘บราเดอร์มอนสัน หนูรู้ว่าท่านจะมา’”5

พี่น้องที่รัก ขอให้เรามุมานะเพื่อจะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงวางพระทัยได้ ที่จะได้ยินพระสุรเสียงกระซิบของพระองค์ และขานรับดังที่เซาโลกระทำบนถนนสู่ดามัสกัส ของเขา “พระองค์เจ้าข้า (พระองค์ทรงประสงค์ให้ข้าทำสิ่งใด)”6

รับใช้

อีกเหตุผลหนึ่งที่บางครั้งเราไม่สามารถจำพระสุรเสียงของพระเจ้าในชีวิตเราคือการเปิดเผยของพระวิญญาณอาจไม่ได้มาถึงเราโดยตรงเพื่อเป็นคำตอบการสวดอ้อนวอนของเรา

พระบิดาในสวรรค์ทรงคาดหวังให้เราศึกษาไตร่ตรองก่อน แล้วจึงสวดอ้อนวอนขอการนำทางขณะที่เราแสวงหาคำตอบให้แก่คำถามและข้อกังวลในชีวิตส่วนตัวของเรา เรามีความเชื่อมั่นจากพระบิดาบนสวรรค์ว่า พระองค์จะทรงได้ยินและตอบคำสวดอ้อนวอนของเรา คำตอบอาจมาโดยผ่านเสียงและปัญญาของมิตรสหายที่ไว้ใจได้และครอบครัว พระคัมภีร์ ตลอดจนถ้อยคำของศาสดาพยากรณ์

นับเป็นประสบการณ์ของข้าพเจ้าที่ว่า การกระตุ้นเตือนอันทรงพลังที่สุดบางอย่างที่เราได้รับไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อเราเอง แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย ถ้าเรานึกถึงแต่ตัวเราเท่านั้น เราอาจพลาดประสบการณ์ทางวิญญาณอันทรงพลังที่สุดบางอย่าง และการเปิดเผยอันลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตเรา

ประธานสเป็นเซอร์ ดับเบิลยู. คิมบัลล์ สอนแนวคิดนี้เมื่อท่านกล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้าทรงสังเกตเห็นเราและทรงเฝ้าดูแลเรา แต่โดยปกติแล้วจะผ่านทางบุคคลอีกคนหนึ่ง เพื่อพระองค์จะทรงทำให้เป็นไปตามความต้องการของเรา ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะรับใช้กัน”7 พี่น้องทั้งหลาย เราแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบตามพันธสัญญาที่จะละเอียดอ่อนต่อความต้องการของผู้อื่น และรับใช้ดังที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงกระทำ—เพื่อจะแสดงน้ำใจ เป็นพร และหนุนใจผู้คนรอบๆ เรา

บ่อยครั้งคำตอบการสวดอ้อนวอนของเราไม่ได้มาขณะที่เรากำลังคุกเข่า แต่มาถึงขณะที่เรายืนอยู่ ขณะที่เรากำลังรับใช้พระเจ้าและรับใช้ผู้ที่อยู่รอบตัวเรา การกระทำอันไม่เห็นแก่ตนเองของการรับใช้และการอุทิศถวายขัดเกลาวิญญาณของเรา นำเกล็ดออกจากดวงตาทางวิญญาณของเรา และเปิดหน้าต่างฟ้าสวรรค์ โดยการเป็นคำตอบการสวดอ้อนวอนของใครบางคนเราจึงมักจะพบคำตอบให้แก่ตัวเราเอง

แบ่งปัน

มีวาระที่พระเจ้าทรงเปิดเผยกับเราสำหรับสิ่งที่ทรงประสงค์จะมอบให้เราเท่านั้น กระนั้นก็ตามในหลายๆ กรณีพระองค์ทรงฝากฝังประจักษ์พยานแห่งความจริงแก่ผู้ที่จะแบ่งปันกับผู้อื่น กรณีนี้เกิดขึ้นกับศาสดาพยากรณ์ทุกคนนับตั้งแต่วันเวลาของอาดัม ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงคาดหวังให้สมาชิกศาสนจักรของพระองค์ “อ้าปาก [ของพวกเขา] ตลอดเวลา, โดยประกาศ [พระ] กิตติคุณ [ของพระองค์] ด้วยเสียงแห่งความชื่นชมยินดี”8

การนี้ไม่ได้ง่ายเสมอไป บางคนอาจเลือกที่จะเข็นรถลากข้ามทุ่งหญ้าแทนการเอ่ยปากถึงหัวข้อเกี่ยวกับศรัทธาและศาสนากับมิตรสหายและเพื่อนร่วมงาน พวกเขากังวลว่าจะถูกมองอย่างไรหรืออาจเป็นอันตรายกับสัมพันธภาพของพวกเขา ไม่จำเป็นต้องเป็นไปในทางนั้นเพราะเรามีข่าวสารอันน่ายินดีที่จะแบ่งปัน และเรามีข่าวสารแห่งปีติ

หลายปีก่อนครอบครัวเราอาศัยและทำงานอยู่ในย่านผู้คนซึ่งในแทบทุกกรณีไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันกับเรา เมื่อพวกเขาถามว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ของเราเป็นอย่างไร เราพยายามไม่พูดถึงหัวข้อปกติทั่วไป—อาทิ การแข่งขันกีฬา ภาพยนตร์ หรือสภาพดินฟ้าอากาศ—และพยายามแบ่งปันประสบการณ์ทางศาสนาที่เรามีกับครอบครัวในช่วงสุดสัปดาห์—ตัวอย่างเช่น สิ่งที่ผู้พูดเยาวชนพูดเกี่ยวกับมาตรฐานจากหนังสือ เพื่อความเข้มแข็งของเยาวชน หรือเรารู้สึกประทับใจเพียงไรกับถ้อยคำของชายหนุ่มซึ่งกำลังจะเดินทางไปเป็นผู้สอนศาสนา หรือศาสนจักรและพระกิตติคุณช่วยครอบครัวเราอย่างไรบ้างเพื่อเอาชนะการท้าทายในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เรามี เราพยายามที่จะไม่เป็นคนชอบสั่งสอนหรือยกตนข่มท่าน แฮเรียต ภรรยาข้าพเจ้า เก่งที่สุดในการค้นหาอะไรสักอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ ยกระดับจิตใจ หรือมีอารมณ์ขันเพื่อจะแบ่งปัน บ่อยครั้งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การพูดคุยที่ลึกซึ้งมากขึ้น น่าสนใจทีเดียว เมื่อใดก็ตามที่เราพูดคุยกับมิตรสหายเกี่ยวกับการรับมือกับสิ่งท้าทายในชีวิต เรามักจะได้ยินความคิดเห็นที่ว่า “มันง่ายสำหรับพวกคุณ คุณมีศาสนจักรของคุณ”

ด้วยทรัพยากรทางสื่อสังคมที่มีอยู่มากมายและสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่จำนวนมากที่มีประโยชน์มากบ้างน้อยบ้างซึ่งเรานำมาใช้ การแบ่งปันข่าวประเสริฐของพระกิตติคุณจึงเป็นเรื่องง่ายขึ้นและมีประสิทธิผลกว้างไกลกว่าที่เป็นมาก่อนหน้านี้ อันที่จริงข้าพเจ้าแทบจะเกรงว่า บางคนที่กำลังฟังอยู่อาจจะส่งข้อความในทำนองว่า “เขาพูดมาแล้ว 10 นาที แต่ยังไม่ได้วิเคราะห์อะไรเลยเกี่ยวกับการบิน!” เพื่อนเยาวชนที่รักของข้าพเจ้า บางทีพระเจ้าอาจทรงหนุนใจข้าพเจ้าที่จะ “อ้าปากท่าน”9 ซึ่งอาจรวมถึง “ใช้มือท่าน” ที่จะเขียนบล็อกและส่งข้อความเกี่ยวกับพระกิตติคุณไปยังทั่วโลก แต่ขอจงระลึกว่า ทั้งหมดนี้ต้องทำในเวลาและสถานที่ซึ่งเหมาะสม

พี่น้องทั้งหลาย ด้วยพรของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราสามารถแสดงออกถึงความขอบคุณและปีติเกี่ยวกับแผนอันยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าสำหรับลูกๆ ของพระองค์ ในวิธีที่ไม่เพียงได้ยินรอบสถานที่ทำงานของเราแต่รอบโลก บางครั้งเพียงวลีเดียวของประจักษ์พยานสามารถทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตผู้อื่นตราบนิรันดร

วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสั่งสอนพระกิตติคุณคือ ผ่านแบบอย่าง ถ้าเราดำเนินชีวิตสอดคล้องกับความเชื่อของเรา ผู้คนจะสังเกตเห็น หากสีพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์ส่องสว่างในชีวิตเรา10 ถ้าเราเปี่ยมปีติและมีสันติสุขกับโลก ผู้คนจะต้องการจะรู้ว่าเพราะเหตุใด หนึ่งในโอวาทยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยประกาศไว้ในงานสอนศาสนา เป็นความคิดเรียบง่ายซึ่งมาจากนักบุญฟรานซิส อัสสิซี “จงสั่งสอนพระกิตติคุณตลอดเวลาและถ้าจำเป็นจงใช้ถ้อยคำ”11 โอกาสที่จะทำดังนี้อยู่รอบตัวเรา อย่าพลาดโอกาสด้วยการรอคอยนานเกินไปบนถนนสู่ดามัสกัส

บนถนนสู่ดามัสกัสของเรา

ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระเจ้าตรัสกับศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกของพระองค์ในวันเวลาของเรา พระองค์ตรัสกับทุกคนที่มาหาพระองค์ด้วยใจจริงและเจตนาแท้จริงเช่นกัน12

อย่าสงสัย พึงระลึกว่า “ผู้ที่ไม่เห็นเรา แต่เชื่อก็เป็นสุข”13 พระผู้เป็นเจ้าทรงรักท่าน พระองค์ทรงสดับฟังคำสวดอ้อนวอนของท่าน พระองค์ตรัสกับลูกๆของพระองค์และประทานการปลอบโยน สันติสุข และความเข้าใจแก่บรรดาผู้แสวงหาพระองค์และถวายพระเกียรติโดยการเดินในทางของพระองค์ ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานอันศักดิ์สิทธิ์ว่าศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายดำเนินตามอุดมการณ์ เรามีศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตอยู่ ศาสนจักรนี้ได้รับการทรงนำจากผู้ที่เราเทิดทูนพระนามของพระองค์ แม้พระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสต์

พี่น้องทั้งหลาย เพื่อนที่รัก ขอเราอย่ารอคอยนานเกินไปบนถนนสู่ดามัสกัส ของเรา แต่ขอให้เรามุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญด้วยศรัทธา ความหวัง และจิตกุศล และเราจะได้รับพรเป็นแสงสว่างซึ่งเราทั้งปวงแสวงหาตามเส้นทางของการเป็นสานุศิษย์ที่แท้จริง ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนถึงสิ่งนี้และฝากพรของข้าพเจ้าไว้กับท่านในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน

Show References

  1.  

    1.  กิจการ 8:3

  2.  

    2.  กิจการ 9:3–4

  3.  

    3.  มาระโก 10:14

  4.  

    4. ดู เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์, “President Thomas S. Monson: Always ‘on the Lord’s Errand,’” Tambuli, ต.ค.–พ.ย. 1986 หน้า 20

  5.  

    5. เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์, Tambuli, ต.ค.–พ.ย. 1986 หน้า 20

  6.  

    6.  กิจการ 9:6

  7.  

    7.  Teachings of Presidents of the Church: Spencer W. Kimball (2006) หน้า 82

  8.  

    8.  หลักคำสอนและพันธสัญญา 28:16

  9.  

    9.  หลักคำสอนและพันธสัญญา 60:2

  10.  

    10. ดู แอลมา 5:14

  11.  

    11. ใน William Fay and Linda Evans Shepherd, Share Jesus without Fear (1999) หน้า 22

  12.  

    12. ดู โมโรไน 10:3–5

  13.  

    13.  ยอห์น 20:29