ข้ามการนำทางหลัก
ตุลาคม 2014 | ศีลระลึก—การเริ่มใหม่สำหรับจิตวิญญาณ

ศีลระลึก—การเริ่มใหม่สำหรับจิตวิญญาณ

ตุลาคม 2014 การประชุมใหญ่สามัญ

เสียง ดาวน์โหลด Print Share close

พระวิญญาณทรงรักษาและเริ่มจิตวิญญาณของเราใหม่ พรที่สัญญาไว้ของศีลระลึกคือเราจะ “มีพระวิญญาณของพระองค์อยู่กับ [เรา] ตลอดเวลา”

เยาวชนหญิงกลุ่มหนึ่งเคยถามดิฉันว่า “คุณหวังว่าคุณได้รู้อะไรสมัยที่คุณอายุเท่าเรา” หากดิฉันต้องตอบคำถามนั้นตอนนี้ ดิฉันจะรวมความคิดนี้ไว้ด้วย “ดิฉันหวังว่าเมื่อดิฉันอายุเท่าพวกคุณ ดิฉันเข้าใจความสำคัญของศีลระลึกดีกว่าที่ดิฉันเข้าใจ ดิฉันหวังว่าดิฉันเข้าใจศีลระลึกในแบบที่เอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์อธิบายไว้ ท่านกล่าวว่า ‘หนึ่งในคำเชื้อเชิญที่มีอยู่ในศาสนพิธีศีลระลึกคือนั่นเป็นประสบการณ์ทางวิญญาณที่แท้จริง เป็นศีลมหาสนิทอันศักดิ์สิทธิ์ การเริ่มใหม่สำหรับจิตวิญญาณ’1

ศีลระลึก “เป็นประสบการณ์ทางวิญญาณที่แท้จริง เป็นศีลมหาสนิทอันศักดิ์สิทธิ์ การเริ่มใหม่สำหรับจิตวิญญาณ” ได้อย่างไรในแต่ละสัปดาห์

ศีลระลึกจะเป็นประสบการณ์ที่เสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิญญาณเมื่อเราฟังคำสวดศีลระลึกและให้คำมั่นต่อพันธสัญญาของเราอีกครั้ง เพื่อทำเช่นนี้ เราต้องเต็มใจรับพระนามของพระเยซูคริสต์2 เมื่อพูดถึงสัญญานี้ ประธานเฮนรีย์ บี. อายริงก์สอนว่า “นั่นหมายความว่าเราต้องเห็นตัวเราเองว่าเป็นของพระองค์ เราต้องให้พระองค์มาก่อนในชีวิตเรา เราจะต้องการสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการแทนที่จะเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือสิ่งที่โลกสอนเราให้ต้องการ”3

เมื่อเรารับศีลระลึก เราทำพันธสัญญาที่จะ “ระลึกถึง” พระเยซูคริสต์ “ตลอดเวลา” เช่นกัน4 ในคืนก่อนพระองค์ถูกตรึงกางเขน พระคริสต์ทรงบอกให้อัครสาวกมาอยู่รวมกันรายรอบพระองค์และทรงจัดตั้งศีลระลึก พระเยซูทรงหักขนมปัง และทรงอวยพรขนมปังนั้นพลางตรัสว่า “จงรับไว้, จงกินเถิด; นี่เป็นการระลึกถึงร่างกายของเราซึ่งเรามอบเป็นค่าไถ่ถอนเจ้า.”5 จากนั้นพระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น ทรงขอบพระทัย ส่งให้อัครสาวกดื่มและตรัสว่า “นี่เป็นการระลึกถึงโลหิต… , ซึ่งหลั่งให้คนมากเท่าที่จะเชื่อในนามของเรา” 6

ท่ามกลางชาวนีไฟและอีกครั้งที่การฟื้นฟูศาสนจักรของพระองค์ในยุคสุดท้าย พระองค์ทรงย้ำว่าเราต้องรับศีลระลึกในความระลึกถึงพระองค์7

เมื่อเรารับส่วนศีลระลึก เราเป็นพยานต่อพระผู้เป็นเจ้าว่าเราจะระลึกถึงพระบุตรของพระองค์ตลอดเวลา ไม่เพียงในระหว่างศาสนพิธีศีลระลึกสั้นๆ เท่านั้น นี่หมายความว่าเราจะมองไปที่แบบอย่างและคำสอนของพระผู้ช่วยให้รอดตลอดเวลาเพื่อนำทางความคิด การเลือก และการกระทำของเรา8

คำสวดศีลระลึกเตือนเราด้วยว่าเราต้อง “รักษาพระบัญญัติของพระองค์”9

พระเยซูตรัสว่า “ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา”10 ศีลระลึกให้โอกาสเราทบทวนตนเองและโอกาสที่จะหันใจและเจตจำนงไปหาพระผู้เป็นเจ้า การเชื่อฟังพระบัญญัตินำพลังแห่งพระกิตติคุณเข้ามาสู่ชีวิตเรารวมทั้งสันติสุขและความเข้มแข็งทางวิญญาณที่มากขึ้น

ศีลระลึกให้เวลาสำหรับประสบการณ์ทางวิญญาณที่แท้จริงเมื่อเราไตร่ตรองถึงพลังแห่งการไถ่และการทำให้เกิดความเป็นไปได้ของพระผู้ช่วยให้รอดโดยผ่านการชดใช้ของพระองค์ เมื่อไม่นานมานี้ผู้นำเยาวชนหญิงคนหนึ่งเรียนรู้เกี่ยวกับความเข้มแข็งที่เราได้รับเมื่อเราพยายามรับส่วนศีลระลึกอย่างไตร่ตรอง เธอตั้งเป้าหมายที่จะจดจ่อกับเนื้อร้องในเพลงสวดและคำสวดศีลระลึกเพื่อทำข้อกำหนดในความก้าวหน้าส่วนบุคคลให้ครบถ้วน

แต่ละสัปดาห์ เธอทำการประเมินตนเองระหว่างศีลระลึก เธอนึกถึงความผิดพลาดที่เธอทำ และเธอสัญญาว่าจะดีขึ้นในสัปดาห์หน้า เธอซาบซึ้งใจที่สามารถแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องได้และทำให้เธอสะอาด เมื่อมองย้อนกลับไปที่ประสบการณ์นั้น เธอกล่าวว่า “ดิฉันกำลังทำส่วนของการกลับใจในการชดใช้”

วันอาทิตย์วันหนึ่งหลังจากประเมินตนเอง เธอเริ่มรู้สึกเศร้าหมองและมองโลกในแง่ร้าย เธอเห็นได้ว่าเธอยังทำผิดพลาดเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละสัปดาห์ แต่หลังจากนั้นเธอมีความรู้สึกชัดเจนว่าเธอละเลยส่วนสำคัญของการชดใช้—พลังในการทำให้เกิดความเป็นไปได้ของพระคริสต์ เธอกำลังลืมทุกครั้งที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงช่วยเธอให้เป็นคนที่เธอต้องเป็นและรับใช้เกินกว่าความสามารถที่เธอมี

ด้วยความคิดนี้ เธอไตร่ตรองอีกครั้งถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอกล่าวว่า “ความรู้สึกปีติทำลายความโศกเศร้าเสียใจไปสิ้น เมื่อดิฉันตระหนักว่าพระองค์ประทานโอกาสและความสามารถแก่ดิฉันมากมาย ดิฉันตระหนักด้วยความสำนึกคุณถึงความสามารถที่ดิฉันรับรู้ถึงความต้องการของลูกดิฉันแม้เมื่อเห็นได้ไม่ชัดเจน ดิฉันตระหนักว่าในวันที่ดิฉันรู้สึกว่าไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้อีกแล้ว ดิฉันสามารถพูดให้กำลังใจเพื่อนได้ ดิฉันแสดงความอดทนต่อสภาวการณ์ที่โดยปกติจะกระตุ้นด้านตรงข้ามของดิฉันออกมา”

เธอสรุปว่า “เมื่อดิฉันขอบพระทัยพระผู้เป็นเจ้าสำหรับพลังในการทำให้เกิดความเป็นไปได้ของพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิตดิฉัน ดิฉันรู้สึกว่ามองกระบวนการกลับใจที่ดิฉันกำลังทำในแง่ดีมากขึ้นและดิฉันมองไปที่สัปดาห์ถัดไปด้วยความหวังใหม่”

เอ็ลเดอร์ เมลวิน เจ. บาล์ลาร์ดสอนวิธีที่ศีลระลึกสามารถเป็นประสบการณ์เยียวยาและการชำระให้สะอาด ท่านกล่าวว่า

“มีใครบ้างในบรรดาพวกเราที่ไม่ได้ทำให้วิญญาณเขาบาดเจ็บด้วยคำพูด ความคิด หรือการกระทำ จากวันสะบาโตหนึ่งถึงวันสะบาโตหนึ่ง เราทำสิ่งที่เราเสียใจและปรารถนาจะได้รับการให้อภัย…วิธีที่จะได้รับการให้อภัยคือ…กลับใจจากบาปของเรา ไปหาคนเหล่านั้นที่เราทำผิดบาปหรือล่วงละเมิดและขออภัยพวกเขา จากนั้นแก้ไขที่แท่นศีลระลึก ณ ที่นั้น หากเรากลับใจอย่างจริงใจและวางตัวในสภาวะที่ถูกต้อง เราจะได้รับการให้อภัย และการเยียวยาทางวิญญาณจะมาสู่จิตวิญญาณเรา …

“ข้าพเจ้าเป็นพยาน” เอ็ลเดอร์บาล์ลาร์ดกล่าว “ว่ามีพระวิญญาณประทับอยู่ในการปฏิบัติศีลระลึกที่จะทำให้จิตวิญญาณเราอบอุ่นจากศีรษะจดเท้า ท่านจะรู้สึกว่าบาดแผลของวิญญาณได้รับการเยียวยา และภาระถูกยกออกไป การปลอบโยนและความสุขเข้ามาสู่จิตวิญญาณที่มีค่าควรและปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะรับอาหารทางวิญญาณนี้”11

จิตวิญญาณที่บาดเจ็บของเราจะได้รับการเยียวยาและเริ่มใหม่ไม่เพียงเพราะขนมปังและน้ำเตือนเราถึงการเสียสละพระวรกายและพระโลหิตของพระผู้ช่วยให้รอดแต่เพราะเครื่องหมายดังกล่าวเตือนเราด้วยว่าพระองค์จะทรงเป็น “อาหารแห่งชีวิต”12 และ “น้ำดำรงชีวิต”13ของเรา

หลังจากการปฏิบัติศีลระลึกต่อชาวนีไฟ พระเยซูตรัสว่า

“คนที่กินขนมปังนี้กินร่างกายเราเพื่อจิตวิญญาณเขา; และคนที่ดื่มเหล้าองุ่นนี้ดื่มโลหิตเราเพื่อจิตวิญญาณเขา; และจิตวิญญาณเขาจะไม่หิวหรือกระหาย, แต่จะอิ่ม

“บัดนี้, เมื่อฝูงชนกินและดื่มกันทุกคนแล้ว, ดูเถิด, พวกเขาเปี่ยมไปด้วยพระวิญญาณ”14

ด้วยพระดำรัสนี้ พระคริสต์ทรงสอนเราว่าพระวิญญาณทรงรักษาและทำให้จิตวิญญาณของเราเริ่มใหม่ พรที่สัญญาไว้ของศีลระลึกคือเราจะ “มีพระวิญญาณของพระองค์อยู่กับ [เรา] ตลอดเวลา”15

เมื่อดิฉันรับส่วนศีลระลึก บางครั้งดิฉันเกิดมโนภาพถึงภาพวาดภาพหนึ่งของพระผู้ช่วยให้รอดผู้ฟื้นคืนพระชนม์พร้อมด้วยพระพาหุที่ทรงยื่นมา ราวกับว่าพระองค์ทรงพร้อมที่จะรับเราเข้าสู่อ้อมพระพาหุที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ ดิฉันชอบภาพนี้ เมื่อดิฉันนึกถึงภาพนี้ระหว่างการปฏิบัติศีลระลึก จิตวิญญาณดิฉันเบิกบานเพราะดิฉันแทบจะได้ยินพระดำรัสของพระผู้ช่วยให้รอด “ดูเถิด, แขนแห่งความเมตตาของเรายื่นมายังเจ้า, และผู้ใดก็ตามที่จะมา, ผู้นั้นเราจะรับ; และคนที่มาหาเราจะเป็นสุข”16

ผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนเป็นตัวแทนพระผู้ช่วยให้รอดเมื่อพวกเขาเตรียม ให้พร และส่งผ่านศีลระลึก เมื่อผู้ดำรงฐานะปุโรหิตยื่นแขนของเขามาที่เราเพื่อมอบเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ ราวกับว่าพระผู้ให้รอดพระองค์เองที่ทรงยื่นพระพาหุแห่งความเมตตาของพระองค์ เชื้อเชิญเราแต่ละคนให้รับส่วนของประทานอันล้ำค่าแห่งความรักที่มีผ่านการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระองค์—ของประทานแห่งการกลับใจ การให้อภัย การปลอบโยน และความหวัง17

ยิ่งเราไตร่ตรองความสำคัญของศีลระลึกมากขึ้นเท่าไร ศีลระลึกจะยิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายสำหรับเรามากขึ้นเท่านั้น นี่คือสิ่งที่คุณพ่ออายุ 96 ปีตอบเมื่อลูกชายถาม “คุณพ่อครับ ทำไมคุณพ่อถึงไปโบสถ์ คุณพ่อมองไม่เห็น ไม่ได้ยิน คุณพ่อไปไหนมาไหนลำบาก ทำไมคุณพ่อถึงไปโบสถ์ครับ” คุณพ่อตอบว่า “ศีลระลึก พ่อไปเพื่อรับส่วนศีลระลึก”

ขอให้เราแต่ละคนมาที่การประชุมศีลระลึกโดยพร้อมที่จะมี “ประสบการณ์ทางวิญญาณที่แท้จริง ศีลมหาสนิทอันศักดิ์สิทธิ์ การเริ่มใหม่สำหรับจิตวิญญาณ [ของเรา]”18

ดิฉันทราบว่าพระบิดาบนสวรรค์และพระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงพระชนม์ ดิฉันสำนึกคุณสำหรับโอกาสที่ศีลระลึกทำให้ดิฉันรู้สึกถึงความรักของพระองค์และรับส่วนของพระวิญญาณ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

Left
Right
แสดงข้ออ้างอิงซ่อนข้ออ้างอิง