จงเงยหน้า

แห่งสาวกเจ็ดสิบ


วันนี้คือเวลาที่ต้องมองหาแหล่งความจริงและมั่นใจว่าประจักษ์พยานของเราเข้มแข็ง

เมื่อข้าพเจ้าอายุแปดขวบ ครัวเรือนของเราส่งข้าพเจ้ากับญาติสองคนไปยังเมืองใกล้เคียง เพื่อรับของชำที่จะใช้ในอีก 15 วันข้างหน้า เมื่อมองย้อนกลับไป ข้าพเจ้าประหลาดใจที่คุณยาย คุณป้าและคุณลุงต่างมั่นใจพวกเรามาก ท้องฟ้ายามเช้าสว่างสดใสขณะที่เราออกเดินทางในกองคาราวานเล็กๆ ด้วยม้าสามตัว

ขณะอยู่กลางทุ่ง เราเกิดความคิดยอดเยี่ยมว่าเราควรจะหยุดพักและเล่นลูกแก้วกัน เราเล่นกัน—เป็นเวลานาน เรามัวแต่หมกมุ่นในเกมจนไม่ได้สังเกตเห็น “เครื่องหมายบอกเวลา” เหนือศีรษะเมื่อเมฆครึ้มปกคลุมทั่วท้องฟ้า กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะย้ายม้าของเรา ฝนตกหนักมาก และลูกเห็บปะทะใบหน้าจนเราคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรเว้นแต่ต้องปลดอานม้าและดึงผ้ารองอานม้ามาคลุมตัวไว้

เราเดินทางต่อไปโดยไม่มีม้า ทั้งเปียกและหนาว แต่เราก็พยายามเคลื่อนไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เมื่อเรามาถึงที่หมาย เราเห็นน้ำท่วมถนนกว้างที่เข้าสู่เมืองเหมือนกับมีแม่น้ำขวางอยู่ตรงหน้าเรา ตอนนี้เรามีทางเลือกอยู่ทางเดียวคือวางผ้าคลุมของเราและปีนข้ามรั้วลวดหนามที่กั้นอยู่รอบเมือง คืนนั้นดึกมากแล้ว เราเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและเปียกโชก เรามองหาที่พักพิงในบ้านหลังแรกที่เราเห็นเมื่อเข้ามาในเมือง ครอบครัวหนุ่มสาวที่แสนดีมาช่วยดูแลเราให้แห้งสบายตัว เลี้ยงเราด้วยเบอริโต้ถั่วแสนอร่อย แล้วให้เราไปนอนรวมกันในห้อง ไม่นานเราก็พบว่าห้องนั้นมีพื้นเป็นดินราบ เราเลยเกิดความคิดยอดเยี่ยมอีกครั้ง เราเขียนวงกลมบนพื้นและเริ่มเล่นเกมลูกแก้วต่อจนเราล้มตัวหลับอยู่ตรงนั้นนั่นเอง

ในวัยเด็กเรามักจะนึกถึงแต่ตัวเรา เราไม่เคยนึกถึงคนที่เรารักซึ่งกำลังตามหาเราอย่างสิ้นหวังให้เรากลับบ้าน—ถ้าเราคิดได้ เราจะไม่ชะลอการเดินทางและเล่นเกมที่ไร้ประโยชน์นั้น ถ้าเราฉลาดกว่านี้ เราจะแหงนมองฟ้า สังเกตกลุ่มเมฆที่ก่อตัว และเร่งเดินทางก่อนที่พายุจะมา ตอนนี้ข้าพเจ้ามีประสบการณ์มากขึ้นเล็กน้อย ข้าพเจ้าเตือนตนเองเสมอว่า “อย่าลืมเงยหน้า”

ประสบการณ์ของข้าพเจ้ากับญาติ สอนข้าพเจ้าให้เอาใจใส่เครื่องหมายบอกเวลาของเรา เราอยู่ในพายุ วันเวลาที่อันตรายซึ่งเปาโลอธิบายไว้ว่า “เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว…ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย…ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ…รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า” (2 ทิโมธี 3:2–4)

เมื่อพูดถึงวันเวลาเหล่านี้ เอ็ลเดอร์ดัลลิน เอช. โอ๊คส์กล่าวว่า “เราต้องเตรียมพร้อมทั้งทางโลกและทางวิญญาณ…และการเตรียมที่ถูกละเลยก็คือสิ่งที่มองไม่เห็นและสิ่งที่ยาก—นั่นคือทางวิญญาณ” (“การเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง,” เลียโฮนา, พ.ค. 2004,10)

การให้ความสำคัญเร่งด่วนต่อการเตรียมพร้อมทางวิญญาณในช่วงเวลาที่อันตรายเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอให้คำเตือนเกี่ยวกับเครื่องหมายบอกเวลาที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ในงานอาชีพของข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้าอยู่แถวหน้าของเทคโนโลยี ข้าพเจ้าจึงรู้คุณค่าของสิ่งนี้ โดยเฉพาะในด้านการสื่อสาร ข้อมูลข่าวสารของมนุษย์ในปัจจุบันอยู่แค่ปลายนิ้วมือ แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกและการนำทางที่ผิด เทคโนโลยีขยายเสรีภาพในการพูดของเรา แต่ก็ให้ความน่าเชื่อถือในทางที่ผิดกับบล๊อกเกอร์ที่ไร้คุณภาพโดยวัดจากพื้นฐานจำนวนคนที่เข้าชม นี่คือสาเหตุที่เราต้องระลึกถึงหลักธรรมนิรันดร์นี้มากกว่าเดิม นั่นคือ “พวกท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของพวกเขา” (มัทธิว 7:20)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าขอเตือนว่าอย่าดูภาพสกปรกหรือใส่ใจผู้กล่าวร้ายพระคริสต์และศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ การกระทำทั้งสองอย่างส่งผลเหมือนกันคือ การสูญเสียพระวิญญาณบริสุทธิ์และความคุ้มครองจากพระองค์ สูญเสียพลังค้ำจุน ตามด้วยบาปและไม่มีความสุขเสมอ

พี่น้องที่รัก ถ้าท่านพบเห็นสิ่งที่เป็นเหตุให้ท่านสงสัยประจักษ์พยานในพระกิตติคุณของท่าน ข้าพเจ้าขอให้ท่านเงยหน้า มองหาบ่อเกิดของปัญญาและความจริงทั้งปวง บำรุงเลี้ยงศรัทธาและประจักษ์พยานของท่านด้วยพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า มีคนพวกนั้นในโลกที่พยายามบั่นทอนศรัทธาของท่านโดยผสมคำเท็จกับความจริงครึ่งหนึ่ง นี่คือสาเหตุสำคัญที่ท่านต้องคงไว้ซึ่งการมีค่าควรของพระวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ การเป็นเพื่อนกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ใช่ความสะดวกสบายน่ายินดีเท่านั้น—แต่เป็นแก่นแท้ต่อความรอดทางวิญญาณของท่าน ถ้าท่านไม่สั่งสมพระคำของพระคริสต์และฟังการกระตุ้นเตือนจากพระวิญญาณอย่างใกล้ชิด ท่านจะถูกหลอก (ดู โจเซฟ สมิธ—มัทธิว 1:37) เราต้องทำสิ่งเหล่านี้

พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งดีพร้อม และโจเซฟ สมิธผู้ยอมรับว่าท่านเองไม่ได้ดีพร้อม ทั้งสองเสียชีวิตจากน้ำมือผู้ใส่ร้ายและไม่ยอมรับประจักษ์พยาน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าประจักษ์พยานดังกล่าวเป็นความจริง—ว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าและโจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์ที่แท้จริง

“พวกท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของพวกเขา” ผลดีจะมาจากต้นเลวได้ไหม ข้าพเจ้าทราบด้วยตนเองว่าพระผู้ไถ่ทรงอภัยบาปและปลดแอกให้ข้าพเจ้า ทรงนำข้าพเจ้าสู่สภาพของความสุขซึ่งข้าพเจ้าไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริง ข้าพเจ้าทราบด้วยตนเองว่าโจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์เพราะข้าพเจ้าทำตามสัญญาในพระคัมภีร์มอรมอน “ทูลถามพระผู้เป็นเจ้า, พระบิดานิรันดร์, ในพระนามของพระคริสต์ (โมโรไน 10:4) ในถ้อยคำเรียบง่าย คือ จงเงยหน้า

บางคนอาจแนะนำว่าท่านต้องมีหลักฐานเป็นรูปธรรมจึงจะเชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์หรือความจริงของการฟื้นฟูพระกิตติคุณ สำหรับคนเหล่านั้นข้าพเจ้าขออ้างถ้อยคำที่แอลมากล่าวแก่คอริฮอร์ ผู้พยายามชักจูงคนอื่นไม่ให้เชื่อ “ท่านมีเครื่องหมายเพียงพอแล้ว; ท่านจะทดลองพระผู้เป็นเจ้าของท่านหรือ? ท่านจะกล่าวหรือว่า, จงแสดงเครื่องหมายแก่ข้าพเจ้า, ในเมื่อท่านมีประจักษ์พยานของพี่น้องทั้งหมดเหล่านี้ของท่าน, และศาสดาพยากรณ์ผู้บริสุทธิ์ทั้งหมดด้วย? พระคัมภีร์วางอยู่ต่อหน้าท่าน” (แอลมา 30:44)

ข้าพเจ้ากับท่านคือหลักฐานที่มีชีวิตของอำนาจแห่งการไถ่ของพระผู้ช่วยให้รอด เราคือหลักฐานที่มีชีวิตของการปฏิบัติศาสนกิจของศาสดาพยากรณ์โจเซฟและความซื่อสัตย์ของวิสุทธิชนในยุคต้นซึ่งยังคงเข้มแข็งในประจักษ์พยาน ปัจจุบัน ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ขยายไปทั่วโลกและเติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน—เป็นที่น้อมรับ เฉกเช่นช่วงเวลาของพระคริสต์ จากผู้คนที่อ่อนน้อมโดยไม่ต้องเห็นหรือสัมผัสจึงจะเชื่อ

ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าจะเสด็จมาอีกเมื่อใด แต่ตอนนี้เรากำลังเผชิญช่วงเวลาอันตราย วันนี้คือเวลาที่ต้องมองหาแหล่งความจริงและมั่นใจว่าประจักษ์พยานของเราเข้มแข็ง

ขอย้อนกลับไปที่เรื่องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากับญาติตื่นขึ้นในเช้าที่แสงแดดจ้าและท้องฟ้าสดใส มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูตามหาเด็กชายที่หลงหายสามคน เขาพาเราขึ้นม้าและเริ่มกลับบ้านผ่านทุ่งหญ้าเดิม ข้าพเจ้าไม่เคยลืม สิ่งที่เราเห็นระหว่างทางกลับบ้าน—จำนวนคนมากมายที่ตามหาเราตลอดทั้งคืนนั้น รถแทรกเตอร์และรถบรรทุกของพวกเขาติดอยู่ในหล่มโคลน พวกเขาเจออานม้าที่นี่และเจอม้าที่โน่น เมื่อพวกเขาเห็นเรากำลังกลับบ้าน ข้าพเจ้าสามารถสัมผัสได้ถึงความโล่งอกและความรักของพวกเขา เมื่อเข้ามาในเมือง มีหลายคนกำลังรอเราอยู่ และข้างหน้าพวกเขาคือคุณยายที่รักของข้าพเจ้ากับคุณลุงคุณป้า พวกท่านสวมกอดเราและร้องไห้ ปีติอย่างล้นเหลือเมื่อได้พบเด็กที่หลงหาย สิ่งนี้เตือนใจให้ข้าพเจ้าระลึกถึงพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงรักและห่วงใยเรา พระองค์ทรงรอเรากลับบ้านด้วยพระทัยกระวนกระวาย

ใช่แล้ว มีสัญญาณของพายุก่อตัวขึ้นรอบข้างเรา ขอให้เราเงยหน้าและเตรียมตัวให้พร้อม มีความปลอดภัยในประจักษ์พยานที่เข้มแข็ง ขอให้เรายึดมั่นและเสริมสร้างประจักษ์พยานของเราทุกวัน

ข้าพเจ้าทราบว่าเราจะอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวนิรันดร์ พระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงรักเรากำลังรอคอยบุตรธิดาของพระองค์ด้วยพระพาหุที่เอื้อมออกมา ข้าพเจ้าทราบว่าพระเยซูคริสต์ พระผู้กอบกู้ยังทรงพระชนม์อยู่ เช่นเดียวกับเปโตร มนุษย์ไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้แก่ข้าพเจ้า แต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยแก่ข้าพเจ้า (ดู มัทธิว 16:15–19) ในพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน