การช่วยเหลือเพื่อให้เติบโตอย่างแท้จริง

โดย อธิการริชาร์ด ซี. เอชลีย์

ที่ปรึกษที่หนึ่งในฝ่ายอธิการควบคุมที่เพิ่งได้รับการปลด


การช่วยเหลือจิตวิญญาณให้รอดคืองานที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงเรียกเราทั้งหมดให้กระทำ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีการเน้นย้ำในเรื่อง “การเติบโตอย่างแท้จริง” มากขึ้นในศาสนจักร โดยการติดตามผู้ที่จะยอมรับและรักษาพันธสัญญาและศาสนพิธีแห่งความรอดและดำเนินชีวิตด้วยการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้งในใจดังที่แอลมาอธิบาย (ดูแอลมา 5:14) วิธีที่มีความหมายและสำคัญวิธีหนึ่งในการทำให้เกิดการเติบโตอย่างแท้จริงในศาสนจักรคือการไปหาและนำผู้ที่ได้รับบัพติศมาแต่กำลังวนเวียนอยู่ในสภาวะเแข็งขันน้อย โดยปราศจากผลของพรและศาสนพิธีแห่งความรอดกลับมา โดยมิต้องคำนึงถึงการเรียกของเราแต่ละคน—ผู้สอนประจำบ้านหรือผู้เยี่ยมสอน ครูโรงเรียนวันอาทิตย์ อธิการ บิดา มารดาหรือเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่—ทุกคนสามารถเข้าร่วมในการช่วยเหลือนี้ในวิธีที่จะเกิดผล อย่างไรก็ตาม โดยการนำทุกคน—ครอบครัวของเรา ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ผู้แข็งขันน้อย คนบาป—กับพระคริสต์แล้วการรับศาสนพิธีแห่งความรอดคือการเรียกแห่งสวรรค์ที่เราทุกคนมีส่วนแบ่งปัน

เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังรับใช้ในฝ่ายประธานเสตค เราได้รับโทรศัพท์จากอธิการผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง เขาอธิบายว่าวอร์ดของเขากำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจนเขาไม่สามารถจัดหาการเรียกให้สมาชิกที่มีค่าควรได้ครบถ้วน คำร้องขอของเขาคือให้เราแยกวอร์ด ขณะกำลังรอคอยการอนุมัติ ในฐานะฝ่ายประธานเสตค เราตัดสินใจว่าเราจะไปเยี่ยมและเรียกพี่น้องชายหญิงทั้งหมดที่มีค่าควรเหล่านี้เป็นผู้สอนศาสนาสเตค

คนที่สามที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมคือสมาชิกสตรีวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเรียนในมหาวิทยาลัยในท้องที่ หลังจากพูดคุยกันครู่หนึ่งข้าพเจ้ามอบการเรียกกับเธอเพื่อรับใช้เป็นผู้สอนศาสนา เกิดความเงียบชั่วขณะหนึ่ง เธอกล่าวว่า “ประธาน คุณไม่รู้หรือว่าดิฉันไม่แข็งขันในศาสนจักร”

หลังจากที่ข้าพเจ้าเงียบไปครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าก็กล่าวว่า “ไม่ครับ ผมไม่ทราบว่าคุณไม่แข็งขัน”

เธอตอบว่า “ดิฉันไม่แข็งขันในศาสนจักรมาหลายปีแล้ว” ครั้นแล้วเธอกล่าวว่า “คุณไม่รู้หรือว่าเมื่อคุณไม่แข็งขัน ก็ไม่ง่ายนักที่จะกลับมา”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่ครับ วอร์ดของคุณเริ่มเก้าโมงเช้า คุณเข้ามาในโบสถ์และคุณก็มาอยู่กับเรา”

เธอตอบว่า “ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะ เรามีความกังวลมากมาย เรากังวลว่าจะมีใครต้อนรับเราไหม หรือเราต้องนั่งคนเดียวโดยไม่มีใครสนใจระหว่างการประชุม และกังวลว่าเราจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่และใครจะมาเป็นเพื่อนใหม่ของเรา”

โดยที่น้ำตาไหลอาบแก้มของเธอ เธอกล่าวต่อไปว่า “ดิฉันรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่สวดอ้อนวอนเป็นปีๆ เพื่อนำดิฉันกลับคืนสู่ศาสนจักร” หลังจากเงียบไปอีกสักครู่เธอพูดว่า “ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาดิฉันสวดอ้อนวอนขอความกล้า พลัง และหนทางที่จะกลับคืนสู่ความแข็งขัน” จากนั้น เธอถามว่า “ประธานค่ะ คุณคิดว่าการเรียกนี้คือคำตอบสำหรับคำสวดอ้อนวอนของดิฉันหรือไม่”

ดวงตาของข้าพเจ้าเริ่มมีน้ำตาเมื่อตอบเธอว่า “ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงตอบคำสวดอ้อนวอนของคุณ”

เธอไม่เพียงยอมรับการเรียก เธอเป็นผู้สอนศาสนาที่ดี และข้าพเจ้าแน่ใจว่าเธอไม่เพียงนำความปีติใหญ่หลวงมาสู่ตัวเองแต่มาสู่บิดามารดาและบางทีสมาชิกคนอื่นในครอบครัวด้วย

มีหลายสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียนรู้หรือทำให้นึกถึงการสัมภาษณ์นี้และการสัมภาษณ์ที่คล้ายคลึงกัน

  • ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าสมาชิกที่แข็งขันน้อยหลายๆ คนมีผู้ที่รักพวกเขาคุกเข่าทุกวันเพื่อทูลขอต่อพระเจ้าสำหรับความช่วยเหลือผู้ที่พวกเขารัก

  • ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสบายใจสำหรับสมาชิกที่แข็งขันน้อยจะเดินกลับเข้ามาในศาสนจักร พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาต้องการการสนับสนุน พวกเขาต้องการความเป็นเพื่อน

  • ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าเรามีสมาชิกที่แข็งขันน้อยซึ่งพยายามและเต็มใจหาหนทางกลับคืนสู่ความเข้มแข็ง

  • ข้าพเจ้ารู้ว่าสมาชิกที่แข็งขันน้อยหลายคนจะดำรงการเรียกถ้าได้รับการถามหา

  • ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าสมาชิกที่แข็งขันน้อยสมควรได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันและมองในฐานะเป็นบุตรและธิดาของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเปี่ยมด้วยความรัก

ตลอดหลายปีที่ผ่านไปข้าพเจ้าสงสัยว่าการสัมภาษณ์ครั้งนั้นจะเป็นอย่างไรหากข้าพเจ้าพูดกับเธอในฐานะเป็นสมาชิกที่แข็งขันน้อย ข้าพเจ้ามอบให้ท่านเป็นผู้ตัดสิน

การทำให้กลับแข็งขันอีกครั้งเป็นส่วนสำคัญของงานของพระเจ้าเสมอ ในขณะที่การช่วยเหลือเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกทุกคน ผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนและเมลคีเซเดคมีความรับผิดชอบที่จะนำผู้อื่นในงานนี้ อย่างไรก็ตาม นั่นคือการรับใช้ของฐานะปุโรหิต ซึ่งคือ---การนำผู้คนมาสู่พันธสัญญาอันสูงส่ง การนำซึ่งสันติสุข ความสุข และคุณค่าในตนเอง

ในพระคัมภีร์มอรมอน ท่านคงจำได้ว่าเมื่อแอลมาผู้บุตรพบว่าชาวโซรัมละทิ้งศาสนจักร เขาจัดเตรียมทีมฟื้นฟูความเข้มแข็งเพื่อช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ ขณะเมื่อพวกเขาเข้าสู่งานมอบหมายนี้ แอลมาทูลขอพระเจ้าด้วยถ้อยคำเหล่านี้

“ข้าแต่พระเจ้า, ขอพระองค์ประทานให้พวกข้าพระองค์เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีความสำเร็จในการนำพวกเขามาหาพระองค์ในพระคริสต์ อีก.

“ดูเถิด, ข้าแต่พระเจ้า, จิตวิญญาณพวกเขามีค่า, และพวกเขาหลายคนเป็นพี่น้องของพวกข้าพระองค์; ฉะนั้น โปรดประทานพลังความสามารถและปัญญา, ให้พวกข้าพระองค์, ข้าแต่พระเจ้า, เพื่อพวกข้าพระองค์จะนำคนเหล่านี้, พี่น้องของพวกข้าพระองค์, มาหาพระองค์อีก.” (แอลมา 31:34–35; เน้นตัวเอน)

ไม่กี่เดือนหลังจากการประชุมกับผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสใหม่และสมาชิกแข็งขันน้อย ผู้กลับมาแข็งขันคนหนึ่งเป็นสุภาพบุรุษที่มีอายุใกล้เคียงข้าพเจ้าเข้ามาหาและกล่าวว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่แข็งขันน้อยเกือบตลอดชีวิต ผมละทิ้งศาสนจักรในช่วงต้นของชีวิต แต่ขณะนี้ผมกลับมาแล้วและทำงานในพระวิหารกับภรรยา”

เพื่อให้เขารู้ว่าทุกสิ่งเป็นปกติแล้ว นี่คือคำตอบของข้าพเจ้า “ทุกอย่างดีตราบที่จบลงดี”

เขาตอบว่า “ทุกสิ่งยังไม่ดี ผมกลับสู่ศาสนจักรแต่ ผมสูญเสียลูกๆ และหลานๆ และขณะนี้ผมเห็นการสูญเสียเหลนด้วย—ออกจากศาสนจักรทั้งหมด ทุกอย่างไม่ดีเลย”

ในครอบครัวของเรา มีบรรพบุรุษคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมกับศาสนจักรในยุโรปในยุคแรกของศาสนจักร บุตรชายคนหนึ่งของเขาไม่เข้มแข็ง ซิสเตอร์เอชลีย์และข้าพเจ้าได้พยายามสืบหาผู้สืบเชื้อสายที่ไม่เข้มแข็งของบรรพบุรษผู้นี้

เป็นการง่ายสำหรับภรรยาและข้าพเจ้าที่จะสรุปว่าในระหว่างช่วงเวลาของคนหกรุ่นและภายใต้สมมุติฐานที่มีเหตุผล จะมีการสูญเสียสมาชิกครอบครัวไปถึง 3,000 คน ตอนนี้เมื่อคาดเดาเพิ่มขึ้นอีกสองรุ่น โดยเชิงทฤษฎีอาจมีการสูญเสียลูกๆ ของพระบิดาบนสวรรค์ถึง 20,000 ถึง 30,000 คน

ความรับผิดชอบของการช่วยเหลืออิงอยู่หนึ่งในหลักคำสอนพื้นฐานสำคัญที่สุดของศาสนจักร

"จำไว้ว่าค่าของจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า;

เพราะ, ดูเถิด พระเจ้าพระผู้ไถ่ของเจ้าทรงทนรับความตายในเนื้อหนัง; ดังนั้นพระองค์ทรงทนรับความเจ็บปวดของ คนทั้งปวงเพื่อ คนทั้งปวงจะได้กลับใจและมาหาพระองค์ …

“และหากเป็นไปว่าเจ้าจะทำงานตลอดวันเวลาของเจ้าในการป่าวร้องการกลับใจแก่คนพวกนี้, และนำ, แม้จิตวิญญาณเดียวมาหาเรา, ปีติของเจ้าพร้อมกับเขาจะใหญ่หลวงเพียงใดในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา!” (คพ. 18:10–11,15; เน้นตัวเอน)

ข้าพเจ้ามีสิทธิพิเศษของการช่วยเหลือสมาชิกที่แข็งขันน้อยในช่วงเวลาในชีวิตข้าพเจ้า เวลานี้เมื่อข้าพเจ้านำใครคนหนึ่งกลับสู่ความแข็งขันในศาสนจักร ข้าพเจ้าไม่ได้นึกเห็นภาพจิตวิญญาณดวงเดียว ข้าพเจ้าเห็นหก เจ็ดรุ่นหรือมากกว่านั้น--- จิตวิญญาณนับพันและทำให้ข้าพเจ้านึกถึงข้อพระคัมภีร์ “นำ, แม้จิตวิญญาณเดียวมาหาเรา, ปีติของเจ้า…จะใหญ่หลวงเพียงใด” (คพ. 18:15)

พระเจ้าตรัสกับอัครสาวกของพระองค์ ว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่” (มัทธิว 9:37)

ในช่วงต้นของคำพูดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอ้างถึงการสวดอ้อนวอนของแอลมาขณะที่เขาและเพื่อนๆ ช่วยเหลือชาวโซรัม ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหรัฐประมาณ 500 นายและผู้สนับสนุนคนในท้องที่ตกเป็นนักโทษในค่ายเชลยแห่งหนึ่ง เนื่องจากการทนทุกข์และความกังวลถึงความปลอดภัยของพวกเขา กองกำลังทหารอาสาสมัครของสหรัฐประมาณ 100 นายได้รับการคัดเลือกเพื่อช่วยเหลือนักโทษเหล่านี้ หลังจากที่เหล่าอาสาสมัครมารวมกลุ่มกัน ผู้บัญชาการออกคำสั่งกับพวกเขาในทำนองนี้ “เย็นวันนี้พวกท่านจะพบกับผู้นำทางศาสนาของท่าน จงคุกเข่าลงและปฏิญาณตนต่อพระผู้เป็นเจ้าของท่านว่า ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจแม้ช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านจะไม่ยอมปล่อยให้ผู้คนเหล่านี้ต้องทนทุกข์อีกแม้เพียงอึดใจเดียว” (See Hampton Sides, Ghost Soldiers: The Forgotten Epic Story of World War II’s Most Dramatic Mission [2001], 28–29.) การช่วยเหลือที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือให้พ้นจากการทนทุกข์ทางกายและทางโลก เราควรหาญกล้าน้อยลงหรือในการช่วยเหลือผู้ที่ต้องรับผลทางวิญญาณและผลนิรันดร์ เราควรอุทิศตนน้อยลงกว่านี้หรือเพื่อพระเจ้า

สุดท้ายนี้ การอุทิศตนของเราในฐานะสมาชิกของศาสนจักรที่แท้จริงของพระคริสต์งอกงามจากความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงทนทุกข์เพื่อเราทุกคน---ผู้ไม่ได้เป็นสมาชิก สมาชิกที่แข็งขันน้อย แม้คนบาปและสมาชิกครอบครัวของเราเองทุกคน ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราสามารถนำคนหลายพันคนไปสู่ปีติ สันติสุข และความหวานชื่นของพระกิตติคุณ และคนนับแสนนับล้านคน แม้ในอนุชนรุ่นต่อไปของพวกเขา ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราสามารถทำสำเร็จได้เพราะนี่คือศาสนจักรของพระเจ้า และโดยอาศัยฐานะปุโรหิตและสมาชิกภาพของเรา เราได้รับการเรียกในการทำให้สำเร็จ ข้าพเจ้าให้คำพยานนั้นแก่ท่านในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน