วิญญาณแห่งการเปิดเผย

แห่งโควรัมอัครสาวกสิบสอง


David A. Bednar
วิญญาณแห่งการเปิดเผยเป็นจริง—สามารถปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่จริงๆ ในชีวิตเราแต่ละคนตลอดจนในศาสนจักร

ข้าพเจ้าขอขอบคุณสำหรับการดลใจในการเลือกเพลงสวดที่จะร้องหลังจบคำพูดของข้าพเจ้า “ฉันทำความดีบ้างหรือไม่?” (เพลงสวด บทเพลงที่ 109) ข้าพเจ้าเข้าใจนัยดังกล่าว

ข้าพเจ้าขอให้ท่านพิจารณาถึงประสบการณ์สองอย่างที่เราแทบทุกคนเคยประสบมาเกี่ยวกับความสว่าง

ประสบการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อเราเข้าไปในห้องมืดและเปิดสวิตช์ไฟ จำได้หรือไม่ว่าแสงไฟสว่างจ้าเข้ามาเต็มห้องทันทีจนทำให้ความมืดหายไป สิ่งที่เคยมองไม่เห็นและเห็นรางๆ ก่อนหน้านี้กลับชัดเจนและรู้ว่าเป็นอะไร ประสบการณ์นี้มีลักษณะพิเศษจากการรับรู้แสงซึ่งเกิดขึ้นอย่างเจิดจ้าโดยฉับพลัน

ประสบการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อเราเฝ้ามองกลางคืนเปลี่ยนเป็นรุ่งเช้า ท่านจำได้ไหมว่าแสงบริเวณขอบฟ้าสว่างขึ้นอย่างช้าๆ จนเราแทบไม่สังเกตเห็น ตรงข้ามกับการเปิดไฟในห้องมืด แสงจากดวงอาทิตย์ขึ้นไม่ได้สว่างจ้าขึ้นมาทันที แต่ความแรงของแสงค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างคงที่ จนความมืดในยามค่ำคืนถูกบดบังด้วยความสว่างสดใสของรุ่งอรุณ ในที่สุดดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้า แต่ภาพที่ทำให้เห็นว่าดวงอาทิตย์กำลังใกล้จะมาถึงเกิดขึ้นหลายชั่วโมงก่อนดวงอาทิตย์ปรากฏเหนือขอบฟ้า ประสบการณ์นี้มีลักษณะพิเศษโดยการรับรู้แสงซึ่งเกิดขึ้นทีละน้อยอย่างแยบยล

จากประสบการณ์ธรรมดาสองอย่างนี้เกี่ยวกับแสง เราเรียนรู้ได้มากเกี่ยวกับวิญญาณแห่งการเปิดเผย ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงดลใจและแนะนำเราขณะมุ่งเน้นในเรื่องวิญญาณแห่งการเปิดเผยและแบบแผนพื้นฐานที่เราได้รับการเปิดเผย

วิญญาณแห่งการเปิดเผย

การเปิดเผยเป็นการสื่อสารจากพระผู้เป็นเจ้ามายังบุตรธิดาของพระองค์บนแผ่นดินโลกและเป็นพรสำคัญประการหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับของประทานและความเป็นเพื่อนตลอดเวลาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธสอนว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์คือผู้เปิดเผย” และ “ไม่มีใครรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้โดยไม่ได้รับการเปิดเผย” (ดู คำสอนของประธานศาสนาจักร: โจเซฟ สมิธ [2007] หน้า 142)

วิญญาณแห่งการเปิดเผยมีให้ทุกคนที่รับศาสนพิธีแห่งความรอดของบัพติศมาโดยลงไปในน้ำทั้งตัวเพื่อการปลดบาปและการวางมือเพื่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยอำนาจฐานะปุโรหิตที่ถูกต้อง—พร้อมกับผู้ที่กระทำด้วยศรัทธาเพื่อให้คำสั่งฐานะปุโรหิตเกิดสัมฤทธิผลในการ “รับพระวิญญาณบริสุทธิ์” พรนี้มิได้จำกัดไว้ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมของศาสนจักรเท่านั้น แต่เป็นของชาย หญิง รวมทั้งเด็กทุกคนผู้ถึงวัยที่รับผิดชอบได้และเข้าสู่พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ และควรเกิดผลในชีวิตคนเหล่านั้น ความปรารถนาจากใจจริงและความมีค่าควรเชื้อเชิญวิญญาณแห่งการเปิดเผยมาสู่ชีวิตเรา

โจเซฟ สมิธและออลิเวอร์ คาวเดอรีได้รับประสบการณ์อันมีค่าเกี่ยวกับวิญญาณแห่งการเปิดเผยขณะแปลพระคัมภีร์มอรมอน ทั้งสองเรียนรู้ว่าท่านจะได้รับความรู้อะไรก็ตามที่จำเป็นต่อการทำงานให้ลุล่วงหากท่านทูลขอด้วยศรัทธา ด้วยใจซื่อสัตย์ โดยเชื่อว่าจะได้รับ และเมื่อเวลาผ่านไปพวกท่านจึงเข้าใจยิ่งขึ้นว่าโดยทั่วไปวิญญาณแห่งการเปิดเผยทำหน้าที่ในรูปของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในความคิดและในใจโดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ดู คพ. 8:1–2; 100:5–8) ดังที่พระเจ้าทรงแนะนำท่านว่า “บัดนี้, ดูเถิด, นี่คือวิญญาณแห่งการเปิดเผย; ดูเถิด, นี่คือวิญญาณซึ่งโดยวิญญาณนี้ โมเสสนำลูกหลานของอิสราเอลผ่านทะเลแดงมาบนพื้นดินแห้ง. ฉะนั้น นี่คือของประทานของเจ้า; จงนำของประทานนี้มาใช้” (คพ. 8:3–4)

ข้าพเจ้าเน้นข้อความที่ว่า “จงนำของประทานนี้มาใช้” ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับวิญญาณแห่งการเปิดเผย ในพระคัมภีร์มักจะอธิบายบ่อยครั้งถึงอิทธิพลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าเป็น “เสียงสงบแผ่วเบา” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:12; 1 นีไฟ 17:45; ดู 3 นีไฟ 11:3 ด้วย) และ “เสียง … แห่งความนุ่มนวลอย่างสมบูรณ์” (ฮีลามัน 5:30) เพราะพระวิญญาณทรงกระซิบเราอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจว่าเหตุใดเราควรหลีกเลี่ยงสื่อที่ไม่เหมาะสม สื่อลามก รวมทั้งสารและพฤติกรรมเสพติดที่เป็นอันตราย เครื่องมือเหล่านี้ของปฏิปักษ์สามารถบั่นทอนจนในที่สุดทำลายความสามารถของเราในการรับรู้และตอบสนองต่อข่าวสารอันละเอียดอ่อนที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมายังเราโดยพลังอำนาจพระวิญญาณของพระองค์ เราทุกคนพึงพิจารณาและใคร่ครวญอย่างจริงจังร่วมกับการสวดอ้อนวอนถึงวิธีปฏิเสธการชักจูงของมารและวิธี “นำของประทานมาใช้” อย่างชอบธรรม แม้วิญญาณแห่งการเปิดเผยในชีวิตส่วนตัวและครอบครัวเรา

แบบแผนของการเปิดเผย

การเปิดเผยได้มาในหลากหลายวิธี ตัวอย่างเช่น ความฝัน นิมิต การสนทนากับผู้ส่งสารจากสวรรค์ และการดลใจ การเปิดเผยบางอย่างได้รับอย่างหนักแน่นโดยทันที บางอย่างค่อยๆ รับรู้ทีละน้อยอย่างแยบยล ประสบการณ์ทั้งสองอย่างเกี่ยวกับแสงซึ่งข้าพเจ้าอธิบายไปแล้วช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับแบบแผนพื้นฐานของการเปิดเผยทั้งสองวิธี

การเปิดไฟในห้องมืดเปรียบเสมือนการรับข่าวสารจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างรวดเร็วครบถ้วนทั้งหมดในคราวเดียว พวกเราจำนวนมากเคยประสบแบบแผนของการเปิดเผยเช่นนี้เมื่อเราได้รับคำตอบจากการสวดอ้อนวอนที่จริงใจหรือได้รับการนำทางหรือการปกป้องที่จำเป็นตามพระประสงค์และกำหนดเวลาของพระผู้เป็นเจ้า คำอธิบายถึงการแสดงให้ประจักษ์อย่างหนักแน่นโดยทันทีเช่นนั้นมีอยู่ในพระคัมภีร์ บรรยายไว้ในประวัติศาสนจักร และแสดงให้เห็นในชีวิตเราเอง สิ่งอัศจรรย์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แบบแผนของการเปิดเผยดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นได้ยากกว่าธรรมดาทั่วไป

แสงที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยซึ่งฉายออกมาจากดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นเปรียบเสมือนการได้รับข่าวสารจากพระผู้เป็นเจ้า “บรรทัดมาเติมบรรทัด, กฎเกณฑ์มาเติมกฎเกณฑ์” (2 นีไฟ 28:30) ส่วนใหญ่แล้ว การเปิดเผยเพิ่มเติมมาทีละน้อยตามเวลาและประทานให้ตามความปรารถนา ความมีค่าควร และการเตรียมพร้อมของเรา การสื่อสารจากพระบิดาบนสวรรค์เช่นนั้นค่อยๆ “กลั่นลงมาบน [จิตวิญญาณเรา] ดังน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์” (คพ. 121:45) อย่างนุ่มนวล แบบแผนของการเปิดเผยเช่นนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นได้ทั่วไป เห็นได้จากประสบการณ์ของนีไฟเมื่อท่านลองพยายามทำหลายวิธีก่อนจะเอาแผ่นจารึกทองเหลืองมาจากเลบันได้สำเร็จ (ดู 1 นีไฟ 3–4) ในที่สุด พระวิญญาณนำท่านไปยังเยรูซาเล็ม “โดยหารู้ล่วงหน้าไม่ถึงสิ่งที่ [ท่าน] ควรทำ” (1 นีไฟ 4:6) ท่านไม่ได้เรียนรู้วิธีต่อเรือด้วยฝีมือวิจิตรพิสดารในคราวเดียว แต่พระเจ้าทรงแสดงให้นีไฟเห็น “เป็นครั้งคราวว่า [ท่าน] ควรทำงานไม้เพื่อต่อเรือด้วยวิธีใด” (1 นีไฟ 18:1)

ทั้งประวัติศาสนจักรและชีวิตส่วนตัวของเราล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยตัวอย่างแบบแผนของพระเจ้าในการรับการเปิดเผย “บรรทัดมาเติมบรรทัด, กฎเกณฑ์มาเติมกฎเกณฑ์” ตัวอย่างเช่น ความจริงพื้นฐานของพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูมิได้ประทานให้แก่โจเซฟ สมิธทั้งหมดในคราวเดียวที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ สมบัติอันประมาณค่ามิได้เหล่านี้ได้รับการเปิดเผยตามแต่สภาวการณ์เรียกร้องและตามเวลาที่เหมาะสม

ประธานโจเซฟ เอฟ. สมิธ อธิบายว่าแบบแผนของการเปิดเผยนี้เกิดขึ้นในชีวิตท่านอย่างไร “สมัยเด็ก … ข้าพเจ้าจะออกไปทูลขอพระเจ้าบ่อยๆ ให้พระองค์ทรงแสดงสิ่งอัศจรรย์บางอย่างต่อข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้รับประจักษ์พยาน แต่พระเจ้าทรงยับยั้งสิ่งอัศจรรย์ไว้จากข้าพเจ้า และแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นความจริง บรรทัดมาเติมบรรทัด … จนกระทั่งทรงทำให้ข้าพเจ้ารู้ความจริงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จนกระทั่งความสงสัยและความกลัวลบล้างออกไปจากข้าพเจ้าจนหมดสิ้น พระองค์ไม่ต้องทรงส่งเทพจากสวรรค์ลงมาทำสิ่งนี้หรือตรัสด้วยแตรของเทพาดิเทพ แต่โดยการกระซิบของเสียงสงบแผ่วเบาจากพระวิญญาณพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์ พระองค์ประทานประจักษ์พยานที่ข้าพเจ้ามีอยู่ และโดยหลักธรรมกับอำนาจนี้ พระองค์จะประทานความรู้เรื่องความจริงให้ลูกหลานมนุษย์ทั้งปวงซึ่งจะอยู่กับพวกเขา และจะทำให้พวกเขารู้ความจริงดังที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้ตลอดจนทำตามพระประสงค์ของพระบิดาเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงทำ และไม่มีการแสดงให้ประจักษ์ของสิ่งอัศจรรย์ใดๆ จะบรรลุถึงสิ่งนี้ได้” (ใน Conference Report, เม.ย. 1900, 40–41)

เราในฐานะสมาชิกศาสนจักรมีแนวโน้มที่จะเน้นเรื่องการแสดงให้ประจักษ์ทางวิญญาณอันอัศจรรย์และน่าตื่นเต้นประทับใจจนเราอาจไม่เห็นคุณค่าและแม้แต่มองข้ามแบบแผนดั้งเดิมที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ทำงานของพระองค์ให้สำเร็จ “ความเรียบง่ายของทาง” (1 นีไฟ 17:41) ในการได้รับความรู้สึกทางวิญญาณเพิ่มขึ้นทีละน้อย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปผลทั้งหมดก่อเกิดเป็นคำตอบที่ปรารถนาหรือการนำทางที่จำเป็น ซึ่งอาจทำให้เรามอง “ข้ามเป้าหมาย” ไปได้ (เจคอบ 4:14)

ข้าพเจ้าพูดคุยกับผู้คนมากมายที่สงสัยในความเข้มแข็งของประจักษ์พยานส่วนตัวของตนเองและประเมินความสามารถทางวิญญาณของตนเองน้อยเกินไปเพราะเขาไม่ได้รับความรู้สึกอัศจรรย์หรือแรงกล้าบ่อยๆ บางทีเมื่อเราครุ่นคิดถึงประสบการณ์ของโจเซฟ สมิธในป่าศักดิ์สิทธิ์ เซาโลบนถนนสู่ดามัสกัส และแอลมาผู้บุตร เราเชื่อว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องหรือขาดหายไปหากเราไม่มีประสบการณ์คล้ายกับแบบอย่างของบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นที่รู้จักและมีความน่าประทับใจทางวิญญาณ หากท่านมีความคิดหรือความสงสัยคล้ายๆ กันนี้ ขอให้รู้ว่าท่านปกติดี เพียงแต่มุ่งหน้าด้วยความแน่วแน่อย่างเชื่อฟังต่อไป และด้วยศรัทธาในพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อท่านทำเช่นนั้นท่าน “ไม่อาจผิดพลาดได้” (คพ. 80:3)

ประธานโจเซฟ เอฟ. สมิธแนะนำว่า “แสดงให้ข้าพเจ้าเห็นทีว่าวิสุทธิชนยุคสุดท้ายคนใดที่พึ่งสิ่งอัศจรรย์ เครื่องหมาย และนิมิตเพื่อให้ตนเองแน่วแน่อยู่ได้ในศาสนจักร และข้าพเจ้าจะแสดง่ให้ท่านเห็นสมาชิก … ที่อยู่ในสถานภาพที่ดีต่อเบื้องพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า และผู้ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ลื่นล้มได้ง่าย มิใช่เพราะมีการแสดงให้ประจักษ์อันน่าอัศจรรย์ที่ทำให้เรามั่นคงอยู่ในความจริง แต่นั่นเกิดขึ้นจากการเชื่อฟังอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและซื่อสัตย์ต่อพระบัญญัติและกฎของพระผู้เป็นเจ้า” (ใน Conference Report, เม.ย. 1900 หน้า 40)

ประสบการณ์ทั่วไปอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับแสงช่วยให้เราเรียนรู้ความจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบบแผนของการเปิดเผยแบบ “บรรทัดมาเติมบรรทัด, กฎเกณฑ์มาเติมกฎเกณฑ์” บางครั้งดวงอาทิตย์ขึ้นในเช้าที่เต็มไปด้วยเมฆหรือหมอก เนื่องจากภาวะมืดครึ้ม การมองเห็นแสงจึงยากขึ้น และการบอกช่วงเวลาแน่นอนที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้าไม่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่อย่างไรก็ตามในเช้าเช่นนั้น เรายังมีความสว่างเพียงพอที่จะรู้ได้ว่าเป็นวันใหม่และพอที่ทำกิจธุระของเรา

ในวิธีที่คล้ายคลึงกัน หลายครั้งเราได้รับการเปิดเผยโดยไม่รู้แน่นอนว่าเราได้รับการเปิดเผยอย่างไรและเมื่อใด เหตุการณ์สำคัญบทหนึ่งจากประวัติศาสนจักรแสดงให้เห็นถึงหลักธรรมข้อนี้

ในฤดูใบไม้ผลิปี 1829 ออลิเวอร์ คาวเดอรีเป็นครูที่โรงเรียนหนึ่งในพอลไมรา นิวยอร์ก เมื่อเขาได้ข่าวเกี่ยวกับโจเซฟ สมิธและงานแปลพระคัมภีร์มอรมอน ออลิเวอร์รู้สึกอยากช่วยเหลือศาสดาพยากรณ์หนุ่ม ในที่สุด เขาจึงเดินทางไปฮาร์โมนีย์ เพนซิลเวเนีย และได้เป็นผู้จดบันทึกให้โจเซฟ ช่วงจังหวะที่เขามาถึงและความช่วยเหลือที่เขามอบให้สำคัญยิ่งต่อการออกมาของพระคัมภีร์มอรมอน

ต่อมาพระผู้ช่วยให้รอดทรงเปิดเผยต่อออลิเวอร์ว่าบ่อยครั้งเท่าที่เขาสวดอ้อนวอนขอการนำทาง เขาได้รับการนำทางจากพระวิญญาณพระเจ้า “หากไม่เป็นเช่นนั้น” พระเจ้าประกาศ “เจ้าคงไม่ได้มาอยู่ตรงที่ซึ่งเจ้าอยู่ ณ เวลานี้. ดูเถิด, เจ้ารู้ว่า เจ้าสอบถามเรา และเราได้ทำให้ความนึกคิดของเจ้าสว่าง; และบัดนี้ เราบอกเจ้าเรื่องเหล่านี้เพื่อเจ้าจะรู้ว่าเจ้าได้รับความสว่างโดยพระวิญญาณแห่งความจริง” (คพ. 6:14–15)

ด้วยเหตุนี้ ออลิเวอร์จึงได้รับการเปิดเผยผ่านศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธที่แจ้งให้เขาทราบว่าเขากำลังได้รับการเปิดเผย อย่างที่ทราบกันว่าออลิเวอร์ไม่รู้ว่าเขาได้รับการนำทางจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างไรและเมื่อใด และจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำนี้เพื่อทำให้เข้าใจยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิญญาณแห่งการเปิดเผย เปรียบได้คือ ออลิเวอร์เดินอยู่ในความสว่างขณะดวงอาทิตย์กำลังขึ้นในเช้าที่เต็มไปด้วยเมฆ

ในความไม่แน่นอนและการท้าทายหลายอย่างที่เราเผชิญในชีวิต พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการให้เราทำให้ดีที่สุด เป็นผู้กระทำมิใช่ถูกกระทำ (ดู 2 นีไฟ 2:26) และไว้วางใจพระองค์ เราอาจไม่เห็นเทพ ไม่ได้ยินเสียงจากฟ้าสวรรค์หรือได้รับความรู้สึกท่วมท้นทางวิญญาณ บ่อยครั้งที่เราอาจมุ่งหน้าด้วยความหวังและสวดอ้อนวอน—โดยปราศจากการเชื่อมั่นอย่างเต็มที่—ว่าเรากำลังกระทำตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า แต่เมื่อเราให้เกียรติพันธสัญญาและรักษาพระบัญญัติ เมื่อเราพากเพียรมากยิ่งขึ้นที่จะทำความดีอยู่เสมอและเป็นคนดียิ่งขึ้น เราจะเดินด้วยความเชื่อมั่นว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงนำทางเรา เราจะพูดได้ด้วยความมั่นใจว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงดลใจคำพูดเรา นี่คือความหมายส่วนหนึ่งจากพระคัมภีร์ที่ประกาศว่า “เมื่อนั้นความมั่นใจของท่านจะแข็งแกร่งขึ้นในการประทับอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า” (คพ. 121:45)

เมื่อท่านแสวงหาและประยุกต์ใช้วิญญาณแห่งการเปิดเผยอย่างถูกต้อง ข้าพเจ้าสัญญาว่าท่านจะ “เดินไปในความ สว่างแห่งพระเจ้า” (อิสยาห์ 2:5; 2 นีไฟ 12:5) บางครั้งวิญญาณแห่งการเปิดเผยจะทำงานทันทีอย่างแรงกล้า บางครั้งทำงานอย่างแยบยลและค่อยเป็นค่อยไป และมักจะละเอียดอ่อนมากจนท่านอาจไม่รู้ตัวว่าเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าแบบแผนของการได้รับพรนี้จะเป็นอย่างไร ความสว่างที่พรนี้มีให้จะฉายส่องและขยายจิตวิญญาณท่าน ให้ความสว่างแก่ความเข้าใจของท่าน (ดู แอลมา 5:7; 32:28) และนำทางตลอดจนปกป้องคุ้มครองท่านกับครอบครัว

ข้าพเจ้าประกาศพยานแห่งอัครสาวกว่าพระบิดาและพระบุตรทรงพระชนม์ วิญญาณแห่งการเปิดเผยเป็นจริง—สามารถปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่จริงๆ ในชีวิตเราแต่ละคนตลอดจนในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงความจริงเหล่านี้ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ เอเมน