เราไม่มีวันเดินตามลำพัง

โดย ประธานโธมัส เอส. มอนสัน


สักวันหนึ่งเมื่อท่านยืนหลบอยู่ข้างๆ และพิจารณาช่วงเวลายุ่งยากของท่าน ท่านจะตระหนักว่าพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างท่านเสมอ

พี่น้องสตรีที่รัก พระวิญญาณที่เรารู้สึกค่ำคืนนี้สะท้อนถึงพลัง การอุทิศตน และความดีงามของท่าน พระอาจารย์ตรัสดังนี้ “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก  … ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก”1

ขณะตรึกตรองโอกาสที่จะปราศรัยกับท่าน ข้าพเจ้านึกถึงความรักที่ฟรานเซสภรรยาที่รักของข้าพเจ้ามีต่อสมาคมสงเคราะห์ ในช่วงชีวิตของเธอ เธอรับใช้มากมายหลายตำแหน่งในสมาคมสงเคราะห์ เมื่อเราทั้งคู่เพิ่งอายุ 31 ปี ข้าพเจ้าได้รับเรียกเป็นประธานคณะเผยแผ่แคนาดา ระหว่างงานมอบหมายสามปีนั้น ฟรานเซสดูแลสมาคมสงเคราะห์ทั้งหมดในพื้นที่กว้างใหญ่ ซึ่งครอบคลุมรัฐออนแทรีโอและควิเบก มิตรสนิทที่สุดของเธอบางคนเกิดขึ้นเนื่องด้วยงานมอบหมายนั้น และจากการเรียกมากมายที่เธอทำภายหลังในสมาคมสงเคราะห์วอร์ด เธอเป็นธิดาที่ซื่อสัตย์ของพระบิดาบนสวรรค์ คู่ชีวิตที่ข้าพเจ้ารักมาก และเพื่อนรักที่สุดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดถึงเธอเกินคำบรรยาย

ข้าพเจ้ารักสมาคมสงเคราะห์เช่นกัน ข้าพเจ้าเป็นพยานต่อท่านว่าองค์การนี้จัดตั้งโดยการดลใจและเป็นส่วนสำคัญยิ่งของศาสนจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เราไม่อาจคำนวณสิ่งดีงามทั้งหมดที่มาจากองค์การนี้และทุกชีวิตที่ได้รับพรเพราะองค์การดังกล่าว

สมาคมสงเคราะห์ประกอบด้วยความหลากหลายของสตรี มีหลายท่านเป็นโสด—อาจจะเรียนอยู่ อาจจะกำลังทำงาน—ทว่ากำลังหล่อหลอมชีวิตที่ดีและน่าพอใจ บางท่านเป็นคุณแม่ที่ยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูก อีกหลายท่านสูญเสียสามีเพราะการหย่าร้างหรือความตายและกำลังดิ้นรนเลี้ยงดูลูกโดยปราศจากความช่วยเหลือของสามีและบิดา บางท่านเลี้ยงดูลูกๆ จนโตแต่ก็ตระหนักว่าพวกเขายังต้องการให้ท่านช่วย หลายท่านมีบิดามารดาที่แก่ชราผู้ต้องการความรักความเอาใจใส่ซึ่งท่านเท่านั้นจะให้ได้

ไม่ว่าเราจะอยู่จุดใดในชีวิต ย่อมมีเวลาที่เราทุกคนประสบความท้าทายและเรื่องทุกข์ใจ ถึงแม้จะต่างกันไป แต่เกิดขึ้นกับทุกคน

เรื่องท้าทายมากมายที่เราพบเจอเกิดขึ้นเพราะเราอยู่ในโลกมรรตัยนี้ ซึ่งมีคนทุกรูปแบบ บางครั้งเราถามด้วยความสิ้นหวังว่า “ฉันจะให้สายตาจับจ้องอยู่กับโลกซีเลสเชียลได้อย่างไรขณะที่ฉันยังวนว่ายอยู่ในโลกทีเลสเชียลนี้”

มีเวลาที่ท่านต้องเดินบนเส้นทางเต็มไปด้วยขวากหนามและความยากลำบาก อาจมีบางเวลาที่ท่านรู้สึกโดดเดี่ยว—แม้กระทั่งถูกแยก—จากพระผู้ประทานของประทานอันดีทุกอย่าง ท่านกังวลว่าท่านเดินตามลำพัง ความกลัวแทนที่ศรัทธา

เมื่อท่านรู้สึกตัวว่าตกอยู่ในสภาวการณ์เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องท่านให้นึกถึงการสวดอ้อนวอน ข้าพเจ้าชอบคำพูดของประธานเอสรา แทฟท์ เบ็นสันเกี่ยวกับการสวดอ้อนวอน ท่านบอกว่า

“ตลอดชีวิตข้าพเจ้า คำแนะนำให้พึ่งการสวดอ้อนวอนมีค่ามากกว่าข้อเสนอแนะเกือบทั้งหมดที่ข้าพเจ้าเคย … ได้รับ การสวดอ้อนวอนเป็นส่วนสำคัญของข้าพเจ้า—เป็นสมอ เป็นบ่อเกิดอันคงที่ของพลัง และพื้นฐานความรู้ของข้าพเจ้าในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ …

“… แม้เกิดความล้มเหลว ในการสวดอ้อนวอนเราจะพบความมั่นใจใหม่ เพราะพระผู้เป็นเจ้าจะรับสั่งความสงบแก่จิตวิญญาณ ความสงบนั้น วิญญาณแห่งความเยือกเย็น เป็นพรประเสริฐสุดของชีวิต”2

อัครสาวกเปาโลเตือนว่า

“จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ

“แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์”3

สัญญานี้ประเสริฐนัก! สันติสุขคือสิ่งที่เราแสวงหา สิ่งที่เราโหยหา

เราไม่ได้ถูกวางไว้บนโลกนี้ให้เดินตามลำพัง บ่อเกิดอันน่าพิศวงของอำนาจ พลัง และการปลอบโยนมีให้เราแต่ละคน พระองค์ผู้ทรงรู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเราเอง พระองค์ผู้ทรงเห็นภาพใหญ่กว่าและทรงรู้จักจุดจบนับแต่กาลเริ่มต้นทรงรับรองกับเราว่าพระองค์จะทรงอยู่ให้ความช่วยเหลือเราที่นั่นถ้าเราเพียงแต่ทูลขอ เรามีสัญญาว่า “สวดอ้อนวอนเสมอ, และจงเชื่อ, และสิ่งทั้งปวงจะร่วมกันส่งผลเพื่อความดีของเจ้า”4

เมื่อคำสวดอ้อนวอนของเราขึ้นถึงสวรรค์ จงอย่าลืมพระดำรัสที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงสอนเรา เมื่อพระองค์ทรงเผชิญความปวดร้าวแสนสาหัสในเกทเสมนีและบนกางเขน พระองค์ทรงสวดอ้อนวอนพระบิดาว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”5 บางครั้งอาจยากสำหรับเราเช่นกันที่จะวางใจพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงทราบดีที่สุดว่าจะให้ความช่วยเหลือที่เราแสวงหาอย่างไร เมื่อใด และในรูปแบบใด

ข้าพเจ้าชื่นชมถ้อยคำของกวีท่านหนึ่ง

ฉันไม่รู้ว่าโดยวิธีใด
แต่รู้ว่าใช่คือทรงตอบคำสวดอ้อนวอน
ฉันรู้ว่าพระองค์ทรงลั่นวาจาไว้
ว่าจะฟังคำสวดอ้อนวอนทุกครั้งไป
และจะทรงตอบให้ ไม่เร็วก็ช้า
ฉันจึงสวดอ้อนวอนและคอยท่า
ไม่รู้ว่าพรที่ทูลขอไว้
จะมาในวิธีที่คิดไหม
ฉันจะสวดอ้อนวอนพระองค์แต่ผู้เดียว
ผู้ทรงฉลาดเฉลียวยิ่งกว่าใคร
ฉันมั่นใจว่าจะประทานให้ตามที่ขอ
หรือไม่ก็ส่งพรยิ่งกว่าที่ขอมาให้ฉัน6

แน่นอนว่า เราไม่เพียงสวดอ้อนวอนเฉพาะเวลาทุกข์ใจ แต่พระคัมภีร์บอกเราหลายครั้งว่า “จงสวดอ้อนวอนเสมอ”7 และสวดอ้อนวอนในใจตลอดเวลา8 คำร้องของเพลงสวดที่ชื่นชอบและคุ้นหูตั้งคำถามซึ่งจะดีมากถ้าเราถามตนเองทุกวันว่าเรา “สวดอ้อนวอนหรือเปล่า?”9

พันธมิตรผู้ช่วยเราผจญโลกที่ยุ่งยากอยู่เนืองนิตย์ควบคู่กับการสวดอ้อนวอนคือการศึกษาพระคัมภีร์ ถ้อยคำแห่งความจริงและการดลใจที่พบในงานมาตรฐานทั้งสี่เล่มเป็นสมบัติล้ำค่าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยเบื่ออ่านพระคัมภีร์ การค้นคว้าพระคัมภีร์ช่วยยกระดับทางวิญญาณข้าพเจ้าทุกครั้ง ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์แห่งความจริงและความรักนำทางชีวิตข้าพเจ้าและชี้ทางสู่ความดีพร้อมนิรันดร์

เมื่อเราอ่านและไตร่ตรองพระคัมภีร์ เราจะพบเสียงกระซิบอ่อนหวานของพระวิญญาณต่อจิตวิญญาณเรา เราจะพบคำตอบของคำถาม เราเรียนรู้เกี่ยวกับพรซึ่งมาจากการรักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า เราได้รับประจักษ์พยานแน่นอนถึงพระบิดาบนสวรรค์และพระผู้ช่วยให้รอดของเราพระเยซูคริสต์ และความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา เมื่อการศึกษาพระคัมภีร์ผนวกกับการสวดอ้อนวอน เราจะรู้แน่แก่ใจว่าพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นความจริง

ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์กล่าวว่า “ขอพระเจ้าประทานพรเราแต่ละคนให้ดื่มด่ำ [พระวจนะ] อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ และดึงพลัง สันติสุข และความรู้ ‘ที่เกินความเข้าใจ’ มาจาก [พระวจนะเหล่านั้น] (ฟป. 4:7)”10

เมื่อเราจดจำการสวดอ้อนวอนและใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ ชีวิตเราจะได้รับพรมากขึ้นโดยไม่สิ้นสุดและภาระของเราจะเบาลง

ข้าพเจ้าขอเล่าให้ท่านฟังว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงตอบคำสวดอ้อนวอนและคำวิงวอนของสตรีผู้หนึ่ง พระองค์ประทานความสงบและความมั่นใจที่เธอแสวงหาสุดชีวิตอย่างไร

ความยุ่งยากของทิฟฟานีเกิดขึ้นปีที่แล้วเมื่อมีแขกมาบ้านเธอในวันขอบคุณพระเจ้าและอีกครั้งในวันคริสต์มาส สามีเธอเรียนแพทย์และเวลานี้เรียนแพทย์เฉพาะทางปีสอง เนื่องจากเขาต้องทำงานหลายชั่วโมง เขาจึงไม่สามารถช่วยเธอได้มากเท่าที่ทั้งสองอยากให้ช่วย และด้วยเหตุนี้นอกจากจะดูแลลูกเล็กๆ สี่คนแล้ว งานส่วนใหญ่ที่ต้องทำในเทศกาลวันหยุดช่วงนี้จึงตกเป็นของทิฟฟานี เธอมีงานล้นมือ และต่อมาเธอทราบว่าคนที่เธอรักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ความเครียดและความกังวลเริ่มถาโถมใส่เธอ เธอเกิดความท้อแท้สลดหดหู่โดยไม่รู้ตัว เธอขอความช่วยเหลือจากแพทย์ แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน ความอยากอาหารหายไป น้ำหนักตัวเริ่มลด ซึ่งทำให้ร่างเล็กบางของเธอไม่แข็งแรง เธอแสวงหาความสงบผ่านพระคัมภีร์และสวดอ้อนวอนขอการปลดปล่อยจากความหดหู่ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับเธอ เมื่อดูเหมือนสันติสุขและความช่วยเหลือไม่เกิดขึ้น เธอจึงเริ่มรู้สึกว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงทอดทิ้งเธอ ครอบครัวและเพื่อนๆ สวดอ้อนวอนให้เธอและพยายามช่วยเธออย่างเต็มที่ พวกเขาทำอาหารที่เธอชื่นชอบมาให้โดยมุ่งหมายจะให้เธอมีร่างกายแข็งแรง แต่เธอรับประทานได้ไม่กี่คำและไม่สามารถรับประทานได้หมด

ในวันที่ยากมากวันหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งพยายามชักชวนเธอให้รับประทานอาหารที่เธอชอบมาตลอด แต่ไร้ผล เมื่อเธอไม่ยอมรับประทาน เพื่อนจึงพูดว่า “จะต้องมี สักอย่าง ที่คุณอยากกิน”

ทิฟฟานีนึกอยู่ครู่หนึ่ง และตอบว่า “อย่างเดียวที่ฉันคิดว่าอยากกินคือขนมปังโฮมเมด”

แต่ไม่มีขนมปังแบบนั้น

บ่ายวันนั้นมีคนมากดกริ่งที่ประตูบ้านของทิฟฟานี สามีเธออยู่บ้านพอดีและเปิดประตูรับ เมื่อเขากลับมา เขาถือขนมปังโฮมเมดแถวหนึ่ง ทิฟฟานีประหลาดใจเมื่อเขาบอกว่าขนมปังมาจากผู้หญิงชื่อเชอร์รี่ที่เธอแทบไม่รู้จัก เธอเป็นเพื่อนของนิโคลน้องสาวของทิฟฟานี อยู่ในเดนเวอร์ โคโลราโด นิโคลแนะนำเชอร์รี่ให้รู้จักกับทิฟฟานีและสามีเธอสั้นๆ เมื่อหลายเดือนก่อนขณะนิโคลกับครอบครัวเธออยู่กับทิฟฟานีในวันขอบคุณพระเจ้า เชอร์รี่อยู่ในโอมาฮาและตอนนั้นมาบ้านของทิฟฟานีเพื่อพูดคุยกับนิโคล

ตอนนี้ หลายเดือนให้หลัง ทิฟฟานีถือขนมปังอร่อยถูกใจขณะโทรหานิโคลน้องสาวเพื่อขอบคุณที่เธอส่งเชอร์รี่มาทำภารกิจแห่งความเมตตา แล้วเธอก็ทราบว่านิโคลไม่ได้ส่งใครมาเยี่ยมและไม่รู้เรื่องนี้เลย

เรื่องราวที่เหลือเผยว่านิโคลตรวจสอบกับเชอร์รี่เพื่อนของเธอเพื่อสืบว่าอะไรกระตุ้นเตือนให้เธอส่งขนมปังแถวนั้นมา สิ่งที่เธอรู้เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ ให้ทิฟฟานี ให้เชอร์รี่—และเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้า

ตอนเช้าวันที่มาส่งขนมปัง เชอร์รี่ได้รับการกระตุ้นเตือนให้ทำขนมปังสองแถวแทนที่จะทำหนึ่งแถวตามที่วางแผนไว้ เธอบอกว่าเธอรู้สึกว่าต้องนำขนมปังแถวที่สองติดรถไปด้วยวันนั้น แม้ไม่รู้ว่าทำไม หลังอาหารกลางวันที่บ้านเพื่อน ลูกสาววัยหนึ่งขวบของเธอเริ่มร้องไห้และเธอต้องพากลับไปนอนกลางวันที่บ้าน เชอร์รี่ลังเลเมื่อเกิดความรู้สึกชัดเจนว่าเธอต้องเอาขนมปังแถวนั้นไปให้ทิฟฟานีพี่สาวของนิโคลซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของเมืองห่างออกไป 30 นาทีและเป็นคนที่เธอแทบไม่รู้จัก เธอพยายามไม่สนใจความคิดนั้น เพราะอยากพาลูกสาวที่เหนื่อยมากกลับบ้านและรู้สึกอายที่ต้องเอาขนมปังหนึ่งแถวไปให้คนแปลกหน้า แต่ความรู้สึกว่าต้องไปบ้านของทิฟฟานีแรงกล้าจนเธอเอาใจใส่การกระตุ้นเตือนนั้น

เมื่อมาถึง สามีของทิฟฟานีเปิดประตู เชอร์รี่บอกเขาว่าเธอเป็นเพื่อนของนิโคลคนที่เขาเคยพบเพียงครู่เดียวในวันขอบคุณพระเจ้า เธอยื่นขนมปังให้เขา แล้วเดินจากไป

เหตุการณ์นั้นแสดงว่าพระเจ้าไม่เพียงส่งคนแปลกหน้าอีกด้านหนึ่งของเมืองมาส่งขนมปังโฮมเมดเท่านั้นแต่มาส่งข่าวสารที่ชัดเจนด้วยว่าพระองค์ทรงรักทิฟฟานี สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอไม่สามารถอธิบายเป็นอื่นได้ เธอมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรู้ว่าเธอไม่โดดเดี่ยว—พระผู้เป็นทรงนึกถึงเธอและไม่ทรงทอดทิ้งเธอ คนที่เธอแทบไม่รู้จัก คนที่ไม่รู้ความต้องการของเธอ แต่ฟังและทำตามการกระตุ้นเตือนของพระวิญญาณได้ส่งขนมปัง—สิ่งที่เธอต้องการ—มาให้เธอ นั่นเป็นสัญญาณชัดเจนบอกทิฟฟานีว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงรับรู้ความต้องการของเธอและทรงรักเธอมากพอจะส่งคนมาช่วย พระองค์ทรงขานรับเสียงร้องขอการบรรเทาทุกข์ของเธอ

พี่น้องที่รัก พระบิดาบนสวรรค์ทรงรักท่าน—ทุกๆ ท่าน ความรักนั้นไม่มีวันเปลี่ยน รูปลักษณ์ภายนอกของท่าน ทรัพย์สมบัติของท่าน หรือจำนวนเงินที่ท่านมีในบัญชีธนาคารไม่มีผลต่อความรักนั้น พรสวรรค์และความสามารถของท่านไม่เปลี่ยนความรักนั้น ความรักนั้นมีอยู่จริง มีให้ท่านยามท่านทุกข์หรือสุข สิ้นหวังหรือมีหวัง ความรักของพระผู้เป็นเจ้ามีให้ท่านไม่ว่าท่านจะรู้สึกว่าสมควรได้รับหรือไม่ก็ตาม ความรักนั้นมีให้ท่านเสมอ

เมื่อเราทูลพระบิดาบนสวรรค์ผ่านการสวดอ้อนวอนที่จริงใจและทุ่มเทศึกษาพระคัมภีร์อย่างตั้งใจจริง ประจักษ์พยานของเราจะเข้มแข็งและหยั่งรากลึก เราจะรู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงรักเรา เราจะเข้าใจว่าเราไม่มีวันเดินตามลำพัง ข้าพเจ้าสัญญากับท่านว่าสักวันหนึ่งเมื่อท่านยืนหลบอยู่ข้างๆ และพิจารณาช่วงเวลายุ่งยากของท่าน ท่านจะตระหนักว่าพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ข้าพเจ้ารู้ว่าสิ่งนี้เป็นความจริงในการจากไปของคู่ชีวิตนิรันดร์ของข้าพเจ้า—ฟรานเซส เบเวอร์ลีย์ จอห์นสัน มอนสัน

ข้าพเจ้าฝากพรไว้กับท่าน ฝากความขอบคุณไว้สำหรับความดีทั้งหมดที่ท่านทำและชีวิตที่ท่านดำเนินอยู่ ขอให้ท่านได้รับพรด้วยของประทานอันดีทุกอย่าง นี่คือคำสวดอ้อนวอนของข้าพเจ้าในพระนามของพระผู้ช่วยให้รอดและพระผู้ไถ่ของเรา แม้พระเยซูคริสต์พระเจ้า เอเมน

แสดงข้ออ้างอิง

  1.  

    1. มัทธิว 5:13–14.

  2.  

    2. เอสรา แทฟท์ เบ็นสัน, “Pray Always,” Ensign,ก.พ. 1990, 4–5; หรือ Tambuli, มิ.ย. 1990, 4–5, 6.

  3.  

    3. ฟิลิปปี 4:6–7

  4.  

    4. หลักคำสอนและพันธสัญญา 90:24.

  5.  

    5. ลูกา 22:42.

  6.  

    6. เอไลซา เอ็ม. ฮิกค็อค, “Prayer,” ใน เจมส์ กิลคริสต์ ลอว์สัน, ed., The Best Loved Religious Poems (1933), 160.

  7.  

    7. ลูกา 21:36; ดู2 นีไฟ 32:9;3 นีไฟ 18:15; หลักคำสอนและพันธสัญญา 10:5; 19:38; 20:33; 31:12; 61:39; 88:126; 93:49ด้วย.

  8.  

    8. ดู3 นีไฟ 20:1.

  9.  

    9. “สวดอ้อนวอนหรือเปล่า?” เพลงสวด,บทเพลงที่ 61.

  10.  

    10. กอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์, “Feasting upon the Scriptures,”Ensign,ธ.ค. 1985, 45; หรือ Tambuli,มิ.ย. 1986, 4.