การแข่งขันในชีวิต

โดย ประธานโธมัส เอส. มอนสัน


เรามาจากไหน เราอยู่ที่นี่ทำไม เราไปไหนหลังจากชีวิตนี้ คำถามครอบจักรวาลเหล่านี้ไม่ไร้คำตอบอีกต่อไป

พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า เช้าวันนี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะพูดกับท่านถึงความจริงนิรันดร์—ความจริงเหล่านี้ซึ่งจะทำให้ชีวิตเราอุดมและส่งเราให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ทุกหนทุกแห่ง ผู้คนเร่งรีบ เครื่องบินไอพ่นพามนุษย์ที่เป็นสินค้าล้ำค่าข้ามทวีปต่างๆ และมหาสมุทรกว้างใหญ่ไปเข้าร่วมการประชุมธุรกิจ ปฏิบัติหน้าที่ รื่นเริงในวันหยุด หรือเยี่ยมเยียนครอบครัว ถนนหนทางทุกสาย---รวมทั้งทางหลวง ถนนที่ไม่จำกัดความเร็ว และทางด่วน---รองรับรถยนต์หลายล้านคัน มีมากกว่าหลายล้านคนใช้ ดูเหมือนไหลไปไม่ขาดสายและด้วยเหตุผลนับไม่ถ้วนขณะที่เรารีบเร่งทำธุรกิจในแต่ละวัน

ในชีวิตที่เร่งรีบ เราเคยหยุดใคร่ครวญสักครู่---หรือแม้คิดถึงความจริงที่ไร้กาลเวลาหรือไม่

เมื่อเทียบกับความจริงนิรันดร์ คำถามและข้อกังวลส่วนใหญ่ของชีวิตประจำวันถือว่าไม่สำคัญเลย มื้อเย็นเราควรกินอะไร เราควรทาห้องนั่งเล่นสีอะไร เราควรลงชื่อให้จอห์นนี่ลงแข่งฟุตบอลหรือไม่ คำถามเหล่านี้และอีกนับไม่ถ้วนไร้ความหมายเมื่อเวลาวิกฤตเกิดขึ้น เมื่อคนที่เรารักได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ เมื่อความเจ็บป่วยเข้ามาในบ้านของคนสุขภาพดี เมื่อเทียนแห่งชีวิตริบหรี่ และความมืดคุกคาม ความคิดเรามีสมาธิมากขึ้น และเราสามารถตัดสินโดยง่ายว่าอะไรสำคัญจริงๆ และอะไรไม่สำคัญ

ไม่นานมานี้ข้าพเจ้าสนทนากับสตรีผู้หนึ่ง เธอต่อสู้กับโรคภัยคุกคามชีวิตมากว่าสองปี เธอบอกว่าก่อนป่วย วันของเธอเต็มไปด้วยกิจกรรม เช่น ทำความสะอาดบ้านจนไม่มีที่ติและตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์สวยหรู เธอไปทำผมสัปดาห์ละสองครั้ง ใช้เงินและเวลาในแต่ละเดือนไปกับการซื้อเสื้อผ้าใส่ตู้ เธอชวนหลานๆ มาเที่ยวบ้านนานๆ ครั้ง เพราะเป็นห่วงว่ามือเล็กๆ ที่ซุกซนจะทำให้ทรัพย์สินที่เธอคิดว่าราคาแพงแตกหักเสียหาย

แล้วเธอก็ได้รับข่าวสะเทือนใจว่าชีวิตมรรตัยของเธออยู่ในอันตรายและเธอเหลือเวลาจำกัดมาก เธอกล่าวว่าทันทีที่ได้ยินการวินิจฉัยของแพทย์ เธอรู้ทันทีว่าเธออยากใช้เวลาที่เหลือกับครอบครัว เพื่อนๆ และกับพระกิตติคุณอันเป็นศูนย์รวมของชีวิตเธอ เพราะสิ่งเหล่านี้มีค่าที่สุดต่อเธอ

ช่วงเวลาชัดเจนเช่นนั้นมาถึงเราทุกคนไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง แม้สภาวการณ์อาจไม่ตื่นเต้นเร้าใจเสมอไปก็ตาม เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งใดสำคัญแท้จริงในชีวิตและเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร

พระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า

“อย่า (สะสม) ทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลกที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้

“แต่จง (สะสม) ทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้

“เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย”1

ในเวลาที่เราครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งที่สุดหรือเดือดร้อนที่สุด จิตวิญญาณของคนเราขึ้นถึงสวรรค์เพื่อขอคำตอบของคำถามสำคัญที่สุดของชีวิต นั่นคือ เรามาจากไหน เราอยู่ที่นี่ทำไม เราไปที่ไหนหลังจากชีวิตนี้

คำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในตำราวิชาการ หรือหาได้ทางอินเทอร์เน็ต คำถามเหล่านี้อยู่เหนือความเป็นมรรตัย และเกี่ยวข้องกับนิรันดร

เรามาจากไหน มนุษย์ทุกคนถ้าไม่พูดก็มักคิดถึงคำถามนี้

อัครสาวกเปาโลบอกชาวกรุงเอเธนส์บนเนินเขามาร์ว่า “เราเป็นเชื้อสายของพระเจ้า”2 เพราะเรารู้ว่าร่างกายของเราเป็นเชื้อสายของบิดามารดามรรตัย เราจึงต้องค้นหาความหมายในคำกล่าวของเปาโล พระเจ้าทรงประกาศว่า “วิญญาณกับร่างกายเป็นจิตวิญญาณของมนุษย์”3 เพราะฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นเชื้อสายของพระผู้เป็นเจ้า ผู้เขียนฮีบรูเรียกพระองค์ว่า “พระบิดาแห่งวิญญาณจิต”4 วิญญาณของมนุษย์ทุกคนเป็น “บุตรและธิดาที่ถือกำเนิด”5 จากพระองค์

เราสังเกตว่ากวีหลายคนได้รับการดลใจให้เขียนข่าวสารปลุกใจและบันทึกความคิดอันเลิศล้ำไว้ให้เราพินิจไตร่ตรองเรื่องนี้ วิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธประพันธ์ความจริงดังนี้

กำเนิดเราเป็นความหลับใหลลืมเลือน
จิตวิญญาณเราเสมือนดวงดารา
ดำรงอยู่เนิ่นนานนา
แลมาจากแดนไกล
เราหาได้ลืมทั้งหมดไม่
แลมิใช่ตัวเปล่าเปลือย
หากเกิดพร้อมความเป็นพระเจ้า
จากพระผู้เป็นเจ้า จากบ้านมา
สวรรค์นั้นหนาอยู่ใกล้ทารกทาริกา!6

บิดามารดาไตร่ตรองความรับผิดชอบในการสอน สร้างแรงใจ และให้การนำทาง แนวทาง และแบบอย่าง ขณะบิดามารดาไตร่ตรอง เด็กๆ---โดยเฉพาะเยาวชน---ถามคำถามแบบเจาะลึกว่า “เราอยู่ที่นี่ทำไม” โดยมักพูดกับตนเองและถอดความได้ว่า ฉัน อยู่ที่นี่ทำไม”

เราควรสำนึกคุณเพียงใดที่พระผู้สร้างทรงสร้างแผ่นดินโลกและวางเราไว้ที่นี่โดยมีม่านทำให้เราหลงลืมการดำรงอยู่ก่อนเราเกิดเพื่อเราจะประสบเวลาของการทดสอบ มีโอกาสพิสูจน์ตนเองเพื่อเราจะมีคุณสมบัติคู่ควรกับทุกสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเตรียมไว้ให้เราได้รับ

เห็นชัดว่าจุดประสงค์เบื้องต้นประการหนึ่งของการดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกคือรับร่างกายเป็นเนื้อหนังและกระดูก เราได้รับของประทานแห่งสิทธิ์เสรีเช่นกัน เรามีสิทธิ์เลือกด้วยตนเองมากมายหลายพันวิธี ที่นี่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ยากลำบาก เราเล็งเห็นระหว่างความดีกับความชั่ว เราแบ่งแยกความขมกับความหวาน เราค้นพบว่ามีผลติดมากับการกระทำของเรา

โดยเชื่อฟังพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า เราย่อมคู่ควรได้รับ “พระนิเวศ” ที่พระเยซูตรัสเมื่อทรงประกาศว่า “ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก … เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย … เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย”7

ถึงแม้เราจะมาสู่ความเป็นมรรตัย “พร้อมความเป็นพระเจ้า” แต่ชีวิตดำเนินไปไม่หยุดยั้ง วัยหนุ่มสาวตามหลังวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่เกิดขึ้นช้าๆ จนไม่ทันสังเกต จากประสบการณ์ เราเรียนรู้ว่าเราต้องเอื้อมขึ้นสู่สวรรค์เพื่อขอความช่วยเหลือขณะที่เราเดินไปตามเส้นทางแห่งชีวิต

พระผู้เป็นเจ้า พระบิดา และพระเยซูคริสต์ พระเจ้า ทรงทำเครื่องหมายเส้นทางสู่ความดีพร้อมไว้แล้ว พระองค์ทรงเรียกเราให้ดำเนินตามความจริงนิรันดร์และดีพร้อมเฉกเช่นพระองค์ทรงดีพร้อม8

อัครสาวกเปาโลเปรียบชีวิตกับการแข่งขัน เขาเตือนชาวฮีบรูว่า “ขอให้เราละทิ้ง … บาปที่เกาะแน่น ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายามตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา”9

ขอให้เราอย่ามองข้ามคำแนะนำที่หลักแหลมจากปัญญาจารย์ “คนเร็วไม่ชนะในการวิ่งแข่งเสมอไป หรือฝ่ายมีกำลังไม่ชนะสงครามเสมอไป”10 รางวัลเป็นของคนที่อดทนจนกว่าชีวิตจะหาไม่

เมื่อข้าพเจ้าใคร่ครวญการแข่งขันในชีวิต ข้าพเจ้านึกถึงการแข่งขันอีกแบบหนึ่ง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ข้าพเจ้ากับเพื่อนจะใช้มีดพับแกะไม้เนื้ออ่อนของต้นวิลโลว์เป็นเรือของเล่นลำเล็กๆ แต่ละลำมีใบเรือสำลีเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ละคนจะปล่อยเรือของตนลงไปในน้ำเชี่ยวกรากของแม่น้ำโพรโวของยูทาห์ เราจะวิ่งไปตามตลิ่งและดูเรือเล็กจิ๋วที่บางครั้งก็ผลุบๆ โผล่ๆ ในน้ำเชี่ยวและบางทีก็ลอยนิ่งไปตามน้ำที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างการแข่งครั้งหนึ่ง เราสังเกตเห็นเรือลำหนึ่งนำหน้าเรือลำอื่นมุ่งสู่เส้นชัยที่กำหนด แต่จู่ๆ กระแสน้ำก็พัดเรือลำนั้นเข้าไปใกล้น้ำวน จนเรือเอียงและล่ม มันหมุนอยู่ในน้ำวนหลายรอบ ไม่สามารถกลับออกมาสู่กระแสด้านนอกได้ ในที่สุดก็มาถึงจุดจบที่ไม่ดีนักท่ามกลางซากสิ่งของที่ลอยฟ่องอยู่บนผิวน้ำ ยึดไว้แน่นด้วยมอสสีเขียว

เรือของเล่นวัยเด็กไม่มีกระดูกงูเรือ ไม่มีหางเสือนำทาง และไม่มีแหล่งพลังงาน จุดหมายของเรือคือไปตามกระแส---เส้นทางที่มีแรงต้านน้อยสุด

เราไม่เหมือนเรือของเล่น เรามีคุณลักษณะสวรรค์ชี้นำการเดินทางของเรา เราเข้าสู่ความเป็นมรรตัยไม่ใช่เพื่อลอยไปตามกระแสชีวิต แต่ใช้พลังคิด หาเหตุผล และทำให้สำเร็จ

พระบิดาบนสวรรค์ไม่ทรงปล่อยเราไว้ในการเดินทางนิรันดร์โดยไม่เตรียมหนทางให้เราได้รับการนำทางจากพระองค์เพื่อให้เรากลับอย่างปลอดภัย ข้าพเจ้าพูดถึงการสวดอ้อนวอน พูดถึงสุรเสียงกระซิบแผ่วเบานั้นด้วย และข้าพเจ้าไม่ได้มองข้ามพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบรรจุพระวจนะของพระเจ้าและถ้อยคำของศาสดาพยากรณ์---เตรียมไว้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จจนเข้าเส้นชัย

บางช่วงในพันธกิจมรรตัยของเรา ดูเหมือนจะมีก้าวเดินที่โงนเงน รอยยิ้มเฝื่อนๆ ความเจ็บปวดของความเจ็บป่วย---แม้กระทั่งฤดูร้อนที่โรยรา ฤดูใบไม้ร่วงที่ใกล้เข้ามา ฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก และประสบการณ์ที่เราเรียกว่าความตาย

คนช่างคิดทุกคนล้วนเคยถามคำถามที่โยบสมัยก่อนถอดความไว้ได้ดีที่สุดว่า “ถ้ามนุษย์ตายแล้ว เขาจะมีชีวิตอีกหรือ”11 เราอาจพยายามไม่คิดถึงคำถามนี้ แต่คำถามมักกลับมาเสมอ ความตายมาถึงมวลมนุษย์ เกิดขึ้นกับคนสูงอายุขณะพวกเขาเดินอย่างอ่อนแรง คนที่เพิ่งมาถึงกึ่งกลางการเดินทางของชีวิตได้ยินความตายเรียกหา และบางครั้งทำให้เสียงหัวเราะของเด็กเล็กเงียบงันไป

แต่การดำรงอยู่หลังความตายเป็นเช่นไร ความตายคือจุดจบของทั้งหมดหรือ ในหนังสือ God and My Neighbor (พระผู้เป็นเจ้ากับเพื่อนบ้านของฉัน) ของโรเบิร์ต แบลชฟอร์ด เขาโจมตีความเชื่อที่ชาวคริสต์ยอมรับเช่น พระผู้เป็นเจ้า พระคริสต์ การสวดอ้อนวอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอมตะ เขายืนยันหนักแน่นว่าความตายเป็นจุดสิ้นสุดการดำรงอยู่ของเราและไม่มีใครพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้ จากนั้นเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น กำแพงแห่งความแคลงใจของเขาพังลงทันที เหลือแต่ตัวตนของเขา ไร้สิ่งคุ้มกัน เขาค่อยๆ เริ่มหาทางกลับมาสู่ศรัทธาที่เขาเคยเยาะเย้ยและทิ้งไป อะไรทำให้ทัศนะของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งเช่นนี้ ภรรยาของเขาเสียชีวิต เขาเข้าไปในห้องที่วางร่างมรรตัยของเธอด้วยหัวใจแหลกสลาย เขามองดูใบหน้าคนที่เขารักยิ่งอีกครั้ง เขาพูดกับเพื่อนขณะเดินออกมาว่า “นั่นคือเธอ แต่ไม่ใช่เธอ ทุกอย่างเปลี่ยนไป บางอย่างที่เคยอยู่ตรงนั้นถูกเอาไปแล้ว เธอไม่เหมือนเดิม อะไรจะจากไปได้เล่าถ้าไม่ใช่จิตวิญญาณ”

ต่อมาเขาเขียนว่า “ความตายไม่ได้เป็นอย่างที่บางคนจินตนาการไว้ แค่เหมือนกับเข้าไปอีกห้องหนึ่ง ในห้องนั้นเราจะพบ … ชายหญิงที่รักและเด็กน่ารักที่เราเคยรักและเคยสูญเสีย”12

พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย เรารู้ว่าความตายไม่ใช่จุดจบ ศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตตลอดทุกยุคสมัยสอนความจริงนี้ และพบอยู่ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของเราเช่นกัน ในพระคัมภีร์มอรมอนเราอ่านถ้อยคำเฉพาะเจาะจงและให้การปลอบโยนดังนี้

“บัดนี้, เกี่ยวกับสภาพของจิตวิญญาณระหว่างการตายกับการฟื้นคืนชีวิต---ดูเถิด, เทพทำให้เป็นที่รู้แก่พ่อ, ว่าวิญญาณมนุษย์ทุกคนนั้น, ทันทีที่ออกจากร่างอันเป็นมรรตัยนี้, แท้จริงแล้ว, วิญญาณมนุษย์ทุกคน, ไม่ว่าพวกเขาดีหรือชั่ว, พระองค์ย่อมทรงนำกลับบ้านไปสู่พระผู้เป็นเจ้าองค์นั้นผู้ประทานชีวิตให้พวกเขา.

“และเมื่อนั้นเหตุการณ์จะบังเกิดขึ้นคือ, พระองค์ทรงรับวิญญาณคนชอบธรรมเข้าในสภาพแห่งความสุข, ซึ่งเรียกว่าเมืองบรมสุขเกษม, สภาพของการพักผ่อน, สภาพของความสงบสุข, ซึ่งที่นั่นพวกเขาจะพักผ่อนจากความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวงของพวกเขาและจากความกังวลทั้งปวง, และโทมนัส”13

หลังจากพระผู้ช่วยให้รอดทรงถูกตรึงกางเขนและพระวรกายของพระองค์ถูกวางไว้ในอุโมงค์สามวัน วิญญาณเข้ามาอีกครั้ง ศิลาถูกกลิ้งออกไป และพระผู้ไถ่ที่ฟื้นคืนพระชนม์ทรงพระดำเนินออกไป ห่อหุ้มด้วยพระวรกายอมตะเป็นเนื้อหนังและกระดูก

คำตอบสำหรับคำถามของโยบ “ถ้ามนุษย์ตายแล้ว เขาจะมีชีวิตอีกหรือ” มาถึงเมื่อมารีย์กับคนอื่นๆ ไปที่อุโมงค์และเห็นสองคนในเครื่องนุ่งห่มแพรวพราวกล่าวแก่พวกเธอว่า “พวกท่านแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไมเล่า พระองค์ไม่อยู่ที่นี่ แต่ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว”14

เนื่องด้วยชัยชนะของพระคริสต์เหนือหลุมศพ เราทุกคนจะฟื้นคืนชีวิต นี่คือการไถ่จิตวิญญาณ เปาโลเขียนว่า “ร่างกายสำหรับสวรรค์ก็มี และร่างกายสำหรับโลกก็มี แต่ว่าศักดิ์ศรีของร่างกายสำหรับสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง และศักดิ์ศรีของร่างกายสำหรับโลกก็อย่างหนึ่ง”15

รัศมีภาพซีเลสเชียลนั่นเองที่เราแสวงหา เราปรารถนาจะอยู่ในที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า เราต้องการเป็นสมาชิกในครอบครัวนิรันดร์ พรเช่นนั้นได้มาจากความพยายามชั่วชีวิต การแสวงหา การกลับใจ และความสำเร็จในที่สุด

เรามาจากไหน เราอยู่ที่นี่ทำไม เราไปไหนหลังจากชีวิตนี้ คำถามครอบจักรวาลเหล่านี้ไม่ไร้คำตอบอีกต่อไป

พระบิดาบนสวรรค์ทรงปลาบปลื้มในคนที่รักษาพระบัญญัติ พระองค์ทรงห่วงใยเด็กที่หลงทาง วัยรุ่นที่ชักช้า เยาวชนที่ดื้อรั้น พ่อแม่ที่บกพร่องต่อหน้าที่ พระอาจารย์ตรัสอย่างอ่อนโยนต่อคนเหล่านี้ และต่อทั้งปวงว่า “กลับมา ขึ้นมา เข้ามา กลับบ้าน มาหาเรา”

อีกหนึ่งสัปดาห์ เราจะฉลองอีสเตอร์ เราจะหวนคิดถึงพระชนม์ชีพของพระผู้ช่วยให้รอด การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนชีวิตของพระองค์ ในฐานะพยานพิเศษของพระองค์ ข้าพเจ้าเป็นพยานต่อท่านว่าพระองค์ทรงพระชนม์และทรงรอการกลับไปอย่างผู้ชนะของเรา การกลับไปเช่นนี้จะเป็นของเรา ข้าพเจ้าน้อมสวดอ้อนวอนในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์—แม้พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดและพระผู้ไถ่ของเรา เอเมน

Quellenangaben anzeigen

  1.  

    1.  มัทธิว 6:19–21

  2.  

    2.  กิจการ 17:29

  3.  

    3.  หลักคำสอนและพันธสัญญา 88:15

  4.  

    4.  ฮีบรู 12:9

  5.  

    5.  หลักคำสอนและพันธสัญญา 76:24

  6.  

    6. วิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธ Ode: Intimations of Immortality from Recollections of Early Childhood (1884), 23–24

  7.  

    7.  ยอห์น 14:2–3

  8.  

    8. ดู มัทธิว 5:48; 3 นีไฟ 12:48

  9.  

    9.  ฮีบรู 12:1

  10.  

    10.  ปัญญาจารย์ 9:11

  11.  

    11. 11 โยบ 14:14

  12.  

    12. See Robert Blatchford, More Things in Heaven and Earth: Adventures in Quest of a Soul (1925), 11.

  13.  

    13.  แอลมา 40:11–12

  14.  

    14.  ลูกา 24:5–6

  15.  

    15.  1 โครินธ์ 15:40