“เราจะไม่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้า”

โดย ประธานโธมัส เอส. มอนสัน


พระบิดาบนสวรรค์ของเรา …ทรงทราบว่าเราเรียนรู้ เติบโต และเข้มแข็งขึ้นเมื่อเราเผชิญและเอาตัวรอดจากการทดลองที่เราต้องผ่าน

ในบันทึกส่วนตัวคืนนี้ ข้าพเจ้าจะเขียนว่า “นี่เป็นการประชุมภาคหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าเคยเข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญ ทุกอย่างดำเนินไปในลักษณะที่ดีเยี่ยมและสร้างเสริมจิตวิญญาณมากที่สุด”

พี่น้องทั้งหลาย หกเดือนที่แล้วเมื่อเราพบกันในการประชุมใหญ่สามัญ ภรรยาที่รักของข้าพเจ้า ฟรานเซส นอนอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะบาดเจ็บจากการหกล้มอย่างรุนแรงเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ในเดือนพฤษภาคม หลังจากต่อสู้เพื่อเอาชนะอาการบาดเจ็บอย่างกล้าหาญ เธอก็ล่วงลับไปสู่นิรันดร การสูญเสียเธอเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างสุดซึ้ง ข้าพเจ้ากับเธอแต่งงานกันในพระวิหารซอลท์เลคเมื่อวันที่  7 ตุลาคม ปี 1948 พรุ่งนี้จะเป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ 65 ของเรา เธอเป็นสุดที่รัก เป็นคู่ใจ และเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของข้าพเจ้า การพูดว่าข้าพเจ้าคิดถึงเธอไม่สามารถสื่อความรู้สึกส่วนลึกของข้าพเจ้าเลยแม้แต่น้อย

การประชุมใหญ่สามัญครั้งนี้เป็นปีที่ 50 นับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้รับเรียกเข้าสู่โควรัมอัครสาวกสิบสองโดยประธานเดวิด โอ. แมคเคย์ ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ข้าพเจ้าได้รับแต่การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากคู่ชีวิตที่แสนดีของข้าพเจ้า เธอเสียสละเหลือคณานับเพื่อให้ข้าพเจ้ามีสัมฤทธิผลในการเรียก ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินถ้อยคำบ่นว่าจากเธอเมื่อข้าพเจ้าต้องใช้เวลาหลายวันและบางครั้งหลายสัปดาห์อยู่ห่างไกลจากเธอและลูกๆ เธอเป็นนางฟ้าอย่างแท้จริง

ข้าพเจ้าพร้อมครอบครัวปรารถนาจะแสดงความขอบคุณ สำหรับความรักที่หลั่งไหลมาสู่เราอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ฟรานเซสจากไป การ์ดและจดหมายหลายร้อยฉบับส่งมาจากทั่วโลกเพื่อแสดงความชื่นชมเธอและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเรา เราได้รับช่อดอกไม้สวยงามหลายสิบช่อ เราขอบคุณสำหรับเงินบริจาคจำนวนมากที่บริจาคในนามของเธอให้แก่กองทุนผู้สอนศาสนาทั่วไปของศาสนจักร ในนามของผู้ที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลัง ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับความกรุณาและการแสดงออกอย่างจริงใจของท่าน

สิ่งที่ปลอบโยนข้าพเจ้ามากที่สุดในช่วงเวลาอ่อนไหวของการจากไปครั้งนี้คือประจักษ์พยานในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และความรู้ที่ว่าฟรานเซสที่รักของข้าพเจ้ายังดำรงอยู่ต่อไป ข้าพเจ้าทราบว่าการแยกจากกันของเราเป็นเพียงชั่วคราว เราผนึกกันในพระนิเวศน์ของพระผู้เป็นเจ้าโดยผู้มีสิทธิอำนาจที่จะผูกไว้บนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ ข้าพเจ้าทราบว่าวันหนึ่งเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกและจะไม่มีวันพรากจากกันตลอดไป นี่คือความรู้ที่ช่วยค้ำจุนข้าพเจ้า

พี่น้องทั้งหลาย เราอาจสันนิษฐานได้อย่างปลอดภัยว่าไม่มีใครที่มีชีวิตอยู่โดยปราศจากความทุกข์และความโศกเศร้าเสียทีเดียว ทั้งไม่เคยมีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ไม่ต้องพบกับความโกลาหลและความเศร้าหมอง

เมื่อวิถีชีวิตผกผันอย่างโหดร้าย เราถูกล่อลวงให้ถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” บางครั้งดูเหมือนไม่มีแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ ไม่มีรุ่งอรุณมาดับความมืดยามราตรี เรารู้สึกถูกห้อมล้อมด้วยความเศร้าซึมจากฝันสลายและสูญสิ้นจากความหวังที่อันตรธานไป เราร่วมวิงวอนกับถ้อยคำจากพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ไม่มียารักษาในกิเลอาดหรือ?”1 เรารู้สึกถูกทอดทิ้ง ชอกช้ำ เดียวดาย เรามีแนวโน้มที่จะมองความอาภัพส่วนตัวผ่านปริซึมบิดเบี้ยวของการมองโลกในแง่ร้าย เรากลายเป็นคนใจร้อนต้องการทางออกเพื่อแก้ปัญหา โดยหลงลืมไปว่าบ่อยครั้งเราต้องมีคุณธรรมแห่งสวรรค์ในเรื่องของความอดทน

ความยากลำบากที่เกิดขึ้นให้บททดสอบความสามารถของเราในการอดทน คำถามสำคัญที่เราแต่ละคนยังต้องตอบคือ ฉันควรยอมแพ้ หรือฉันควรไปให้ถึงจุดหมาย บางคนยอมแพ้เมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถเอาชนะการท้าทายได้ การไปให้ถึงจุดหมายต้องใช้ความอดทนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เมื่อเราไตร่ตรองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน เราจะพูดได้เช่นเดียวกับโยบในสมัยโบราณว่า “มนุษย์เกิดมาเพื่อความยากลำบาก”2 โยบเป็นชายที่ “ดีพร้อมและเที่ยงธรรม” ผู้ “ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย”3 ด้วยความเคร่งครัดในศาสนา รุ่งเรืองในทรัพย์สมบัติอันมั่งคั่ง โยบต้องเผชิญกับบททดสอบที่อาจทำลายทุกคนได้ ขณะสูญสิ้นทรัพย์สมบัติในครอบครอง ถูกมิตรสหายเหยียดหยาม เจ็บปวดจากความทุกข์ทรมาน ใจแหลกสลายจากการสูญเสียครอบครัว เขาถูกยั่วยุให้ “แช่งพระเจ้าและตายเสีย”4 เขาต้านทานการล่อลวงนี้และประกาศจากส่วนลึกสุดของจิตวิญญาณอันสูงส่งว่า

“ดูเถิด เดี๋ยวนี้พยานของข้าก็ประทับในฟ้าสวรรค์”5

“แต่ข้าเองทราบว่า พระผู้ไถ่ของข้าทรงพระชนม์อยู่”6

โยบรักษาศรัทธา เราจะทำเช่นเดียวกันหรือไม่หากเราเผชิญการท้าทายเหล่านั้นด้วยตนเอง

เมื่อใดก็ตามที่เรามีแนวโน้มจะรู้สึกเหนื่อยใจจากพายุของชีวิต ขอให้เราระลึกว่าคนอื่นเคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว อดทนมาแล้ว และเอาชนะมาแล้ว

ประวัติศาสนจักรในสมัยการประทานความสมบูรณ์แห่งเวลานี้ เต็มไปด้วยประสบการณ์ของผู้ที่ต่อสู้ดิ้นรนแต่ยังคงแน่วแน่และชื่นชมยินดี เหตุใดน่ะหรือ เพราะพวกเขาทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางในชีวิต นี่คือสิ่งที่จะฉุดดึงเราผ่านสิ่งใดก็ตามที่ขวางทางเรา เราจะยังคงประสบสิ่งท้าทายที่ยาก แต่เราจะสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น ปะทะกับปัญหา และออกมาพร้อมชัยชนะ

จากเตียงแห่งความเจ็บปวด จากหมอนชื้นด้วยน้ำตา เราถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ด้วยคำรับรองอันศักดิ์สิทธิ์และสัญญาอันล้ำค่าที่ว่า “เราจะไม่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้า”7 คำปลอบโยนเช่นนั้นหาค่ามิได้

ขณะข้าพเจ้าเดินทางไกลไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการเรียกให้เกิดสัมฤทธิผล ข้าพเจ้าได้รู้ถึงหลายสิ่งหลายอย่าง—รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าความเศร้าเสียใจและความทุกข์เกิดขึ้นกับทุกคน ข้าพเจ้าไม่อาจตั้งต้นประเมินความปวดร้าวและโทมนัสทั้งหมดที่เคยเห็นมาขณะเยี่ยมเยียนผู้ที่กำลังรับมือกับความโศกเศร้า ประสบความเจ็บป่วย ต่อสู้กับบุตรธิดาที่ดื้อรั้น หรือทนทุกข์จากผลของบาป รายการอาจยาวไปได้เรื่อยๆ เพราะมีปัญหามากมายนับไม่ถ้วนที่อาจเกิดขึ้นกับเรา การจะเลือกมาสักหนึ่งตัวอย่างนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อใดก็ตามที่นึกถึงการท้าทาย ข้าพเจ้านึกถึงบราเดอร์เบรมส์ ครูโรงเรียนวันอาทิตย์คนหนึ่งสมัยข้าพเจ้ายังเด็ก เขาเป็นสมาชิกที่ซื่อสัตย์ของศาสนจักร ชายที่มีหัวใจทองคำ เขากับเซดีภรรยามีบุตรแปดคน หลายคนอายุไล่เลี่ยกับลูกๆ ในครอบครัวเรา

หลังจากฟรานเซสกับข้าพเจ้าแต่งงานกันและย้ายออกจากวอร์ดนั้น เราได้เจอบราเดอร์และซิสเตอร์เบรมส์กับสมาชิกครอบครัวเมื่อมีงานแต่งงาน งานศพ และงานคืนสู่เหย้าของวอร์ด

ในปี 1968 บราเดอร์เบรมส์สูญเสียเซดี ภรรยาของเขา ลูกสองคนในจำนวนแปดคนเสียชีวิตในเวลาต่อมาเช่นกัน

วันหนึ่งเมื่อเกือบ 13 ปีที่แล้ว หลานสาวคนโตของบราเดอร์เบรมส์โทรศัพท์มาหาข้าพเจ้า เธออธิบายว่าคุณปู่ของเธอครบรอบวันเกิดปีที่ 105 แล้ว และกล่าวว่า “ท่านอยู่ในศูนย์ดูแลเล็กๆ แห่งหนึ่งแต่พบหน้าทุกคนในครอบครัวทุกวันอาทิตย์เพื่อสอนบทเรียนพระกิตติคุณ” เธอกล่าวต่อว่า “วันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณปู่บอกกับเราว่า ‘หลานรัก ปู่กำลังจะตายในสัปดาห์นี้ ช่วยโทรศัพท์หาทอมมี มอนสันให้หน่อย เขาจะรู้ว่าต้องทำอะไร”

ข้าพเจ้าไปเยี่ยมบราเดอร์เบรมส์เย็นวันถัดมา ข้าพเจ้าไม่ได้เจอเขามาระยะหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าพูดกับเขาไม่ได้ เพราะเขาสูญเสียการได้ยิน ข้าพเจ้าเขียนข้อความให้เขาอ่านไม่ได้ เพราะเขาสูญเสียการมองเห็น มีคนบอกว่าครอบครัวสื่อสารกับเขาโดยวิธีจับนิ้วมือข้างขวาของเขาเขียนชื่อผู้มาเยี่ยมลงบนฝ่ามือข้างซ้าย ข่าวสารทุกอย่างต้องสื่อสารด้วยวิธีเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าทำตามขั้นตอนโดยจับนิ้วของเขาสะกดคำว่า “ท-อ-ม-มี ม-อ-น-สั-น” ชื่อที่เขารู้จักข้าพเจ้ามาโดยตลอด บราเดอร์เบรมส์เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นและจับมือข้าพเจ้าวางบนศีรษะของเขา ข้าพเจ้ารู้ว่าเขาปรารถนาจะได้รับพรฐานะปุโรหิต คนขับรถที่พาข้าพเจ้ามาที่ศูนย์ดูแลวางมือบนศีรษะของบราเดอร์เบรมส์ร่วมกับข้าพเจ้าและให้พรตามความปรารถนานั้น แล้วน้ำตาก็ไหลจากดวงตาที่มองไม่เห็นคู่นั้น เขาคว้ามือเรามาจับไว้ด้วยความขอบคุณ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินพรที่เราให้ แต่พระวิญญาณแรงกล้า และข้าพเจ้าเชื่อว่าเขาได้รับการดลใจให้ทราบว่าเราได้ให้พรที่เขาต้องการ ชายแสนดีผู้นี้มองไม่เห็นอีกแล้ว ไม่ได้ยินอีกแล้ว เขาถูกจำกัดทั้งวันคืนให้อยู่ในห้องแคบๆ ที่ศูนย์ดูแล กระนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าและคำพูดของเขาก็สัมผัสใจข้าพเจ้า “ขอบคุณ” เขากล่าว “พระบิดาบนสวรรค์ของผมทรงดีต่อผมมาก”

ภายในหนึ่งสัปดาห์บราเดอร์เบรมส์จากไปดังที่ทำนายไว้ เขาไม่เคยจมอยู่กับสิ่งที่ขาด แต่เขาสำนึกคุณอย่างสุดซึ้งเสมอต่อพรมากมายที่ได้รับ

พระบิดาบนสวรรค์ของเรา ผู้ประทานมากมายให้เราได้สุขใจ ทรงทราบว่าเราเรียนรู้ เติบโต และเข้มแข็งขึ้นเมื่อเราเผชิญและเอาตัวรอดจากการทดลองที่เราต้องผ่าน เรารู้ว่ามีช่วงเวลาเมื่อเราต้องประสบกับโทมนัสอันปวดร้าว เมื่อเราต้องโศกเศร้าเสียใจ และเมื่อเราต้องถูกทดสอบจนถึงขีดจำกัดของเรา อย่างไรก็ตาม ความยากลำบากเช่นนั้นเปิดโอกาสให้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ปรับเปลี่ยนชีวิตเราในวิธีที่พระบิดาบนสวรรค์ของเราทรงสอน และแตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยเป็น—ดีกว่าที่เราเคยเป็น เข้าใจสิ่งต่างๆ ดีขึ้น เข้าใจความรู้สึกผู้อื่นมากขึ้น พร้อมด้วยประจักษ์พยานที่เข้มแข็งกว่าที่เราเคยมี

นี่ควรเป็นจุดประสงค์ของเรา—ใช่เพียงเพื่อเพียรพยายามและอดทนเท่านั้น แต่ยังเพื่อให้เราได้รับการขัดเกลาทางวิญญาณมากขึ้นขณะเดินหน้าฝ่าแสงตะวันและความโศกเศร้า หากมิใช่เพื่อการท้าทายที่ต้องเอาชนะและปัญหาที่ต้องแก้ เราคงไม่ต่างจากเดิมเท่าใดนัก และก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยสู่เป้าหมายชีวิตนิรันดร์ของเราหรือไม่ก้าวหน้าเลย กวีกล่าวไว้ในทำนองเดียวกันผ่านถ้อยคำต่อไปนี้

ไม้งามไม่ได้เติบโตง่าย
ลมยิ่งแรงปานใด ต้นไม้ยิ่งแกร่ง
ท้องฟ้ายิ่งกว้างใหญ่ ต้นไม้ยิ่งสูง
พายุยิ่งโหมกระหน่ำ ความแข็งแรงยิ่งเพิ่มพูน
ด้วยแสงแดดลมหนาว หยาดฝนและหิมะ
ไม้งามเติบโตในต้นไม้และมนุษย์8

พระอาจารย์เท่านั้นที่ทรงทราบถึงความสาหัสของการทดลอง ความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานของเรา พระองค์เท่านั้นที่ทรงมอบสันติสุขนิรันดร์ให้เราในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก พระองค์เท่านั้นที่ทรงสัมผัสจิตวิญญาณทุกข์ทนของเราด้วยพระดำรัสปลอบโยนที่ว่า

“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจอ่อนน้อม และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก

“ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”9

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรือเลวร้ายที่สุด พระองค์ทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงสัญญาว่าสิ่งนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

พี่น้องทั้งหลาย ขอให้เรายึดคำมั่นสัญญาต่อพระบิดาบนสวรรค์ว่าจะไม่แปรปรวนตามกาลเวลาหรือวิกฤตการณ์ในชีวิต เราไม่ควรต้องประสบกับความยากลำบากเพื่อจะได้จดจำพระองค์ และเราไม่ควรต้องถูกบีบบังคับให้อ่อนน้อมถ่อมตนก่อนที่จะถวายศรัทธาและความไว้วางใจแด่พระองค์

ขอให้เราพยายามใกล้ชิดพระบิดาบนสวรรค์ของเราอยู่เสมอ การทำเช่นนั้น เราต้องสวดอ้อนวอนและสดับฟังพระองค์ทุกวัน เราต้องพึ่งพระองค์ทุกโมงยามอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นโมงยามแห่งแสงแดดหรือสายฝน ขอคำสัญญาของพระองค์เป็นถ้อยคำเตือนใจเราว่า “เราจะไม่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้า”10

ด้วยสุดพลังแห่งจิตวิญญาณ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงพระชนม์และทรงรักเรา พระบุตรองค์เดียวที่ถือกำเนิดของพระองค์ทรงพระชนม์และสิ้นพระชนม์เพื่อเรา และพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์คือแสงจ้าที่ส่องผ่านความมืดในชีวิตเรา ขอจงเป็นเช่นนั้นตลอดไป ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน

Show References

  1.  

    1. เยเรมีย์ 8:22.

  2.  

    2. โยบ 5:7.

  3.  

    3. โยบ 1:1.

  4.  

    4. โยบ 2:9.

  5.  

    5. โยบ 16:19.

  6.  

    6. โยบ 19:25.

  7.  

    7. โยชูวา 1:5.

  8.  

    8. ดักลาส มัลล็อค, “Good Timber,” ใน สเตอลิงก์ ดับเบิลยู. ซิลล์, Making the Most of Yourself (1971), 23.

  9.  

    9. มัทธิว 11:28–30.

  10.  

    10. โยชูวา 1:5.