มาเถิด ท่านบุตรพระเจ้า

โดย ประธานโธมัส เอส. มอนสัน


ขอให้เราทุกคน ค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างพากเพียร วางแผนชีวิตอย่างมีจุดประสงค์สอนความจริงพร้อมแสดงประจักษ์พยาน และรับใช้พระเจ้าด้วยความรัก

ดูเหมือนว่าศูนย์การประชุมใหญ่อันโอ่อ่าสง่างามแห่งนี้จะพูดกับเราด้วยน้ำเสียงเชิญชวนปีละสองครั้งว่า “มาเถิด ท่านบุตรพระเจ้า ผู้เอาฐานะปุโรหิต”1 มีวิญญาณที่มีลักษณะพิเศษยิ่งสถิตอยู่ทุกหนแห่งในการประชุมฐานะปุโรหิตสามัญของศาสนจักร

คืนนี้มีผู้คนของเราหลายหมื่นคนกำลังรับใช้พระเจ้าในฐานะผู้สอนศาสนาของพระองค์อยู่ทั่วโลก ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในข่าวสารเมื่อเช้านี้ ปัจจุบันเรามีผู้สอนศาสนากว่า 65,000 คนอยู่ในสนามเผยแผ่ ในขณะที่อีกหลายพันคนกำลังรอเข้าศูนย์ฝึกอบรมผู้สอนศาสนาหรือผู้ที่ใบสมัครของพวกเขากำลังได้รับการพิจารณา เรารักและยกย่องผู้ที่เต็มใจและขวนขวายที่จะรับใช้

ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีคำบัญชาใดที่แถลงได้ตรงประเด็นกว่า ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบใดผูกมัดยิ่งไปกว่า ไม่มีคำสอนใดสอนได้ตรงเกินกว่า พระบัญชาที่พระเจ้าผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ประทานให้ขณะทรงปรากฏพระองค์ในกาลิลีต่อสานุศิษย์สิบเอ็ดคน พระองค์ตรัสว่า:

“เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์

“และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค”2

พระบัญชาจากสวรรค์ข้อนี้ รวมกับสัญญาอันรุ่งโรจน์ จะเป็นคำเตือนใจเราในยุคนี้เช่นที่เคยเป็นมาในความเรืองโรจน์แห่งเวลา งานเผยแผ่ศาสนาเป็นคุณลักษณะเฉพาะของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ดังที่เคยเป็นมาและจะเป็นตลอดไป ดังที่ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธประกาศว่า “จากทั้งหมดที่กล่าวมา หน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดคือสั่งสอนพระกิตติคุณ”3

ภายในสองปี ผู้สอนศาสนาเต็มเวลาทุกคนที่กำลังรับใช้อยู่ในทัพหลวงของพระผู้เป็นเจ้าจะสิ้นสุดภารกิจของพวกเขาและจะกลับบ้าน กลับไปหาผู้ที่พวกเขารัก สำหรับเอ็ลเดอร์ เราจะพบกองหนุนของพวกเขาได้ในคืนนี้จากผู้ดำรงตำแหน่งฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนของศาสนจักร เยาวชนชาย ท่านพร้อมจะตอบสนองหรือไม่ ท่านเต็มใจทำงานหรือไม่ ท่านพร้อมรับใช้หรือไม่

เพื่อให้ดีที่สุด ผู้ทำงานเผยแผ่ศาสนาต้องปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมาก งานนี้เรียกร้องการทำงานที่ใช้เวลายาวนานและการอุทิศตนที่ยิ่งใหญ่ การเสียสละโดยไม่คำนึงถึงตนเองและการสวดอ้อนวอนอย่างจริงใจยิ่ง ผลก็คือการรับใช้งานเผยแผ่ศาสนาอย่างอุทิศตนส่งผลสะท้อนกลับเป็นการแบ่งปันปีติสุขนิรันดร์ ซึ่งขยายออกไปทั่วโลกมนุษย์และขยายเข้าไปสู่นิรันดร

เรื่องท้าทายของเราคือการเป็นผู้รับใช้ที่สร้างประโยชน์ได้มากขึ้นในสวนองุ่นของพระเจ้า เรื่องนี้ใช้ได้กับเราทุกคน ไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด และไม่เพียงกับผู้ที่กำลังเตรียมตัวรับใช้เป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลาเท่านั้น เพราะเราแต่ละคนต่างก็ได้รับประกาศิตให้แบ่งปันพระกิตติคุณของพระคริสต์

ข้าพเจ้าขอแนะนำสูตรสำเร็จที่จะทำให้แน่ใจในความสำเร็จของเรา ข้อแรก ค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างพากเพียร ข้อสอง วางแผนชีวิตอย่างมีจุดประสงค์ (และข้าพเจ้าอาจเพิ่มว่า วางแผนชีวิตไม่ว่าคุณจะอายุเท่าใด) ข้อสาม สอนความจริงพร้อมแสดงประจักษ์พยาน และข้อสี่ รับใช้พระเจ้าด้วยความรัก

เรามาพิจารณาสูตรสำเร็จทั้งสี่ข้อนี้กันทีละข้อ

ข้อแรก ค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างพากเพียร

พระคัมภีร์เป็นพยานถึงพระผู้เป็นเจ้าและมีถ้อยคำเกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์ พระคัมภีร์เป็นรากฐานของข่าวสารของเรา

สิ่งที่หลักสูตรของศาสนจักรมุ่งเน้นคือพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ โปรแกรมและการร่วมมือกันโดยผ่านการประสานงาน นอกจากนี้เราได้รับการกระตุ้นเตือนให้ศึกษาพระคัมภีร์ทุกวันทั้งด้วยตนเองและกับครอบครัว

ขอให้ข้าพเจ้านำข้ออ้างอิงสักหนึ่งข้อที่ประยุกต์ใช้กับชีวิตของเราได้ทันที ในพระคัมภีร์มอรมอน บทที่ 17 ของแอลมา เราอ่านเรื่องราวของความปีติสุขของแอลมาเมื่อท่านได้เห็นบรรดาบุตรของโมไซยาห์อีกครั้งและสังเกตเห็นความมั่นคงในอุดมการณ์แห่งความจริงของพวกเขา บันทึกบอกเราว่า “พวกท่านมั่นคงขึ้นในความรู้เรื่องความจริง; และพวกท่านเป็นคนมีพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้องและพวกท่านค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างขยันหมั่นเพียร, เพื่อพวกท่านจะรู้พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า.

“แต่นี่ยังไม่หมด; พวกท่านยอมตนในการสวดอ้อนวอน, และการอดอาหารอย่างมาก; ฉะนั้นพวกท่านจึงมีวิญญาณแห่งการพยากรณ์, และวิญญาณแห่งการเปิดเผย, และเมื่อพวกท่านสอน, พวกท่านก็สอนด้วยพลังอำนาจและสิทธิอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า.”4

พี่น้องทุกท่าน ค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างพากเพียร

ข้อสองในสูตรสำเร็จของเรา: วางแผนชีวิตอย่างมีจุดประสงค์

บางทีอาจไม่มีเยาวชนรุ่นใดที่เผชิญกับการตัดสินใจกับเรื่องที่อยู่ไกลเช่นเยาวชนในยุคนี้ การจัดหาต้องทำไว้เพื่อ การศึกษา งานเผยแผ่และการแต่งงาน สำหรับบางคนต้องรวมการเกณฑ์ทหารเข้าไปด้วย

การเตรียมพร้อมสำหรับงานเผยแผ่ต้องเริ่มแต่เนิ่นๆ นอกจากการเตรียมพร้อมทางวิญญาณ บิดามารดาที่ฉลาดจะจัดเตรียมเงินสำหรับลูกที่เป็นชายหนุ่มโดยจะเริ่มต้นสำหรับเงินทุนงานเผยแผ่ส่วนตัว เขาอาจได้รับการกระตุ้นเตือนที่ดีขณะแต่ละปีผ่านไปให้ศึกษาภาษาต่างประเทศ เพื่อที่ว่า เมื่อถึงคราวจำเป็น ทักษะด้านภาษาของเขาอาจใช้ประโยชน์ได้ ในที่สุดวันอันน่ายินดีก็มาถึงเมื่ออธิการและประธานสเตคเชิญชายหนุ่มให้มาพบ ความมีค่าควรได้รับการตรวจสอบ ใบเสนอชื่อผู้สอนศาสนากรอกเรียบร้อย

โดยไม่เว้นแต่ละวันทั้งครอบครัวก็จะเฝ้ามองและเฝ้าคอยอย่างมุ่งหวังว่าจะมีบุรุษไปรษณีย์นำส่งจดหมายซึ่งมีที่อยู่ส่งกลับว่า 47 East South Temple, Salt Lake City, Utah จดหมายมาถึง ความอยากรู้อยากเห็นท่วมท้น จากนั้นก็อ่านจดหมายเรียก บ่อยครั้งสนามเผยแผ่ที่ได้รับมอบหมายอยู่ไกลจากบ้านมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถานที่นั้นจะอยู่ที่ใด คำตอบของผู้สอนศาสนาที่พร้อมและเชื่อฟังจะเหมือนกันคือ: “ผมจะรับใช้”

การเตรียมพร้อมออกเดินทางเริ่มขึ้น ชายหนุ่มทั้งหลาย ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะซาบซึ้งในการเสียสละที่บิดามารดาของท่านตั้งอกตั้งใจทำเพื่อให้ท่านมีโอกาสรับใช้ ความพากเพียรของพวกท่านจะสนับสนุนท่าน ศรัทธาของพวกท่านจะหนุนใจท่าน การสวดอ้อนวอนของพวกท่านจะค้ำจุนท่าน งานเผยแผ่เป็นเรื่องของครอบครัว แม้กายจะแยกจากกันด้วยแผ่นดินผืนน้ำกางกั้น แต่ใจยังรวมเป็นหนึ่งเดียว

พี่น้องทั้งหลาย ขณะท่านวางแผนชีวิตอย่างมีจุดประสงค์ จงจำไว้ว่าโอกาสที่จะทำงานเผยแผ่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเรียกอย่างเป็นทางการเท่านั้น สำหรับท่านที่รับราชการทหาร เวลาเช่นนั้นสามารถและควรเป็นเวลาที่ทำประโยชน์ได้อย่างดี แต่ละปีชายหนุ่มในเครื่องแบบของเรานำจิตวิญญาณมากมายเข้าสู่อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าจากการให้เกียรติฐานะปุโรหิตของพวกเขา จากการดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า และจากการสอนพระคำอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแก่ผู้อื่น

อย่ามองข้ามสิทธิพิเศษที่จะเป็นผู้สอนศาสนาขณะท่านอยู่ในการศึกษาตามปกติของท่าน จะมีผู้สำรวจ ประเมิน และบ่อยครั้งทำตามแบบอย่างของท่านในฐานะวิสุทธิชนยุคสุดท้าย

พี่น้องทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะอายุเท่าใด อยู่ในสถานการณ์แบบใด ข้าพเจ้าเตือนท่านให้ วางแผนชีวิตอย่างมีจุดประสงค์

คราวนี้ก็มาถึงข้อสามในสูตรสำเร็จของเรา: สอนความจริงพร้อมแสดงประจักษ์พยาน

จงเชื่อฟังคำแนะนำของอัครสาวกเปโตรผู้กระตุ้นเตือนว่า “จงเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะอธิบายกับทุกคนที่ขอทราบเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของพวกท่าน”5 จงเปล่งเสียงของท่านเป็นพยานถึงธรรมชาติที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้าสามพระองค์ จงประกาศการเป็นพยานของท่านเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอน จงถ่ายทอดความจริงอันรุ่งโรจน์และสวยงามในแผนแห่งความรอด

ขณะรับใช้เป็นประธานคณะเผยแผ่ในแคนาดาเมื่อ 50 กว่าปีมาแล้ว มีผู้สอนศาสนาหนุ่มคนหนึ่งมาจากชนบทเล็กๆ เขาตื่นเต้นกับขนาดของเมืองโทรอนโต เขาเป็นคนตัวเตี้ยแต่สูงส่งในประจักษ์พยาน ไม่นานหลังจากเขามาถึงพร้อมกับคู่ของเขา เขาเคาะประตูบ้านเอ็ลเมอร์ พอลลาร์ด ในออชาวา ออนแทรีโอ แคนาดา ด้วยรู้สึกเห็นใจที่ชายหนุ่มทั้งสองต้องเดินจากบ้านหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่งท่ามกลางพายุหิมะที่บดบังทัศนียภาพ คุณพอลลาร์ดจึงเชิญผู้สอนศาสนาทั้งสองเข้าบ้าน ทั้งสองนำเสนอข่าวสารของตน เขาไม่ได้สัมผัสถึงพระวิญญาณ และเมื่อถึงเวลาเขาขอให้ทั้งสองกลับไปแล้วอย่ากลับมาอีก คำพูดสุดท้ายที่เขาพูดกับเอ็ลเดอร์ทั้งสองขณะเดินออกจากเฉลียงหน้าบ้าน เป็นคำพูดปรามาสว่า “คุณบอกผมไม่ได้หรอกว่าคุณเชื่อจริงๆ ว่าโจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า!”

ประตูปิด เอ็ลเดอร์ทั้งสองเดินมาตามทาง เด็กบ้านนอกของเราพูดกับคู่ของเขาว่า “เอ็ลเดอร์ เรายังไม่ได้ตอบคุณพอลลาร์ดเลยนะ เขาว่าเราไม่ได้เชื่อว่าโจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์ที่แท้จริง เรากลับไปแสดงประจักษ์พยานกับเขาเถอะ” ตอนแรกผู้สอนศาสนาที่มีประสบการณ์มากกว่าลังเล แต่ในที่สุดก็ยอมไปกับคู่ของเขา ทั้งสองกลัวจับใจเมื่อเข้าใกล้ประตูบ้านที่เพิ่งถูกไล่ออกมา พวกเขาเคาะประตู เผชิญหน้ากับคุณพอลลาร์ด ทนอึดอัดใจอยู่พักหนึ่ง แล้วด้วยพลังอำนาจจากพระวิญญาณ ผู้สอนศาสนาผู้ด้อยประสบการณ์พูดว่า “คุณพอลลาร์ด คุณว่าเราไม่เชื่อจริงๆ ว่าโจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ผมเป็นพยานต่อคุณว่าโจเซฟ เป็น ศาสดาพยากรณ์ ท่านแปลพระคัมภีร์มอรมอน จริง ท่านเห็นพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาและพระเยซูพระบุตร ผมรู้เรื่องนี้

ช่วงเวลาหนึ่งต่อมา คุณพอลลาร์ด ซึ่งเดี๋ยวนี้คือบราเดอร์พอลลาร์ดยืนในการประชุมฐานะปุโรหิตประกาศว่า “คืนนั้นผมนอนไม่หลับ ได้ยินถ้อยคำก้องในหูซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ‘โจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ผมรู้เรื่องนี้’ วันต่อมาผมโทรศัพท์ขอให้ผู้สอนศาสนากลับมา ข่าวสารและประจักษ์พยานของพวกเขาผนึกกำลังกันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมและชีวิตของครอบครัวผม” พี่น้องทั้งหลาย สอนความจริงพร้อมแสดงประจักษ์พยาน

ข้อสุดท้ายในสูตรสำเร็จของเราคือ รับใช้พระเจ้าด้วยความรัก ไม่มีสิ่งใดทดแทนความรักได้ ผู้สอนศาสนาที่ประสบความสำเร็จรักคู่ของเขา รักผู้นำในคณะเผยแผ่ของเขา และบรรดาบุคคลอันล้ำค่าที่พวกเขาสอน ในภาคที่สี่ของหลักคำสอนและพันธสัญญาพระเจ้าทรงกำหนดข้อกำหนดด้านคุณภาพสำหรับผู้ทำงานแห่งการปฏิบัติศาสนกิจ เราจะพิจารณาดูสักสองสามข้อ

“โอ้เจ้าที่เริ่มในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า, จงดูว่าเจ้ารับใช้พระองค์ด้วยสุดใจ, พลัง, ความนึกคิด และพละกำลังของเจ้า, เพื่อเจ้าจะยืนอย่างปราศจากข้อตำหนิต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าในวันสุดท้าย. . . .

“และศรัทธา, ความหวัง, จิตกุศล, และความรัก, โดยดวงตาที่เห็นแก่รัศมีภาพของพระผู้เป็นเจ้าอย่างเดียว, ย่อมทำให้เขาสมกับงาน

จงนึกถึงศรัทธา, คุณธรรม, ความรู้, ความยับยั้งตน, ความอดทน, ความกรุณาฉันพี่น้อง, ความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้า, จิตกุศล, ความนอบน้อม, ความขยันหมั่นเพียร”6

ขอให้พวกท่านแต่ละคนที่ได้ยินเสียงของข้าพเจ้าถามตนเองด้วยคำถามที่ว่า “วันนี้ผมเพิ่มพูนในศรัทธา ในคุณธรรม ในความรู้ ในความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้า ในความรักหรือยัง”

โดยผ่านการอุทิศตนอย่างทุ่มเทที่ประเทศของตนเองหรือต่างประเทศ บรรดาจิตวิญญาณที่ท่านช่วยมาสู่ความรอดอาจเป็นบรรดาผู้ที่ท่านรักมากที่สุด

หลายปีก่อนเพื่อนรักของข้าพเจ้า เครก ซัดเบอรีย์และคุณแม่ของเขา เพริ์ล มาที่สำนักงานของข้าพเจ้าก่อนการออกเดินทางไปคณะเผยแผ่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย เป็นที่สังเกตว่าเฟรด ซัดเบอรีย์ คุณพ่อของเครกไม่มา ยี่สิบห้าปีก่อนคุณแม่ของเครกแต่งงานกับเฟรดซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในความรักของเธอที่มีต่อศาสนจักรและจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นสมาชิก

เครกบอกข้าพเจ้าเป็นส่วนตัวถึงความรักอันลึกล้ำและไม่มีวันจางที่มีให้แก่คุณพ่อคุณแม่ของเขาและความหวังของเขาที่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือทางใดทางหนึ่งพระวิญญาณจะเข้าถึงจิตใจคุณพ่อและเปิดใจท่านให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอการดลใจเกี่ยวกับวิธีที่ความปรารถนานั้นจะกลายเป็นจริง การดลใจเกิดขึ้น และข้าพเจ้าบอกเครกว่า “จงรับใช้พระเจ้าด้วยสุดใจ จงเชื่อฟังการเรียกอันศักดิ์สิทธิ์ของคุณ แต่ละสัปดาห์จงเขียนจดหมายถึงคุณพ่อคุณแม่ เขียนถึงคุณพ่อโดยตรงตามโอกาส และบอกให้ท่านรู้ว่าคุณรักท่านเพียงใด และบอกท่านว่าทำไมคุณจึงสำนึกคุณที่ได้เป็นลูกชายท่าน” เขาขอบคุณข้าพเจ้าและออกจากสำนักงานไปพร้อมคุณแม่ของเขา

ข้าพเจ้าไม่ได้พบคุณแม่ของเครกประมาณ 18 เดือนก่อนที่เธอจะมาที่สำนักงานและบอกข้าพเจ้าด้วยคำพูดทั้งน้ำตาว่า “เครกจากไปทำงานเผยแผ่ของเขาเกือบสองปี เขาเขียนจดหมายถึงเราทุกสัปดาห์ไม่เคยขาด เมื่อเร็วๆ นี้เฟรดสามีดิฉันยืนขึ้นเป็นครั้งแรกในการประชุมแสดงประจักษ์พยานและทำให้ดิฉันประหลาดใจและทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นช็อกด้วยการประกาศว่าเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นสมาชิกศาสนจักร เขาบอกว่าเขาและดิฉันจะไปออสเตรเลียเพื่อพบกับเครกขณะจบงานเผยแผ่ของเขาเพื่อเฟรดจะเป็นคนที่เครกให้บัพติศมาเป็นคนสุดท้ายในฐานะผู้สอนศาสนาเต็มเวลา”

ไม่มีผู้สอนศาสนาคนไหนจะรู้สึกสูงสง่าเท่าเครก ซัดเบอรีย์ ขณะอยู่ที่ออสเตรเลียอันไกลโพ้น ช่วยคุณพ่อของเขาให้ลงไปในน้ำที่ลึกเสมอเอวแล้วยกแขนขวาตั้งฉากแล้วกล่าวถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งว่า: “เฟรดเดอริก ชาร์ลส์ ซัดเบอรีย์โดยได้รับมอบหมายจากพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าให้บัพติศมาท่านในพระนามของพระบิดา และของพระบุตร และของพระวิญญาณบริสุทธิ์”

ความรักได้ชัยชนะแล้ว รับใช้พระเจ้าด้วยความรัก

พี่น้องทั้งหลาย ขอให้เราทุกคนค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างพากเพียร วางแผนชีวิตอย่างมีจุดประสงค์สอนความจริงพร้อมแสดงประจักษ์พยานและรับใช้พระเจ้าด้วยความรัก

พระเมษบาลแห่งจิตวิญญาณเรา ผู้ดีพร้อม ผู้สอนศาสนาผู้ไถ่มนุษยชาติ ประทานพระคำยืนยันแห่งสวรรค์ของพระองค์แก่เราว่า:

“หากเป็นไปว่าเจ้าจะทำงานตลอดวันเวลาของเจ้าในการป่าวร้องการกลับใจแก่คนพวกนี้, และนำ, แม้จิตวิญญาณเดียวมาหาเรา, ปีติของเจ้าพร้อมกับเขาจะใหญ่หลวงเพียงใดในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา!

“และบัดนี้, หากปีติของเจ้าจะใหญ่หลวงด้วยจิตวิญญาณเดียวที่เจ้านำมาหาเราในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา, ปีติของเจ้าจะใหญ่หลวงสักเพียงใดหากเจ้าจะนำจิตวิญญาณมากมายมาหาเรา!”7

เพื่อพระองค์ผู้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ ข้าพเจ้าประกาศการเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า: พระองค์เป็นพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ไถ่ของเราและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนว่าให้เราตอบสนองเสมอต่อพระดำรัสเชิญอันสุภาพของพระองค์ที่ว่า “จงตามเรามาเถิด”8 ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์—แม้ พระนามของพระเจ้าพระเยซูคริสต์—เอเมน

Mostrar las referencias

  1.  

    1. “มาเถิด ท่านบุตรพระเจ้า” เพลงสวด, บทเพลงที่ 159.

  2.  

    2. มัทธิว 28:19–20.

  3.  

    3. คำสอนของประธานศาสนจักร: โจเซฟ สมิธ (2007), 356.

  4.  

    4. แอลมา 17:2–3.

  5.  

    5. 1 เปโตร 3:15.

  6.  

    6. หลักคำสอนและพันธสัญญา 4:2, 5–6.

  7.  

    7. หลักคำสอนและพันธสัญญา 18:15–16.

  8.  

    8. ยอห์น 21:22.