ข้ามการนำทางหลัก
เมษายน 2014 | ความเป็นพี่น้องสตรี: โอ เราต้องการกันและกันเพียงใด

ความเป็นพี่น้องสตรี: โอ เราต้องการกันและกันเพียงใด

เมษายน 2014 การประชุมใหญ่สามัญ

เสียง ดาวน์โหลด Print Share close

เราต้องหยุดการทุ่มเทความสนใจไปที่ความแตกต่างแล้วหันมามองสิ่งที่เราจะเข้ากันได้

ในวีดิทัศน์นั้นเราได้เห็นแปดประเทศและได้ยินเก้าภาษา ลองนึกดูว่ามีอีกกี่ภาษาที่ร้องข้อสุดท้าย ช่างน่าประทับใจที่ได้รู้ว่าในความเป็นพี่น้องสตรีทั่วโลก เราสามารถร้องก้องประกาศประจักษ์พยานแห่งความจริงนิรันดร์ว่าเราเป็นธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงรักเรา

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้อยู่ในโอกาสอันเป็นประวัติศาสตร์นี้และได้ปราศรัยกับสตรีทุกคนของศาสนจักรที่มีอายุแปดขวบขึ้นไป ค่ำคืนนี้พลังความสามัคคีของเรากล้าแข็งยิ่งนัก ขณะดิฉันมองเห็นเราทุกคนที่ชุมนุมกันในศูนย์การประชุมใหญ่นี้และนึกถึงคนอื่นๆ อีกหลายพันคนที่ดูการถ่ายทอดครั้งนี้จากสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก พลังแห่งประจักษ์พยานกับศรัทธาในพระเยซูคริสต์ของเราที่ประสานกันก่อให้เกิดการชุมนุมของสตรีที่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาสูงสุดและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ศาสนจักร อาจเป็นในประวัติศาสตร์โลกก็ได้

คืนนี้เราปีติยินดีในบทบาทมากมายหลายหลากของเราในฐานะสตรีในศาสนจักร แม้เราจะแตกต่างกันในหลายๆ ด้านและมีลักษณะเฉพาะตัว แต่เราต่างสำนึกว่าทุกคนคือธิดาของพระบิดาบนสวรรค์พระองค์เดียวกันซึ่งทรงรังสรรค์เราให้เป็นพี่น้องกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกันในการเสริมสร้างอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าและในพันธสัญญาที่ทำ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพการณ์เช่นใด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการชุมนุมกันครั้งนี้คือ ความเป็นพี่น้องสตรีที่รุ่งโรจน์ที่สุดบนพื้นพิภพ!1

การเป็นพี่น้องสตรีหมายความว่าระหว่างเรามีสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันขาดสะบั้นลงได้ พี่น้องสตรีดูแลกัน ระวังภัยให้กัน ปลอบโยนกัน และอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ว่าทุกข์หรือสุข พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เรากล่าวแก่เจ้า, จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน; และหากเจ้าไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเจ้าก็มิใช่ของเรา.”2

ปฏิปักษ์ต้องการให้เราวิจารณ์หรือตัดสินกัน เขาต้องการให้เราทุ่มเทความสนใจไปที่ความแตกต่างและเปรียบเทียบตนเองกับอีกคน ท่านอาจชอบการออกกำลังกายหนักนานหนึ่งชั่วโมงทุกวันเพราะทำให้ท่านรู้สึกดีมาก ในขณะที่ดิฉันเห็นว่าการเดินขึ้นบันไดไปหนึ่งชั้นแทนการใช้ลิฟท์นั้นไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันกรีฑานัดสำคัญ แต่เรายังเป็นเพื่อนกันได้ ใช่ไหมคะ?

ในฐานะสตรีเราอาจชอบวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะตัวเราเอง เมื่อเราเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นเรามักรู้สึกต่ำต้อยหรือขุ่นเคืองใจผู้อื่น ซิสเตอร์แพทรีเซีย ที. ฮอลแลนด์กล่าวไว้ว่า “ประเด็นก็คือ เราจะเรียกตนเองว่าชาวคริสต์ไม่ได้ ถ้าเรายังตัดสินผู้อื่น—หรือตนเอง—อย่างรุนแรงอยู่.”3 เธอกล่าวต่อไปว่าไม่มีอะไรมีค่าพอที่เราจะสูญเสียความเห็นอกเห็นใจและความเป็นพี่น้องสตรี เราต้องการผ่อนคลายและปีติยินดีในความแตกต่างที่พระเจ้าประทานให้ เราต้องตระหนักว่าเราทุกคนต่างปรารถนาที่จะรับใช้ในอาณาจักรโดยใช้พรสวรรค์และของประทานเฉพาะตัวของเราในวิธีของเราเอง แล้วเราจะสุขใจในความเป็นพี่น้องสตรีของเราและการคบหาสมาคมของเรา และเริ่มการรับใช้

ข้อเท็จจริงก็คือเราต้องการกันและกันจริงๆ และอย่างแท้จริง เป็นธรรมชาติวิสัยของสตรีที่จะแสวงหามิตรภาพ การช่วยเหลือและการเป็นเพื่อน เรามีเรื่องมากมายที่ต้องเรียนรู้จากกันและกัน และบ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ตนเองตั้งแง่บดบังความสุขที่ได้คบค้าสมาคมกันซึ่งควรเป็นพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ตัวอย่างเช่น เราเหล่าสตรีที่อายุมากหน่อยต้องการสิ่งที่ท่านเด็กหญิงปฐมวัยต้องหยิบยื่นให้ เราสามารถเรียนรู้จากท่านเกี่ยวกับการรับใช้และความรักเหมือนพระคริสต์

ไม่นานมานี้ดิฉันได้ยินเรื่องราวของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ชื่อซาราห์ซึ่งคุณแม่ของเธอมีโอกาสช่วยสตรีคนหนึ่งในวอร์ดของเธอชื่อเบรนดาซึ่งเป็นโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ ซาราห์ชอบไปกับคุณแม่เพื่อช่วยเบรนดา เธอจะทาโลชั่นที่มือของเบรนดาแล้วนวดนิ้วและแขนของเธอที่มักจะปวดอยู่เสมอ จากนั้นซาราห์เรียนรู้ที่จะค่อยๆ ยืดแขนของเบรนดาขึ้นเหนือศีรษะเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลัง ซาราห์แปรงผมให้เบรนดาและคุยกับเธอขณะที่คุณแม่ดูแลเรื่องจำเป็นอื่นๆ ของเธอ ซาราห์เรียนรู้ความสำคัญและปีติของการรับใช้ผู้อื่นและเกิดความเข้าใจว่าแม้เด็กก็สามารถทำให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้นได้

ดิฉันชอบแบบอย่างที่แสดงให้เราเห็นใน บทแรกของหนังสือลูกา ซึ่งบรรยายถึงสัมพันธภาพที่น่าชื่นชมระหว่างมารีย์มารดาของพระเยซูกับเอลีซาเบธ ลูกพี่ลูกน้องของเธอ มารีย์ยังเป็นสาวเมื่อได้รับแจ้งว่าเธอจะมีพันธกิจอันยิ่งใหญ่คือการเป็นมารดาของพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า แต่แรก ดูเหมือนเรื่องนี้จะต้องเป็นภาระรับผิดชอบที่หนักเกินกว่าจะรับไว้เพียงลำพัง พระเจ้าทรงเตรียมคนที่จะแบ่งเบาภาระนี้ให้เธอด้วยพระองค์เอง เทพกาเบรียลบอกชื่อของสตรีที่ได้รับความไว้วางใจและมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งมารีย์สามารถพึ่งพาได้แก่เธอ—คือเอลีซาเบธซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง

หญิงสาวและลูกพี่ลูกน้องซึ่ง “ชราแล้ว”4 เล่าเรื่องครรภ์อัศจรรย์ของตนสู่กันฟังตามประสาคนหัวอกเดียวกัน และดิฉันได้แต่เพียงนึกไปว่าเวลาสามเดือนที่อยู่ด้วยกันนั้นสำคัญต่อทั้งสองมากเพียงใดที่ได้สนทนากัน เห็นใจกัน และช่วยเหลือกันในการเรียกที่พิเศษเฉพาะตัวของทั้งสอง ทั้งสองเป็นแบบอย่างอันประเสริฐยิ่งของสตรีต่างวัยที่ดูแลเอาใจใส่กันและกัน

พวกเราที่มีวุฒิภาวะสูงกว่าอาจเป็นอิทธิพลดีต่อรุ่นที่เยาว์วัยกว่าได้อย่างมาก เมื่อคุณแม่ดิฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของท่านไม่แข็งขันในศาสนจักร แม้จะอายุเพิ่งห้าขวบ เธอจะเดินไปโบสถ์เองและเข้าร่วมการประชุมของเธอ—ปฐมวัย โรงเรียนวันอาทิตย์และการประชุมศีลระลึก—ทุกการประชุมในเวลา ต่างกัน

ไม่นานมานี้ดิฉันถามคุณแม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรท่านจึงทำเช่นนั้นได้ทุกสัปดาห์ทั้งที่ไม่มีการสนับสนุนหรือกำลังใจจากครอบครัวเลย คำตอบของท่านคือ “แม่มีครูปฐมวัยที่รักแม่” ครูเหล่านี้ดูแลเอาใจใส่และสอนพระกิตติคุณแก่ท่าน พวกเขาสอนว่าท่านมีพระบิดาในสวรรค์ที่ทรงรักท่าน และความห่วงใยของครูเหล่านั้นทำให้ท่านไปโบสถ์ทุกสัปดาห์ คุณแม่กล่าวกับดิฉันว่า “นั่นเป็นหนึ่งในอิทธิพลดีที่สำคัญที่สุดในชีวิตช่วงแรกของแม่” ดิฉันหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ขอบคุณสตรีแสนวิเศษเหล่านั้น! ไม่มีสิ่งขวางกั้นระหว่างวัยเมื่อมีการรับใช้อย่างพระคริสต์

หลายสัปดาห์ก่อนดิฉันพบกับประธานเยาวชนหญิงสเตคในแคลิฟอร์เนียเธอบอกดิฉันว่าคุณแม่วัย 81 ปีของเธอเพิ่งได้รับเรียกเป็นผู้ให้คำปรึกษาชั้นเรียนยุวนารี ดิฉันประหลาดใจมากจนถึงกับโทรศัพท์ถึงคุณแม่ของเธอ เมื่ออธิการของซิสเตอร์วัล เบเคอร์ขอพบ เธอคาดหวังว่าจะได้รับเรียกเป็นบรรณารักษ์หรือเจ้าหน้าที่ประวัติศาสตร์วอร์ด เมื่อเขาขอให้เธอรับใช้เป็นผู้ให้คำปรึกษายุวนารีของเยาวชนหญิงปฏิกิริยาของเธอคือ “แน่ใจเหรอคะ”

อธิการของเธอตอบอย่างจริงจังว่า “ซิสเตอร์เบเคอร์ครับ ไม่ผิดแน่ การเรียกนี้มาจากพระเจ้า”

เธอกล่าวว่าเธอตอบอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก “ได้ค่ะ”

ดิฉันชอบมากที่อธิการท่านนี้ได้รับการดลใจให้รู้สึกว่ายุวนารีสี่คนในวอร์ดของเขามีเรื่องมากมายที่จะเรียนรู้จากปัญญา ประสบการณ์และแบบอย่างชั่วชีวิตของพี่น้องสตรีผู้มีวัยวุฒิคนนี้ ทายซิว่าซิสเตอร์เบเคอร์จะให้ใครช่วยเมื่อเธอต้องการสร้างหน้าเฟซบุคของเธอ?

ดิฉันคิดถึงความสำคัญของการที่พี่น้องสตรีในสมาคมสงเคราะห์ให้การต้อนรับพี่น้องสตรีเยาว์วัยที่เพิ่งย้ายขึ้นมาจากเยาวชนหญิง พี่น้องสตรีเยาว์วัยของเรามักรู้สึกว่าในสมาคมสงเคราะห์ไม่มีที่สำหรับพวกเธอหรือไม่มีสิ่งใดที่เข้ากันได้กับผู้คนในนั้น ก่อนอายุครบ 18 ปี พวกเธอต้องการผู้นำเยาวชนหญิงและคุณแม่ที่จะเป็นพยานด้วยความปีติถึงพรอันล้ำเลิศของสมาคมสงเคราะห์ พวกเธอต้องรู้สึกกระตือรือร้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์การอันรุ่งโรจน์นี้ เมื่อเยาวชนหญิงเริ่มเข้าร่วมประชุมสมาคมสงเคราะห์ สิ่งที่พวกเธอต้องการที่สุดคือเพื่อนที่จะนั่งข้างๆ โอบไหล่พวกเธอไว้ พร้อมทั้งโอกาสที่จะสอนและรับใช้ ขอให้เราทุกคนเอื้อมออกไปช่วยเหลือกันให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงและหลักบอกระยะทางแห่งชีวิตของเรา

ขอบคุณสตรีทุกคนในศาสนจักรที่เอื้อมข้ามเส้นแบ่งวัยและวัฒนธรรมเพื่อรับใช้และเป็นพรแก่ผู้อื่น เยาวชนหญิงรับใช้ปฐมวัยและผู้สูงอายุ สตรีโสดทุกวัยใช้เวลานับไม่ถ้วนดูแลสิ่งจำเป็นของผู้อยู่รอบข้าง เราคงไม่ลืมสตรีสาวหลายพันคนที่อุทิศชีวิตเป็นเวลา 18 เดือนเพื่อแบ่งปันพระกิตติคุณแก่โลก ทุกสิ่งที่กล่าวมาเป็นพยานหลักฐานของเนื้อร้องเพลงสวดแสนรักของเราที่ว่า “หน้าที่ของเทพทั้งหลายถูกมอบหมายแก่สตรี”5

ถ้าจะมีสิ่งใดขวางอยู่ ก็เป็นเพราะเราสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นเอง เราต้องหยุดการทุ่มเทความสนใจไปที่ความแตกต่างแล้วหันมามองสิ่งที่เราจะเข้ากันได้ แล้วเราจะเริ่มตระหนักในศักยภาพสูงสุดของเราและบรรลุคุณความดีอันล้ำเลิศในโลกนี้ได้ ซิสเตอร์มาจอรี พี. ฮิงค์ลีย์ กล่าวไว้ว่า “โอ เราต้องการกันและกันมากเพียงใด พวกเราที่สูงอายุต้องการพวกท่านผู้เยาว์วัย และหวังอย่างยิ่งว่าพวกท่านผู้เยาว์วัยจะต้องการพวกเราที่สูงอายุ สตรีต้องการสตรีเป็นข้อเท็จจริงด้านสังคมวิทยา เราต้องการความพึงพอใจที่ลึกซึ้งและมิตรภาพแห่งความภักดีต่อกันและกัน”6 ซิสเตอร์ฮิงค์ลีย์พูดถูก โอ เราต้องการกันและกันมากเพียงใด!

พี่น้องสตรีคะ ไม่มีสตรีกลุ่มอื่นใดในโลกที่เข้าถึงพรอันประเสริฐกว่าพรที่พวกเราเข้าถึงในฐานะสตรีวิสุทธิชนยุคสุดท้าย เราเป็นสมาชิกของศาสนจักรของพระเจ้า และไม่ว่าสภาพการณ์ของเราแต่ละคนจะเป็นเช่นไร เราทุกคนสามารถสุขใจกับพรฐานะปุโรหิตที่สมบูรณ์ผ่านการรักษาพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้เมื่อบัพติศมาและในพระวิหาร เรามีศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตที่นำเราและสอนเรา และเรามีความสุขกับของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์อันล้ำเลิศที่ทำหน้าที่ปลอบโยนและนำทางชีวิตเรา เราได้รับพรของการร่วมมือทำงานกับพี่น้องชายผู้ชอบธรรมขณะเราเสริมสร้างบ้านและครอบครัวให้เข้มแข็ง เราเข้าถึงพลังและอำนาจของศาสนพิธีพระวิหารและอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากจะได้รับพรอันประเสริฐเลิศล้ำที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว เรายังมีกันและกัน—พี่น้องสตรีในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เราได้รับพรจากธรรมชาติวิสัยที่อ่อนโยนและมีจิตกุศลซึ่งทำให้เราสามารถแสดงความรักเหมือนพระคริสต์และรับใช้คนรอบข้างได้ ขณะเรามองข้ามความแตกต่างของวัยและสภาพการณ์เพื่อบำรุงเลี้ยงและรับใช้กัน เราจะเปี่ยมด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของพระคริสต์และการดลใจที่จะนำทางเราให้รู้ว่าเมื่อใดและใครที่เราจะรับใช้

ดิฉันขอมอบคำเชิญชวนซึ่งประธานสมาคมสงเคราะห์สามัญเคยมอบแก่ท่านมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เธอกล่าวว่า “ดิฉันขอเชิญชวนท่าน ไม่เพียงรักกันมากขึ้นเท่านั้น แต่รักกันจริงใจ มากขึ้น7 ขอให้เราตระหนักว่าเราต้องการกันและกันมากเพียงใด และขอให้เราทุกคนรักกัน จริงใจต่อกันมากขึ้น คือคำสวดอ้อนวอนของดิฉัน ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

แสดงข้ออ้างอิงซ่อนข้ออ้างอิง

    อ้างอิง

    1. ดู บาร์บารา บี. สมิธ, “The Bonds of Sisterhood,” Ensign, มี.ค. 1983, 20–23.

    2. หลักคำสอนและพันธสัญญา 38:27.

    3. แพทรีเซีย ที. ฮอลแลนด์, “‘One Thing Needful’: Becoming Women of Greater Faith in Christ,” Ensign, ต.ค. 1987, 29.

    4. ลูกา 1:7.

    5. “ดั่งพี่น้องในไซอัน,” เพลงสวด,บทเพลงที่ 156.

    6. Glimpses into the Life and Heart of Marjorie Pay Hinckley, ed. เวอร์จีเนีย เอช. เพียร์ซ (1999), 254–255.

    7. บอนนี่ ดี. พาร์กิน, “เลือกความใจบุญ: ส่วนดีนั้น,” เลียโฮนา, พ.ย. 2003, 125.