รู้สำนึกตัว: ศีลระลึก พระวิหาร และการเสียสละรับใช้

โดยเอ็ลเดอร์โรเบิร์ต ดี. เฮลส์

แห่งโควรัมอัครสาวกสิบสอง


เราเปลี่ยนใจเลื่อมใสและพึ่งพาตนเองทางวิญญาณเมื่อเราดำเนินชีวิตตามพันธสัญญาร่วมกับการสวดอ้อนวอน

พระผู้ช่วยให้รอดทรงเล่าเรื่องราวแก่สานุศิษย์ของพระองค์เกี่ยวกับบุตรที่จากบิดาผู้มั่งคั่ง ไปยังเมืองไกล และผลาญมรดกของเขาจนหมดสิ้น เมื่อเกิดกันดารอาหาร ชายหนุ่มทำงานต่ำต้อยเป็นคนเลี้ยงสุกร เขาหิวมากจึงอยากกินอาหารที่มีไว้เลี้ยงสัตว์

เมื่อจากบ้าน ห่างไกลจากที่ซึ่งเขาอยากอยู่ และอยู่ในสภาพที่อัตคัดขัดสน มีสิ่งสำคัญนิรันดร์เกิดขึ้นในชีวิตของชายหนุ่มผู้นี้ ในพระวจนะของพระผู้ช่วยให้รอด “เขารู้สำนึกตัว”1 เขาจำได้ว่าเขาคือใคร ตระหนักว่าเขาพลาดสิ่งใด และเริ่มปรารถนาพรที่มีให้อย่างเสรีในบ้านบิดาเขา

ตลอดชีวิตเรา ไม่ว่าในยามที่เกิดความมืดมิด การท้าทาย การทดลอง ความโศกเศร้าหรือบาป เราอาจรู้สึกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังเตือนเราว่าเราเป็นบุตรธิดาที่แท้จริงของพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงห่วงใย ทรงรักเรา และเราอาจโหยหาพรศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์เท่านั้นจะประทานแก่เราได้ ในช่วงเวลาเหล่านี้ เราควรพยายาม สำนึกตน และกลับมาสู่แสงสว่างแห่งความรักของพระผู้ช่วยให้รอด

พรเหล่านี้เป็นของบุตรธิดาทุกคนของพระบิดาบนสวรรค์โดยชอบ การปรารถนาพรเหล่านี้รวมถึงชีวิตที่มีปีติและความสุขเป็นส่วนสำคัญในแผนซึ่งพระบิดาบนสวรรค์ทรงมีไว้สำหรับเราทุกคน ศาสดาพยากรณ์แอลมาสอนว่า “แม้​หาก​ท่าน​ทำ​ไม่​ได้​มาก​ไป​กว่าปรารถนา​ที่​จะ​เชื่อ, ก็​ขอ​ให้​ความ​ปรารถนา​นี้​เกิด​ผล​ใน​ท่าน”2

ขณะที่ความปรารถนาทางวิญญาณของเราเพิ่มขึ้น เราพึ่งพาตนเองทางวิญญาณ จากนั้นเราจะช่วยให้คนอื่น ตนเองและครอบครัวของเราเพิ่มความปรารถนาที่จะทำตามพระผู้ช่วยให้รอดและดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณได้อย่างไร เราจะเสริมสร้างความปรารถนาของเราอย่างไรที่จะกลับใจ มีค่าควร และอดทนจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เราจะช่วยเยาวชนและคนหนุ่มสาวให้ความปรารถนาเหล่านี้มีผลในพวกเขาจนพวกเขาเปลี่ยนใจเลื่อมใสและกลับเป็น “​วิ​สุทธิชน​โดย​ผ่าน​การ​ชดใช้​ของ​พระ​คริสต์​” อย่างแท้จริงไหม?3

เราเปลี่ยนใจเลื่อมใสและพึ่งพาตนเองทางวิญญาณเมื่อเราดำเนินชีวิตตามพันธสัญญาร่วมกับการสวดอ้อนวอน—ผ่านการรับส่วนศีลระลึกอย่างมีค่าควร เป็นผู้มีค่าควรถือใบรับรองพระวิหาร และเสียสละรับใช้ผู้อื่น

เพื่อจะรับส่วนศีลระลึกอย่างมีค่าควร เราระลึกว่าเรากำลังต่อพันธสัญญาที่เราทำเมื่อรับบัพติศมา เพื่อให้ศีลระลึกเป็นประสบการณ์ชำระล้างทางวิญญาณในแต่ละสัปดาห์ เราต้องเตรียมตนเอง ก่อน มาที่การประชุมศีลระลึก เราทำสิ่งนี้โดยตั้งใจละทิ้งงานประจำวันและนันทนาการของเราไว้เบื้องหลัง ปล่อยวางความคิดทางโลกและข้อกังวลต่างๆ เมื่อเราทำเช่นนี้ เราทำให้ความคิดและใจเรามีที่ว่างเพื่อรับพระวิญญาณบริสุทธิ์

จากนั้นเราเตรียมไตร่ตรองถึงการชดใช้ ไม่เพียงระลึกถึงข้อเท็จจริงของการทนทุกข์และการสิ้นพระชนม์ของพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น การไตร่ตรองของเราจะช่วยให้เราจำได้ว่าโดยผ่านการพลีพระชนม์ชีพของพระผู้ช่วยให้รอด เรามีความหวัง โอกาส และความเข้มแข็งเพื่อจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงใจในชีวิตเรา

ขณะที่เราร้องเพลงสวดศีลระลึก มีส่วนร่วมในคำสวดศีลระลึก และรับส่วนสัญลักษณ์ที่แทนพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์ เราแสวงหาร่วมกับการสวดอ้อนวอนถึงการให้อภัยบาปและความผิดพลาดของเรา เรานึกถึงคำสัญญาที่เราทำและรักษาระหว่างสัปดาห์ก่อน เราทำคำมั่นสัญญาส่วนตัวอย่างเจาะจงว่าจะติดตามพระผู้ช่วยให้รอดในสัปดาห์ที่จะมาถึง

บิดามารดาและผู้นำทั้งหลาย ท่านสามารถช่วยเยาวชนให้ได้รับพรอันหาที่เปรียบมิได้ของศีลระลึกโดยจัดหาโอกาสพิเศษให้พวกเขาศึกษา สนทนา และค้นพบความเกี่ยวเนื่องของการชดใช้ในชีวิตพวกเขา ให้พวกเขาค้นคว้าพระคัมภีร์ด้วยตนเองและสอนกันจากประสบการณ์ของตนเอง

บิดา ผู้นำฐานะปุโรหิต และฝ่ายประธานโควรัมมีความรับผิดชอบพิเศษเพื่อช่วยผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนเตรียมตัวอย่างจริงจังเพื่อปฏิบัติหน้าที่ศีลระลึกอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา การเตรียมตัวนี้ทำตลอดสัปดาห์โดยการดำเนินชีวิตตามมาตรฐานพระกิตติคุณ เมื่อเยาวชนชายเตรียม ให้พร และส่งผ่านศีลระลึกอย่างมีค่าควรและมีความคารวะ พวกเขาทำตามแบบอย่างพระผู้ช่วยให้รอดที่พระกระยาหารมื้อสุดท้ายอย่างแท้จริง4 และเป็นเหมือนอย่างพระองค์

ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าศีลระลึกเปิดโอกาสให้เรา รู้สำนึกตัว และประสบกับ “การเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้ง” —ในใจ5—เพื่อระลึกว่าเราคือใครและเราปรารถนาสิ่งใดมากที่สุด ขณะที่เราต่อพันธสัญญาเพื่อรักษาพระบัญญัติ เราได้รับการเป็นเพื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อนำเราให้กลับไปสู่ที่ประทับของพระบิดาบนสวรรค์ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราได้รับบัญชาให้ “ประชุม​กัน​บ่อย​เพื่อ​รับ​ส่วน​ขนมปัง​และ​ [น้ำ] 6 และเพื่อรับส่วนศีลระลึกแก่จิตวิญญาณเรา7

นอกจากศีลระลึก ความปรารถนาที่เราจะกลับไปหาพระบิดาบนสวรรค์เพิ่มขึ้นเมื่อเรามีค่าควรที่จะได้รับใบรับรองพระวิหาร เรามีค่าควรโดยเชื่อฟังพระบัญญัติอย่างมั่นคงและแน่วแน่ การเชื่อฟังนี้เริ่มตั้งแต่วัยเยาว์และจะเพิ่มขึ้นผ่านประสบการณ์ในฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนและเยาวชนหญิงในช่วงเวลาของการเตรียม จากนั้นหวังว่าปุโรหิตและกุลสตรีจะตั้งเป้าหมายและเตรียมตัวเป็นพิเศษเพื่อรับเอ็นดาวน์เม้นท์และผนึกในพระวิหาร

มาตรฐานของผู้ถือใบรับรองคืออะไร ผู้เขียนสดุดีเตือนเราว่า

“ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์

“คือผู้ที่มีมือสะอาดและใจบริสุทธิ์”8

ความมีค่าควรที่จะถือใบรับรองพระวิหารให้ความเข้มแข็งแก่เราในการรักษาพันธสัญญาพระวิหาร เราจะได้รับความเข้มแข็งเป็นการส่วนตัวได้อย่างไร เราพยายามมีประจักษ์พยานในพระบิดาบนสวรรค์ พระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ความเป็นจริงของการชดใช้ ความจริงของศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธและการฟื้นฟู เราสนับสนุนผู้นำของเรา ปฏิบัติต่อครอบครัวด้วยความเมตตา ยืนเป็นพยานถึงศาสนจักรที่แท้จริงของพระเจ้า เข้าการประชุมศาสนจักร ให้เกียรติพันธสัญญา ทำหน้าที่รับผิดชอบของบิดามารดาให้มีสัมฤทธิผล และดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม ท่านอาจกล่าวว่าฟังดูแล้วแค่เป็นวิสุทธิชนยุคสุดท้ายที่ซื่อสัตย์! ท่านพูดถูก มาตรฐานของผู้ถือใบรับรองพระวิหารไม่ได้สูงเกินกว่าที่เราจะทำได้ เป็นเพียงการดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ตามพระกิตติคุณและทำตามศาสดาพยากรณ์

จากนั้นในฐานะผู้ถือใบรับรองพระวิหารที่รับเอ็นดาวน์เม้นท์ เราสร้างแบบแผนของการดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสต์ ได้แก่การเชื่อฟัง การเสียสละเพื่อรักษาพระบัญญัติ รักกันและกัน มีความคิดกับการกระทำที่บริสุทธิ์ และอุทิศตนเพื่อสร้างอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า ผ่านการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดและโดยการทำตามแบบแผนพื้นฐานเหล่านี้ของความซื่อสัตย์ เราจะได้รับ “อำนาจจากเบื้องบน”9 เพื่อเผชิญกับการท้าทายในชีวิต เราต้องการอำนาจจากสวรรค์ในวันนี้มากกว่าที่ผ่านมา อำนาจที่เราได้รับผ่านศาสนพิธีพระวิหาร ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าการเสียสละที่เราทำเพื่อรับศาสนพิธีพระวิหารคุ้มค่าต่อความพยายามทุกอย่างที่เราทำได้

ขณะที่เราปรารถนาจะเรียนรู้และดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณมากขึ้น เราพยายามรับใช้ผู้อื่นโดยธรรมชาติ พระผู้ช่วยให้รอดตรัสกับเปโตรว่า “เมื่อท่านได้หันกลับแล้ว จงชูกำลังพี่น้องทั้งหลายของท่าน”10 ข้าพเจ้าประทับใจที่เยาวชนทุกวันนี้มีความปรารถนาอย่างสุดซึ้งที่จะรับใช้และเป็นพรให้ผู้อื่น—เพื่อสร้างความแตกต่างในโลกนี้ พวกเขาปรารถนาปีติที่เกิดจากการรับใช้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เป็นการยากสำหรับเยาวชนที่จะเข้าใจว่าการกระทำในปัจจุบันจะเตรียมพวกเขาหรือตัดสิทธิ์พวกเขาจากโอกาสรับใช้ในอนาคตได้อย่างไร เราทุกคนมี “หน้าที่อันจำเป็นยิ่ง”11 ในการช่วยเยาวชนเตรียมตัวรับใช้ตลอดชีวิตโดยช่วยให้พวกเขาพึ่งพาตนเอง นอกเหนือการจากพึ่งพาตนเองทางวิญญาณที่เราพูดกันมา ยังมีการพึ่งพาตนเองทางโลกซึ่งได้แก่การศึกษาต่อหลังจบมัธยมศึกษาหรือการอบรมด้านวิชาชีพ เรียนรู้การทำงาน และดำเนินชีวิตตามรายได้ โดยการหลีกเลี่ยงหนี้สินและออมเงินตั้งแต่บัดนี้ เราเตรียมตัวสำหรับการรับใช้ศาสนจักรเต็มเวลาในอนาคต จุดประสงค์ของการพึ่งพาตนเองทั้งทางโลกและทางวิญญาณคือพาตนเองขึ้นไปบนที่สูงเพื่อเราจะยกผู้อื่นได้ในยามจำเป็น

ไม่ว่าเราจะยังหนุ่มสาวหรือสูงวัย สิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นตัวกำหนดการรับใช้ที่เราสามารถทำได้และมีความสุขในวันพรุ่งนี้ ดังกวีเตือนใจเรา “ในบรรดาถ้อยคำสลดใจที่กล่าวหรือเขียนไว้ สลดใจที่สุดคือ ‘แสนเสียดาย’” 12 ขอเราอย่าดำเนินชีวิตที่ต้องเสียใจจากสิ่งที่เราทำหรือไม่ได้ทำ

พี่น้องที่รัก ชายหนุ่มที่พระผู้ช่วยให้รอดรับสั่งถึง ผู้ที่เราเรียกว่า บุตรที่หายไป กลับมาบ้าน บิดาไม่ลืมเขา บิดารอคอยเขา และ “เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาแลเห็นเขาก็มีความเมตตา จึงวิ่งออกไป…จุบเขา” 13 เพื่อเป็นเกียรติแก่การกลับมาของบุตร เขาสั่งให้นำเสื้อคลุม แหวนมาสวมให้ และฉลองด้วยลูกวัวอ้วนพี14—เตือนเราว่าไม่มีพรใดจะถูกยับยั้งถ้าเราอดทนอย่างซื่อสัตย์ในการเดินบนเส้นทางกลับไปหาพระบิดาบนสวรรค์

ด้วยความรักของพระองค์และความรักพระบุตรพระองค์ที่อยู่ในใจ ข้าพเจ้าท้าทายแต่ละท่านให้ทำตามความปรารถนาทางวิญญาณของเราและ รู้สำนึกตัว ขอให้เราพูดกับตนเองในกระจกและถามว่า “ฉันอยู่ที่จุดใดในการรักษาพันธสัญญาของฉัน” เราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องเมื่อเราพูดได้ว่า “ฉันรับส่วนศีลระลึกอย่างมีค่าควรทุกสัปดาห์ ฉันมีค่าควรถือใบรับรองพระวิหารและไปพระวิหาร ฉันเสียสละรับใช้และเป็นพรให้ผู้อื่น”

ข้าพเจ้าขอแบ่งปันคำพยานพิเศษว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงรักเรา “จึงได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์” 15 เพื่อชดใช้บาปของเรา พระองค์ทรงรู้จักเราและทรงรอเรา แม้ยามที่เราห่างไกลจากพระองค์ ขณะทำตามความปรารถนาของเราและรู้สำนึกตัว พระองค์จะทรง “โอบ [เรา] ​ไว้​ในพาหุ​แห่ง​ความ​รัก​ของพระองค์​ชั่วนิรันดร์”16 และทรงต้อนรับเรากลับบ้าน ข้าพเจ้าเป็นพยานในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสต์ เอเมน