ประจักษ์พยานที่มีชีวิต

โดย ประธานเฮนรีย์ บี. อายริงก์

ที่ปรึกษาที่หนึ่งในฝ่ายประธานสูงสุด


Henry B. Eyring
ประจักษ์พยานเรียกร้องการบำรุงเลี้ยงโดยการสวดอ้อนวอนด้วยศรัทธา ความหิวโหยพระคำของพระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์ และการเชื่อฟังความจริงที่เราได้รับ
 

สตรีวัยเยาว์ที่รักทั้งหลาย ท่านคือความหวังอันเจิดจ้าในศาสนจักรของพระเจ้า จุดประสงค์ของข้าพเจ้าในค่ำคืนนี้คือเพื่อช่วยให้ท่านเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น หากความเชื่อนั้นสามารถเป็นประจักษ์พยานอันลึกซึ้งจากพระผู้เป็นเจ้า ความเชื่อนั้นย่อมหล่อหลอมการเลือกของท่านทุกเมื่อเชื่อวัน และจากการเลือกที่ดูเหมือนเล็กน้อยสำหรับท่าน พระเจ้าจะทรงนำท่านไปสู่ความสุขที่ท่านต้องการ โดยผ่านการเลือกของท่าน พระองค์จะสามารถประทานพรแก่ผู้คนนับไม่ถ้วน

การที่ท่านเลือกอยู่กับเราในค่ำคืนนี้เป็นแบบอย่างของการเลือกเรื่องสำคัญ เราเชิญเยาวชนหญิง มารดา และผู้นำมากกว่าล้านคน จากสิ่งอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านน่าจะเลือกทำได้ แต่ท่านเลือกที่จะอยู่กับเรา ท่านเลือกเช่นนั้นเนื่องจากความเชื่อของท่าน

ท่านคือผู้ที่เชื่อในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ท่านเชื่อมากพอที่จะมาฟังผู้รับใช้ของพระองค์ที่นี่และมีศรัทธามากพอจะหวังได้ว่าสิ่งที่ท่านจะได้ยินหรือรู้สึกจะพาท่านไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ท่านรู้สึกในใจท่านว่าการทำตามพระเยซูคริสต์เป็นหนทางไปสู่ความสุขที่มากกว่า

ท่านอาจเห็นว่านั่นเป็นทางเลือกตามจิตสำนึกซึ่งไม่สลักสำคัญอะไรนัก บางทีท่านอาจรู้สึกได้รับแรงจูงใจจากเพื่อนหรือครอบครัวให้อยู่กับเรา ท่านอาจจะแค่ตอบรับน้ำใจของคนที่ชวนท่านมา ถึงแม้ท่านจะไม่สังเกต แต่อย่างน้อยท่านก็รู้สึกถึงพระสุรเสียงเชื้อเชิญอันแผ่วเบาจากพระผู้ช่วยให้รอดว่า “จงตามเรามา”1

ในช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมา พระเจ้าทรงทำให้ความเชื่อที่ท่านมีต่อพระองค์ลึกซึ้งขึ้นและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ประจักษ์พยานของท่าน ท่านได้ยินมากกว่าคำพูดและเสียงเพลง ท่านสัมผัสได้ถึงพยานที่พระวิญญาณทรงแสดงต่อใจท่านว่ามีศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกในศาสนจักรที่แท้จริงของพระเจ้าและมีเส้นทางสู่ความสุขในอาณาจักรของพระองค์ ประจักษ์พยานของท่านเติบโตขึ้นว่านี่คือศาสนจักรที่แท้จริงและดำรงอยู่เพียงแห่งเดียวบนแผ่นดินโลกในปัจจุบัน

เวลานี้ เราทุกคนไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันทั้งหมดทีเดียว บางคนรู้สึกถึงพยานจากพระวิญญาณว่าโธมัส เอส. มอนสันเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า บางคนรู้สึกว่าความซื่อสัตย์ ความบริสุทธิ์ และการทำความดีต่อมนุษย์ทั้งปวงล้วนเป็นพระคุณลักษณะของพระผู้ช่วยให้รอด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นพร้อมกันนั้นคือความปรารถนามากขึ้นที่จะเป็นเหมือนพระองค์

ทุกท่านปรารถนาจะมีประจักษ์พยานที่เข้มแข็งในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ประธานบริคัม ยังก์มองเห็นความต้องการของท่านเมื่อหลายปีก่อน ท่านเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า และด้วยสายตาพยากรณ์ที่ยาวไกลเมื่อ 142 ปีก่อน ท่านเห็นเยาวชนหญิงและความต้องการของเยาวชนหญิง ท่านเป็นบิดาผู้เปี่ยมด้วยรักและศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตในสมัยนั้น

ท่านเห็นได้ถึงอิทธิพลของโลกที่จู่โจมบุตรสาวของท่านเอง ท่านเห็นว่าอิทธิพลทางโลกเหล่านั้นกำลังดึงพวกเธอออกจากวิถีแห่งความสุขของพระเจ้า ในสมัยของท่าน ส่วนหนึ่งอิทธิพลเหล่านั้นมาจากเส้นทางรถไฟข้ามทวีปสายใหม่ที่เชื่อมต่อโลกมาสู่บรรดาวิสุทธิชนผู้แยกตัวมาอยู่อย่างปลอดภัย

ท่านอาจไม่เคยเห็นความน่าพิศวงด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันซึ่งท่านสามารถเลือกเชื่อมต่อไปยังแนวความคิดและผู้คนนับไม่ถ้วนทั่วโลกด้วยอุปกรณ์ที่ถืออยู่ในมือ แต่ท่านเห็นคุณประโยชน์ที่บุตรสาว—และท่านทั้งหลาย—จะได้รับเมื่อเลือกทำตามประจักษ์พยานอันมีพลังในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์และทรงรักเราและแผนแห่งความสุขของพระองค์

ต่อไปนี้คือคำแนะนำเชิงพยากรณ์จากการดลใจซึ่งท่านให้แก่บุตรสาวและเยาวชนหญิงตลอดไป

คำแนะนำดังกล่าวเป็นหัวใจของข่าวสารข้าพเจ้าในค่ำคืนนี้ ท่านพูดในห้องหนึ่งของบ้านซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่ถึงกิโลเมตรจากสถานที่ซึ่งข่าวสารนี้ออกไปสู่ธิดาของพระผู้เป็นเจ้าในบรรดาประชาชาติทั่วโลกเวลานี้ “บุตรสาวผู้เยาว์วัยแห่งอิสราเอลจำเป็นต้องมีประจักษ์พยานที่มีชีวิตเกี่ยวกับความจริง”2

จากนั้นท่านได้ตั้งกลุ่มสตรีรุ่นเยาว์ซึ่งปัจจุบันเราเรียกกันในศาสนจักรของพระเจ้าว่า “เยาวชนหญิง” ในคืนนี้ท่านสัมผัสได้ถึงผลอันล้ำเลิศของการตัดสินใจเลือกในการประชุมเย็นวันอาทิตย์นั้นที่ห้องรับแขกของบ้านท่าน

กว่า 100 ปีต่อมา บุตรสาวแห่งอิสราเอลทั่วโลกปรารถนาจะมีประจักษ์พยานที่มีชีวิตเกี่ยวกับความจริงด้วยตนเอง แต่นี้ต่อไปตลอดชั่วชีวิต ท่านจำเป็นต้องมีประจักษ์พยานที่มีชีวิตและเติบโตเพื่อทำให้ท่านแข็งแกร่งและนำท่านไปสู่ชีวิตนิรันดร์ ด้วยประจักษ์พยานนี้ท่านจะเป็นผู้ส่งต่อแสงสว่างของพระคริสต์ไปยังพี่น้องของท่านทั่วโลกและอนุชนรุ่นต่อๆ ไป

ท่านรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวว่าประจักษ์พยานคืออะไร ประธานโจเซฟ ฟิลดิงก์ สมิธสอนว่าประจักษ์พยาน “คือความรู้อันแน่ชัดที่มาจากการเปิดเผยต่อ [ผู้] แสวงหาความจริงอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน” ท่านกล่าวถึงประจักษ์พยานและพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งนำการเปิดเผยดังกล่าวมาให้ว่า “พลังโน้มน้าวของพระวิญญาณมีพลังมากจนความสงสัยไม่อาจหลงเหลืออยู่ในจิตใจเมื่อพระวิญญาณตรัส นี่คือทางเดียวที่บุคคลคนหนึ่งจะรู้ได้อย่างแท้จริงว่าพระเยซูคือพระคริสต์และพระกิตติคุณของพระองค์เป็นความจริง”3

ท่านสัมผัสการดลใจนั้นด้วยตนเอง อาจเป็นการยืนยันพระกิตติคุณส่วนหนึ่งดังที่ยืนยันกับข้าพเจ้าในค่ำคืนนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ยินข้อความจากหลักแห่งความเชื่อข้อสิบสามเกี่ยวกับ “การเป็นคนซื่อสัตย์, แน่วแน่, บริสุทธิ์, [และ] มีเมตตา” ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับว่าพระเจ้าตรัสข้อความเหล่านั้น ข้าพเจ้ารู้สึกอีกครั้งว่าสิ่งเหล่านั้นคือพระคุณลักษณะของพระองค์ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าโจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ ดังนั้น สำหรับข้าพเจ้าสิ่งเหล่านั้นจึงมิได้เป็นเพียงข้อความ

ในมโนภาพข้าพเจ้าเห็นภาพถนนฝุ่นคลุ้งแห่งแคว้นยูเดียและสวนเกทเสมนี ในใจข้าพเจ้าสัมผัสได้อย่างน้อยถึงความรู้สึกคล้ายกันกับที่โจเซฟรู้สึกขณะคุกเข่าเบื้องพระพักตร์พระบิดาและพระบุตรในป่าเมืองนิวยอร์ก ในมโนภาพนั้นข้าพเจ้าไม่ได้เห็นลำแสงเหนือความเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันเช่นเดียวกับท่าน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความอบอุ่นและความน่าพิศวงของประจักษ์พยาน

ประจักษ์พยานจะมาสู่ท่านในรูปของชิ้นส่วนย่อยๆ เมื่อส่วนต่างๆ ของความจริงทั้งหมดในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้รับการยืนยันแล้ว ตัวอย่างเช่น ขณะท่านอ่านและไตร่ตรองพระคัมภีร์มอรมอน ข้อพระคัมภีร์ที่ท่านเคยอ่านจะดูเหมือนใหม่สำหรับท่านและทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ประจักษ์พยานของท่านจะเติบโตทั้งความกว้างและลึกขณะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงยืนยันว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความจริง ประจักษ์พยานที่มีชีวิตของท่านจะขยายเมื่อท่านศึกษา สวดอ้อนวอน และไตร่ตรองพระคัมภีร์

คำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับข้าพเจ้าเกี่ยวกับการได้รับและรักษาไว้ซึ่งประจักษ์พยานกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ อยู่ในแอลมาบทที่ 32 ในพระคัมภีร์มอรมอน ท่านอาจเคยอ่านมาแล้วหลายครั้ง ข้าพเจ้าพบความสว่างเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่อ่านบทนี้ คืนนี้เราจะทบทวนบทเรียนดังกล่าวกันอีกครั้ง

เราเรียนรู้ในข้อความที่ได้รับการดลใจเหล่านั้นเพื่อเริ่มค้นหาประจักษ์พยานของเราด้วย “อนุภาคหนึ่งของศรัทธา”4 และด้วยความปรารถนาให้ศรัทธานั้นเติบโต ค่ำคืนนี้ท่านรู้สึกถึงศรัทธาและความปรารถนาดังกล่าวขณะฟังคำปราศรัยที่สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับพระเมตตาของพระผู้ช่วยให้รอด ความซื่อสัตย์ของพระองค์ ตลอดจนความบริสุทธิ์ที่พระบัญญัติและการชดใช้ของพระองค์ทำให้เกิดขึ้นได้เพื่อเรา

ดังนั้น เมล็ดแห่งศรัทธาจึงปลูกไว้ในใจท่านแล้ว ท่านอาจรู้สึกได้บ้างถึงการขยายของใจท่านตามที่สัญญาไว้ในแอลมา ข้าพเจ้ารู้สึก

แต่เช่นเดียวกับพืชที่กำลังเติบโตต้องได้รับการบำรุงเลี้ยงมิเช่นนั้นจะเหี่ยวแห้ง การสวดอ้อนวอนเป็นประจำอย่างจริงใจด้วยศรัทธาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งและเป็นสารอาหารที่จำเป็น การเชื่อฟังความจริงที่ท่านได้รับจะรักษาประจักษ์พยานให้คงอยู่และเสริมสร้างประจักษ์พยาน การเชื่อฟังพระบัญญัติเป็นส่วนหนึ่งของการบำรุงเลี้ยงที่ท่านต้องให้แก่ประจักษ์พยาน

ท่านจำได้ถึงคำสัญญาของพระผู้ช่วยให้รอดที่ว่า “ถ้าผู้ใดตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือว่าเราพูดตามใจชอบของเราเอง”5

คำสัญญานั้นเกิดผลกับข้าพเจ้าและจะเกิดผลกับท่านเช่นกัน หลักคำสอนข้อหนึ่งของพระกิตติคุณที่ข้าพเจ้าเรียนรู้สมัยเด็กคือหลักคำสอนที่ว่าของประทานสำคัญที่สุดในบรรดาของประทานทั้งปวงของพระผู้เป็นเจ้าคือชีวิตนิรันดร์6 ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์คือการได้อยู่ด้วยกันด้วยความรักในครอบครัวตลอดกาล

นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ยินความจริงเหล่านั้นและได้รับการยืนยันในใจ ข้าพเจ้ารู้สึกถึงพันธะรับผิดชอบที่จะเลือกทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและพยายามทำให้เกิดสันติสุขในครอบครัวและในบ้านข้าพเจ้า

หลังจากชีวิตนี้เท่านั้นที่ข้าพเจ้าสามารถได้รับพรประเสริฐสุดในบรรดาพรทั้งปวง นั่นคือชีวิตนิรันดร์ แต่ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ในชีวิตนี้ อย่างน้อยข้าพเจ้าก็ได้เห็นชั่วแวบหนึ่งว่าครอบครัวในสวรรค์ของข้าพเจ้าจะเป็นเช่นไร จากประสบการณ์เหล่านั้น ประจักษ์พยานที่ข้าพเจ้ารู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของอำนาจการผนึกที่ใช้ในพระวิหารจึงเติบโตและเข้มแข็งขึ้น

การเฝ้าดูบุตรสาวสองคนของข้าพเจ้าบัพติศมาในพระวิหารแทนบรรพชนทำให้ใจข้าพเจ้าเข้าใกล้พวกเธอและบรรพชนเหล่านั้นที่เราค้นหาชื่อมาได้ คำสัญญาของเอลียาห์ที่ว่าใจทั้งหลายในครอบครัวจะหันไปหากันบังเกิดกับเรา7 ด้วยเหตุนี้ ศรัทธาสำหรับข้าพเจ้าจึงกลายเป็นความรู้ที่แน่นอน ดังที่สัญญาไว้ในหนังสือแอลมา

อย่างน้อยข้าพเจ้าก็เคยสัมผัสได้ถึงปีติส่วนหนึ่งซึ่งบรรพชนข้าพเจ้าเคยสัมผัสเมื่อพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จมาในโลกวิญญาณหลังการปฏิบัติศาสนกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายจากพระคัมภีร์หลักคำสอนและพันธสัญญา

“และวิสุทธิชนชื่นชมยินดีในการไถ่ของพวกเขา, และย่อเข่าลงและยอมรับพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าเป็นพระผู้ไถ่ และพระผู้ปลดปล่อยของพวกเขาจากความตายและโซ่แห่งนรก.

“สีหน้าพวกเขาส่องสว่าง, และรัศมีจากพระสิริของพระเจ้าอยู่บนพวกเขา, และพวกเขาร้องเพลงสรรเสริญพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์”8

ปีติของพวกเขาที่ข้าพเจ้าสัมผัสได้มาจากการกระทำตามประจักษ์พยานที่ว่าคำสัญญาของพระเจ้าเกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์เป็นความจริง ประจักษ์พยานดังกล่าวเข้มแข็งขึ้นจากการที่ข้าพเจ้าเลือกกระทำตาม ดังที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงสัญญาไว้ว่าจะเป็นเช่นนั้น

พระองค์ทรงสอนเราเช่นกันว่านอกจากการเลือกเชื่อฟัง เราต้องสวดอ้อนวอนขอประจักษ์พยานแห่งความจริงด้วย พระเจ้าทรงสอนเราโดยทรงบัญชาให้เราสวดอ้อนวอนเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอน พระองค์ตรัสผ่านศาสดาพยากรณ์โมโรไนดังนี้

“ดูเถิด, ข้าพเจ้าจะแนะนำท่านว่าเมื่อท่านจะอ่านเรื่องเหล่านี้, หากจะเป็นปรีชาญาณในพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านจะอ่าน, ให้ท่านจำไว้ว่าพระเจ้าทรงเมตตาลูกหลานมนุษย์เพียงใด, นับแต่การสร้างอาดัมแม้ลงมาจนถึงเวลาที่ท่านจะได้รับเรื่องเหล่านี้, และไตร่ตรองในใจท่าน.

“และเมื่อท่านจะได้รับเรื่องเหล่านี้, ข้าพเจ้าจะแนะนำท่านให้ทูลถามพระผู้เป็นเจ้า, พระบิดานิรันดร์, ในพระนามของพระคริสต์, ว่าเรื่องเหล่านี้จริงหรือไม่; และหากท่านจะทูลถามด้วยใจจริง, ด้วยเจตนาแท้จริง, โดยมีศรัทธาในพระคริสต์, พระองค์จะทรงแสดงความจริงของเรื่องให้ประจักษ์แก่ท่าน, โดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์.

“และโดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ท่านจะรู้ความจริงของทุกเรื่อง”9

ข้าพเจ้าหวังว่าทุกท่านพิสูจน์คำสัญญานั้นมาแล้วด้วยตัวท่านเองหรือท่านจะทำในไม่ช้า คำตอบอาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ทางวิญญาณอันทรงพลังในครั้งเดียว คำตอบเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอย่างเงียบๆ ในตอนแรก แต่เกิดขึ้นหนักแน่นกว่าเดิมทุกครั้งที่ข้าพเจ้าอ่านและสวดอ้อนวอนเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอน

ข้าพเจ้ามิได้พึ่งพาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เพื่อรักษาประจักษ์พยานที่มีชีวิตของข้าพเจ้าเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอนให้มั่นคง ข้าพเจ้าได้รับคำสัญญาของโมโรไนบ่อยๆ ข้าพเจ้ามิได้ถือว่าพรแห่งประจักษ์พยานนั้นเป็นสิทธิ์ที่ข้าพเจ้าจะได้รับตลอดไป

ประจักษ์พยานเรียกร้องการบำรุงเลี้ยงโดยการสวดอ้อนวอนด้วยศรัทธา ความหิวโหยพระคำของพระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์ และการเชื่อฟังความจริงที่เราได้รับ มีอันตรายเมื่อเราละเลยการสวดอ้อนวอน มีอันตรายต่อประจักษ์พยานของเราเมื่อเราเพียงแต่ศึกษาและอ่านพระคัมภีร์แบบขอไปที สิ่งเหล่านั้นเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อประจักษ์พยานของเรา

ท่านจำได้ถึงคำเตือนของแอลมาที่ว่า

“แต่หากท่านละเลยต้นไม้, และไม่คิดถึงการบำรุงเลี้ยงมัน, ดูเถิดมันจะไม่แตกราก; และเมื่อความร้อนของดวงอาทิตย์มาถึงและแผดเผามัน, เนื่องจากมันไม่มีรากมันย่อมเหี่ยวแห้งไป, และท่านก็ถอนมันขึ้นและโยนมันทิ้ง.

“บัดนี้, นี่ไม่ใช่เพราะเมล็ดไม่ดี, ทั้งไม่ใช่เพราะผลของมันไม่เป็นที่พึงปรารถนา; แต่เป็นเพราะดินของท่านแห้งแล้ง, และท่านไม่ยอมบำรุงเลี้ยงต้นไม้, ฉะนั้นท่านจะรับผลจากมันไม่ได้”10

การดื่มด่ำพระคำของพระผู้เป็นเจ้า การสวดอ้อนวอนด้วยความจริงใจ และการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า ต้องนำมาประยุกต์ใช้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเพื่อให้ประจักษ์พยานของท่านเจริญงอกงาม เราทุกคนต่างมีสภาวการณ์เหนือการควบคุมที่เข้ามาขัดจังหวะแบบแผนการศึกษาพระคัมภีร์ของเรา อาจมีช่วงเวลาที่เราเลือกไม่สวดอ้อนวอนด้วยเหตุผลบางอย่าง อาจมีพระบัญญัติที่เราเลือกเพิกเฉยชั่วเวลาหนึ่ง

แต่ท่านจะไม่ปรารถนาจะได้รับประจักษ์พยานที่มีชีวิตหากท่านหลงลืมคำเตือนและคำสัญญาในแอลมาที่ว่า

“และด้วยเหตุนี้, หากท่านไม่ยอมบำรุงเลี้ยงพระวจนะ, โดยตั้งตารอผลของต้นไม้ด้วยดวงตาแห่งศรัทธาแล้ว, ท่านจะไม่มีวันเก็บผลจากต้นไม้แห่งชีวิตได้เลย.

“แต่หากท่านจะบำรุงเลี้ยงพระวจนะ, แท้จริงแล้ว, บำรุงเลี้ยงต้นไม้เมื่อเริ่มเติบโต, โดยศรัทธาของท่านด้วยความขยันหมั่นเพียรยิ่ง, และด้วยความอดทน, โดยตั้งตารอผลจากต้นไม้, มันจะแตกราก; และดูเถิดมันจะเป็นต้นไม้ที่งอกงามไปสู่ชีวิตอันเป็นนิจ.

“และเพราะความขยันหมั่นเพียรของท่านและศรัทธาของท่านและความอดทนของท่านต่อพระวจนะขณะบำรุงเลี้ยงมัน, เพื่อมันจะแตกรากในท่าน, ดูเถิด, ในไม่ช้าท่านจะเก็บผลจากมันได้, ซึ่งมีค่าที่สุด, ซึ่งหวานเหนือทุกสิ่งที่หวาน, และขาวเหนือทุกสิ่งที่ขาว, แท้จริงแล้ว, และพิศุทธิ์เหนือทุกสิ่งที่พิศุทธิ์; และท่านจะดื่มด่ำผลนี้แม้จนอิ่ม, เพื่อท่านจะไม่หิว, ท่านจะไม่กระหาย.

“จากนั้น … ท่านจะเก็บเกี่ยวรางวัลแห่งศรัทธาของท่าน, และความขยันหมั่นเพียรของท่าน, และความอดทน, และความอดกลั้น, ขณะรอคอยให้ต้นไม้ออกผลให้ท่าน”11

ถ้อยคำในข้อพระคัมภีร์ที่ว่า “ตั้งตารอผลจากต้นไม้” เป็นแนวทางคำสอนอันชาญฉลาดที่ท่านได้รับในค่ำวันนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่ดวงตาของท่านมองตรงไปสู่อนาคตเบื้องหน้าในห้องผนึกที่พระวิหาร นั่นเป็นเหตุผลที่คืนนี้ท่านได้รับความช่วยเหลือให้มองเห็นแสงที่เชื่อมต่อกันประหนึ่งไม่มีที่สิ้นสุดในกระจกที่หันหน้าเข้าหากันบนผนังของห้องผนึกซึ่งท่านจะได้แต่งงานในพระวิหารของพระผู้เป็นเจ้า

หากท่านสามารถตั้งตารอวันนั้นด้วยความปรารถนามากพออันเกิดจากประจักษ์พยาน ท่านจะเข้มแข็งขึ้นในการต้านทานการล่อลวงของโลก แต่ละครั้งที่ท่านเลือกพยายามดำเนินชีวิตเหมือนพระผู้ช่วยให้รอดมากขึ้น ท่านจะมีประจักษ์พยานเข้มแข็งขึ้น ไม่ช้าก็เร็วท่านจะรู้ด้วยตนเองว่าพระองค์ทรงเป็นแสงสว่างของโลก

ท่านจะรู้สึกถึงความสว่างที่เจิดจ้าขึ้นในชีวิตท่าน สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นหากไม่ใช้ความพยายาม แต่จะเกิดขึ้นเมื่อประจักษ์พยานของท่านเติบโตและท่านเลือกบำรุงเลี้ยงประจักษ์พยานนั้น ต่อไปนี้คือคำสัญญาที่แน่นอนจากพระคัมภีร์หลักคำสอนและพันธสัญญา “สิ่งซึ่งมาจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นความสว่าง; และคนที่รับความสว่าง, และดำเนินอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าต่อไป, รับความสว่างมากขึ้น; และความสว่างนั้นเจิดจ้ายิ่งขึ้นๆ จนถึงวันที่สมบูรณ์”12

ท่านจะเป็นแสงสว่างของโลกเมื่อท่านแบ่งปันประจักษ์พยานกับผู้อื่น ท่านจะสะท้อนให้ผู้อื่นเห็นแสงสว่างของพระคริสต์ในชีวิตท่าน พระเจ้าจะทรงหาวิธีให้แสงสว่างนั้นสัมผัสผู้คนที่ท่านรัก และโดยผ่านทางศรัทธาผนึกกับประจักษ์พยานจากเหล่าธิดาของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงสัมผัสชีวิตคนหลายล้านคนในอาณาจักรของพระองค์และทั่วโลกด้วยแสงสว่างของพระองค์

ในประจักษ์พยานและการเลือกของท่านมีความหวังของศาสนจักรและอนุชนหลายรุ่นที่จะดำเนินตามแบบอย่างของท่านในการฟังและยอมรับคำเชื้อเชิญจากพระเจ้าที่ว่า “จงตามเรามา” พระเจ้าทรงรู้จักท่านและทรงรักท่าน

ข้าพเจ้าฝากความรักและประจักษ์พยานของข้าพเจ้าไว้กับท่าน ท่านคือธิดาของพระบิดาในสวรรค์ผู้ทรงพระชนม์และทรงรักท่าน ข้าพเจ้ารู้ว่าพระเยซูคริสต์ พระบุตรผู้ฟื้นคืนพระชนม์ ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและแสงสว่างของโลก ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงส่งข่าวสารมายังท่านค่ำคืนนี้เพื่อยืนยันความจริงต่อใจท่าน ประธานโธมัส เอส. มอนสันเป็นศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสิ่งเหล่านี้ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน

Show References

  1.  

    1.  ลูกา 18:22

  2.  

    2. บริคัม ยังก์, ใน A Century of Sisterhood: Chronological Collage, 1869–1969 (1969) หน้า 8

  3.  

    3. โจเซฟ ฟิลดิงก์ สมิธ, Answers to Gospel Questions, comp. Joseph Fielding Smith Jr., 5 vols. (1957–66), 3:31

  4.  

    4. ดู Alma 32:27

  5.  

    5.  ยอห์น 7:17

  6.  

    6. ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 14:7

  7.  

    7. ดู มาลาคี 4:5–6; โจเซฟ สมิธ—ประวัติ 1:38–39

  8.  

    8.  หลักคำสอนและพันธสัญญา 138:23–24

  9.  

    9  โมโรไน 10:3–5

  10.  

    10.  แอลมา 32:38–39

  11.  

    11.  แอลมา 32:40–43

  12.  

    12.  หลักคำสอนและพันธสัญญา 50:24