อย่าเดินทางผิด


ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนว่าเราจะไม่ปล่อยให้ทางนั้นพ้นสายตาไปเพื่อที่เราจะเชื่อมโยงกับสวรรค์อยู่เสมอ

เด็กชายตัวน้อยกำลังฝึกเล่นเปียโน มีพนักงานขายคนหนึ่ง เห็นเขาทางหน้าต่าง ถามว่า “แม่หนูอยู่บ้านไหม?”

ซึ่งเด็กคนนั้นย้อนถามว่า “แล้ว . . . คุณคิดว่าไงครับ?”

ลูกๆ สุดที่รักของเราห้าคนเล่นเปียโน ขอบคุณแรงจูงใจจากภรรยาข้าพเจ้า! เมื่อคุณครูมาถึงบ้าน เอเดรียนลูกชายของเราจะวิ่งไปแอบเพื่อจะได้ไม่ต้องเรียน แต่วันหนึ่ง สิ่งอัศจรรย์บางอย่างเกิดขึ้น! เขาเริ่มรักดนตรีมากจนฝึกด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเราสามารถไปถึงจุดนี้ในขั้นตอนการเปลี่ยนใจเลื่อมใสของเราได้ นั่นจะเป็นสิ่งอัศจรรย์ จะเป็นสิ่งประเสริฐยิ่งถ้าเรามีความปรารถนาอันลึกล้ำในใจที่จะรักษาพระบัญญัติโดยไม่ต้องมีใครมาเตือนอยู่ร่ำไปและถ้าเรามีความเชื่อมั่นว่าเมื่อเราเดินตามวิถีทางที่ถูกต้อง เราจะได้รับพรทั้งหลายที่สัญญาไว้ในพระคัมภีร์

หลายปีก่อนข้าพเจ้าไปที่อุทยานแห่งชาติอาร์เชส (อุทยานซุ้มหินโค้ง) พร้อมภรรยา กับเอเวลีนลูกสาวของเรา และเพื่อนคนหนึ่งของครอบครัว ที่นั่นมีซุ้มหินโค้งที่มีชื่อเสียงที่สุดซุ้มหนึ่งชื่อเดลิเคตอาร์ช เราตัดสินใจเดินขึ้นเขาระยะทางประมาณ 1.5 ไมล์ (2 กม.) เพื่อไปให้ถึงซุ้มหินโค้งซุ้มนั้น

เราเริ่มออกเดินไปตามทางด้วยความกระตือรือร้นยิ่ง แต่หลังจากเดินไปได้ไม่ไกลนัก คนอื่นต้องการหยุดพัก เนื่องจากความปรารถนาที่จะไปให้ถึงให้ได้ ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินต่อไปตามลำพัง โดยไม่ได้สนใจเส้นทางที่ควรจะไป ข้าพเจ้าเดินตามชายคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปด้วยความมั่นใจมาก หนทางเดินเริ่มยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าพเจ้าต้องกระโดดไปตามก้อนหิน จากความยากลำบากที่เห็น ข้าพเจ้าแน่ใจว่าผู้หญิงในคณะของเราคงจะไปไม่ไหว ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็เห็นเดลิเคตอาร์ช แต่ต้องประหลาดใจมาก เมื่อเห็นว่าซุ้มนั้นอยู่ในบริเวณที่ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าไปถึงได้

ด้วยความรู้สึกท้อใจอย่างมาก ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินกลับ ข้าพเจ้ารออย่างกระสับกระส่ายจนเราพบกันอีก ข้าพเจ้าถามทันทีว่า “ไปถึงซุ้มเดลิเคตอาร์ชกันรึเปล่า?” พวกเขาบอกข้าพเจ้าอย่างมีความสุขว่าไปถึง พลางอธิบายว่าพวกเขาเดินตามป้ายบอกทางอย่างตั้งใจและใช้ความพยายามจนไปถึงที่หมายในที่สุด

น่าเสียดาย ข้าพเจ้าไปผิดทาง วันนั้นข้าพเจ้าได้รับบทเรียนที่สำคัญยิ่ง!

บ่อยเพียงใดที่ เราพลาดวิถีทางที่ถูกต้องเพราะปล่อยตนเองให้ถูกชักนำไปกับแนวโน้มของโลก? เราต้องถามตนเองอยู่เสมอว่าเรายังคงเป็นผู้ทำตามพระวจนะของพระเยซูคริสต์หรือไม่

คำสอนอันประเสริฐอยู่ในหนังสือยอห์น:

“จงติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับพวกท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้นอกจากจะติดสนิทอยู่กับเถา พวกท่านก็เช่นเดียวกันจะเกิดผลไม่ได้นอกจากจะติดสนิทอยู่กับเรา

“เราเป็นเถาองุ่น พวกท่านเป็นแขนง คนที่ติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับเขา คนนั้นจะเกิดผลมาก เพราะว่าถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยอห์น 15:4–5)

โดยใช้คำอุปมานี้ เราสามารถเห็นสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดยิ่งและเหนือธรรมชาติที่เรามีกับพระเยซูคริสต์และความสำคัญที่พระองค์ประทานให้เราแต่ละคน พระองค์ทรงเป็นรากและลำต้นซึ่งนำน้ำธำรงชีวิตมาสู่เรา น้ำเลี้ยงที่บำรุงเลี้ยงเราให้เจริญเติบโตจนสามารถมีผลิตผลมากมาย พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราในวิธีนี้คือ ในฐานะแขนง—หรือสัตภาวะที่ต้องขึ้นอยู่กับพระองค์—เราไม่มีวันจะประเมินค่าคำสอนของพระองค์ต่ำไป

ความผิดพลาดบางอย่างร้ายแรงมาก และถ้าแก้ไขไม่ทัน สิ่งเหล่านั้นจะนำเราออกจากทางที่ถูกต้องจนไม่อาจหวนกลับมา ถ้าเรากลับใจและยอมรับการแก้ไข ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้เราเองเป็นคนนอบน้อม เปลี่ยนการกระทำของเรา และชักนำเราให้ใกล้ชิดพระบิดาบนสวรรค์ของเราอีกครั้ง

ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับแนวคิดนี้โดยอ้างถึงช่วงเวลาหนึ่งจากประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นของศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ โดยประสบการณ์นี้ พระผู้ช่วยให้รอดประทานคำสอนอันหาค่ามิได้เกี่ยวกับหลักธรรมหลายข้อที่เราควรยึดถือไว้ตลอดชีวิต เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อมาร์ติน แฮร์ริสทำงานแปล 116 หน้าซึ่งเป็นส่วนแรกของพระคัมภีร์มอรมอนหาย

เมื่อกลับใจจากการไม่ทำตามคำแนะนำของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ศาสดาพยากรณ์ได้รับการเปิดเผยซึ่งพบอยู่ในหลักคำสอนและพันธสัญญาภาค 3 (ดู คำสอนของประธานศาสนจักร: โจเซฟ สมิธ [2007], 75–77) จากสิ่งที่เขียนไว้ใน ข้อ 1 ถึง 10 ข้าพเจ้าอยากทำเครื่องหมายหลักธรรมสามประการที่เราควรระลึกถึงอยู่เสมอ

  1. 1.

    งานและจุดประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าจะล้มเหลวไม่ได้

  2. 2.

    เราต้องไม่กลัวมนุษย์ยิ่งกว่าพระผู้เป็นเจ้า

  3. 3.

    มีความจำเป็นที่จะต้องกลับใจอยู่เสมอ

ใน ข้อ 13 พระเจ้าทรงสอนเราถึงการกระทำสี่ประการที่เราไม่ควรทำเลย

  1. 1.

    ถือว่าคำแนะนำของพระผู้เป็นเจ้าไร้ค่า

  2. 2.

    ผิดคำสัญญาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดซึ่งทำไว้ต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า

  3. 3.

    พึ่งการวินิจฉัยของเราเอง

  4. 4.

    โอ้อวดปัญญาของเราเอง

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนว่าเราจะไม่ปล่อยให้ทางนั้นพ้นสายตาไปเพื่อที่เราจะเชื่อมโยงกับสวรรค์อยู่เสมอ เพื่อที่กระแสแห่งโลกจะไม่กวาดเราออกไป

หากใครในพวกท่านไปถึงจุดของการละทิ้งวิถีทางของพระเจ้า—ไม่ว่าจะเป็น ณ จุดใดบนวิถีทางนั้น—ด้วยความสำนึกผิดอันยิ่งใหญ่ท่านจะรู้สึกถึงความขมขื่นของการถือว่าคำแนะนำของพระผู้เป็นเจ้าไร้ค่า ผิดคำสัญญาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดซึ่งทำไว้ต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า วางใจในการวินิจฉัยของท่านเอง โอ้อวดปัญญาของท่านเอง

ถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ข้าพเจ้าขอเตือนท่านให้กลับใจและกลับสู่วิถีทางที่ถูกต้อง

ครั้งหนึ่งหลานขอให้คุณตาอวยพรวันเกิด หลานถามคุณตาว่าอายุเท่าไร คุณตาตอบว่าอายุถึง 70 ปีแล้ว หลานหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “คุณตาเริ่มตั้งแต่เลข 1 หรือเปล่าครับ?”

ขณะอยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่น คนเรามักคิดว่าจะไม่มีวันแก่เฒ่า ความคิดเรื่องการตายไม่เคยมีเลย—นั่นเป็นเรื่องของคนที่ชรามากแล้ว—และการไปถึงจุดนั้นยังคงห่างเท่าชั่วนิรันดร เมื่อเวลาผ่านไป หลายเดือน หลายฤดูกาล จนกระทั่งรอยย่นเริ่มปรากฏ เรี่ยวแรงลดถดถอย หาหมอบ่อยขึ้นทุกที และอื่นๆ

วันนั้นจะมาถึง วันที่เราจะพบพระผู้ไถ่และพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเยซูคริสต์ อีกครั้ง ข้าพเจ้าวิงวอนว่าในโอกาสที่ศักดิ์สิทธิ์ล้ำเลิศนั้นเราจะจดจำพระองค์ได้ด้วยความรู้เกี่ยวกับพระองค์ที่เรามีอยู่และด้วยการที่เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ พระองค์จะทรงแสดงให้เราเห็นแผลเป็นที่พระหัตถ์และพระบาท แล้วเราจะรวมอยู่ด้วยกันในการโอบกอดครั้งสุดท้าย หลั่งน้ำตาแห่งปีติที่ได้ดำเนินตามวิถีทางของพระองค์

ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสุดแดนแผ่นดินโลกทั้งสี่ด้านว่าพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์ ทรงเตือนเราว่า “จงสดับฟัง, โอ้ เจ้าประชาชาติของแผ่นดินโลก และฟังพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงสร้าง[เรา]” (คพ. 43:23) ขอให้เราสามารถที่จะยึดมั่น เอาใจใส่ เข้าใจ และตีความข่าวสารของ “พระผู้เป็นเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงสร้าง [เรา]” อย่างถูกต้อง เพื่อเราจะไม่หลงออกไปจากวิถีทางของพระองค์ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน