อยู่ในแดนของพระเจ้า

โดย เอ็ลเดอร์ยูลิส์เสส ซวาเรส

แห่งสาวกเจ็ดสิบ


โดย เอ็ลเดอร์ยูลิส์เสส ซวาเรส
ทุกวันคำถามของเราควรเป็น “การกระทำของฉันทำให้ฉันอยู่ในแดนของพระเจ้าหรือของศัตรู”

ประธานโธมัส เอส. มอนสันเคยพูดไว้ว่า “ข้าพเจ้ามีสูตรง่ายๆ ที่ท่านนำไปใช้ประเมินการเลือกที่อยู่ตรงหน้าได้ เป็นเรื่องง่ายที่จะจำว่า ‘ท่านไม่อาจถูกต้องโดยการกระทำผิด และท่านไม่อาจผิดโดยกระทำสิ่งที่ถูกต้อง’” (“เส้นทางสู่ความดีพร้อม” เลียโฮนา กรกฎาคม 2002 หน้า 129) สูตรของประธานมอนสันนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา สิ่งนี้ทำงานเหมือนกับเลียโฮนาที่ลีไฮได้รับ ถ้าเราใช้ศรัทธาและพากเพียรรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า เราจะพบหนทางที่ถูกต้องในการทำตามได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเผชิญกับการเลือกในชีวิตประจำวัน

อัครสาวกเปาโลแนะนำเราถึงความสำคัญของการหว่านเมล็ดในพระวิญญาณและตระหนักถึงการไม่หว่านเมล็ดในเนื้อหนัง ท่านกล่าวว่า

“อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น

“ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กาลาเทีย 6:7–9)

การหว่านในพระวิญญาณหมายถึงความคิด คำพูด และการกระทำทั้งหมดของเราจะต้องยกระดับเราเข้าไปสู่ระดับแห่งความสูงส่งของพระบิดามารดในสวรรค์ของเรา อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์พูดถึงเนื้อหนังว่าเป็นอุปนิสัยทางร่างกายหรือทางเนื้อหนังของมนุษย์ปุถุชน ซึ่งยอมให้ผู้คนได้รับอิทธิพลจากความลุ่มหลง ความปรารถนา ความอยาก และแรงผลักดันของเนื้อหนังแทนที่จะมองหาการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถ้าเราไม่ระวัง อิทธิพลเหล่านั้นจะผนวกกับแรงกดดันของความชั่วร้ายในโลกอาจทำให้เรามีพฤติกรรมหยาบคายและไม่ยั้งคิดซึ่งอาจกลายเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของเรา เพื่อจะหลีกเลี่ยงอิทธิพลที่ไม่ดีเหล่านี้ เราจะต้องทำตามสิ่งที่พระเจ้าทรงแนะนำศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธเกี่ยวให้หว่านเมล็ดในพระวิญญาณอย่างต่อเนื่อง “ดังนั้น, อย่าเบื่อหน่ายในการทำดี, เพราะเจ้ากำลังวางรากฐานของงานอันสำคัญยิ่ง. และจากสิ่งเล็กน้อย บังเกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่” (คพ. 64:33)

เพื่อพัฒนาวิญญาณของเรา มีการเรียกร้องจากเราว่า “จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดให้ร้าย กับการคิดปองร้ายทุกอย่าง อยู่ห่างไกลจาก [เรา] เถิด” (เอเฟซัส 4:31) และให้เรา “​มีปัญญา​ใน​วัน​เวลา​แห่ง​การ​ทดลอง​ของ​ [เรา]; จง​ปลดเปลื้อง [​ตนเอง] ​จาก​ความ​ไม่​สะอาด​ทั้งหลาย​ทั้งปวง” (มอรมอน 9:28)

เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ เราเรียนรู้ว่าคำสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับเรานั้นขึ้นอยู่กับการเชื่อฟังของเราและการสนับสนุนให้ดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม คำสัญญาเหล่านั้นต้องบำรุงเลี้ยงจิตวิญญาณ นำความหวังมาให้เราโดยกระตุ้นไม่ให้เรายอมแพ้แม้ขณะเผชิญกับการท้าทายประจำวันของการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกที่คุณค่าทางจริยธรรมและศีลธรรมกำลังสูญหายไป ดังนั้น จึงเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนหว่านเมล็ดในเนื้อหนังมากขึ้น แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการเลือกของเรากำลังช่วยให้เราหว่านเมล็ดในพระวิญญาณไม่ใช่ในเนื้อหนัง

ประธานจอร์จ อัลเบิร์ต สมิธ กล่าวคำแนะนำจากคุณปู่ของท่านว่า “มีเส้นเขตแดนกำหนดไว้ชัดเจนระหว่างแดนของพระเจ้ากับแดนของมาร ถ้าท่านจะอยู่ฝ่ายพระเจ้าท่านจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระองค์และไม่มีความปรารถนาจะทำผิด แต่ถ้าท่านข้ามไปอยู่ฝ่ายมารหนึ่งนิ้วเท่ากับท่านอยู่ในอำนาจของผู้ล่อลวงและถ้าเขาประสบความสำเร็จ ท่านจะไม่สามารถคิดหรือแม้ให้เหตุผลอย่างถูกต้องได้เลยเพราะท่านจะสูญเสียพระวิญญาณของพระเจ้า” (คำสอนของประธานศาสนจักร: จอร์จ อัลเบิร์ต สมิธ [2011] หน้า 199)

ดังนั้นทุกวันคำถามของเราควรเป็น “การกระทำของฉันทำให้ฉันอยู่ในแดนของพระเจ้าหรือแดนของศัตรู”

ศาสดาพยากรณ์มอรมอนเตือนผู้คนของท่านถึงความสำคัญของการมีความสามารถในการแยกแยะสิ่งดีออกจากสิ่งชั่ว

“ดังนั้น, สิ่ง​ที่ดี​ทั้งปวง​มา​จาก​พระผู้เป็นเจ้า; และ​สิ่ง​ที่ชั่ว​มา​จาก​มาร; เพราะ​มาร​เป็น​ศัตรู​กับ​พระผู้เป็นเจ้า, และ​ต่อสู้​กับ​พระองค์​ตลอด​เวลา, และ​เชื้อเชิญ​และ​ชักจูง​ให้ทำบาป, และ​ให้​ทำ​สิ่ง​ที่​ชั่ว​ตลอด​เวลา.

“ แต่​ดูเถิด, สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​เชื้อเชิญ​และ​ชักจูง​ให้​ทำ​ดี​อยู่​ตลอด​เวลา” (โมโรไน 7:12–13)

แสงสว่างของพระคริสต์พร้อมกับความเป็นเพื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าวิธีที่เราดำเนินชีวิตทำให้เราอยู่ในแดนของพระเจ้าหรือไม่ ถ้าเรามีเจตคติที่ดี สิ่งเหล่านั้นได้รับการดลใจโดยพระผู้เป็นเจ้า เพราะทุกสิ่งดีมาจากพระผู้เป็นเจ้า อย่างไรก็ดี ถ้าเรามีเจตคติที่ไม่ดี เรากำลังได้รับอิทธิพลจากศัตรูเพราะเขาชักจูงมนุษย์ให้ทำความชั่ว

ข้าพเจ้าประทับใจคนอัฟริกาเพราะความมุ่งมั่นและความพากเพียรของพวกเขาที่จะอยู่ในแดนของพระเจ้า แม้อยู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ผู้ที่ยอมรับคำเชื้อเชิญให้มาสู่พระคริสต์กลายเป็นแสงสว่างแก่โลก ไม่กี่สัปดาห์ก่อนขณะที่เยี่ยมวอร์ดหนึ่งในอัฟริกาใต้ ข้าพเจ้าได้รับเกียรติให้เดินทางไปกับปุโรหิตหนุ่มสองคน อธิการ และประธานสเตคของพวกเขาเพื่อไปเยี่ยมเยาวชนชายที่แข็งขันน้อยในโควรัมของพวกเขา ข้าพเจ้าประทับใจอย่างมากในความกล้าหาญและความนอบน้อมถ่อมตนที่ปุโรหิตทั้งสองคนแสดงออกขณะที่พวกเขาเชื้อเชิญเยาวชนชายที่แข็งขันน้อยให้กลับมาโบสถ์ ขณะที่พวกเขาพูดกับเยาวชนชายที่เป็นสมาชิกแข็งขันน้อยข้าพเจ้าสังเกตว่าสีหน้าของพวกเขาสะท้อนถึงแสงสว่างของพระผู้ช่วยให้รอด และในเวลาเดียวกันแสงสว่างก็อยู่กับผู้ที่รายรอบพวกเขา พวกเขากำลังทำหน้าที่ในการ “ช่วยเหลือ​คน​อ่อนแอ, ยกมือ​ที่​อ่อน​แรง, และ​ให้กำลัง​เข่า​ที่​อ่อนล้า” (คพ. 81:5) เจตคติของปุโรหิตสองคนนั้นทำให้พวกเขาอยู่ในแดนของพระเจ้า และพวกเขารับใช้เป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ของพระองค์ขณะที่พวกเขาเชื้อเชิญให้ผู้อื่นทำเช่นเดียวกัน

ใน หลักคำสอนและพันธสัญญา 20:37 พระเจ้าทรงสอนเราถึงความหมายในการหว่านเมล็ดในพระวิญญาณและสิ่งที่ทำให้เราอยู่ในแดนของพระเจ้า มีดังนี้ ถ่อมตนต่อหน้าพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า ออกมาพร้อมกับใจที่ชอกช้ำและวิญญาณที่สำนึกผิด เป็นพยานต่อศาสนจักรว่าเรากลับใจอย่างแท้จริงจากบาปของเรา รับพระนามของพระเยซูคริสต์ไว้กับเรา มีความมุ่งมั่นในการรับใช้พระองค์จนกว่าชีวิตจะหาไม่ แสดงออกด้วยงานของเราว่าเราได้รับวิญญาณของพระคริสต์และรับบัพติศมาเข้าสู่ศาสนจักรของพระองค์ ความเต็มใจที่จะทำพันธสัญญาเหล่านี้ให้สำเร็จเตรียมเราให้มีชีวิตในที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้าในฐานะสัตภาวะที่สูงส่ง ความทรงจำเกี่ยวกับพันธสัญญาเหล่านี้จะนำทางพฤติกรรมที่เกี่ยวกับครอบครัว การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ของเรากับพระผู้ช่วยให้รอด

พระเยซูคริสต์ทรงกำหนดแบบแผนของพฤติกรรมที่ดีพร้อมซึ่งเราสามารถสร้างอยู่บนเจตคติของเราเพื่อสามารถทำพันธสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ให้เกิดสัมฤทธิผล พระผู้ช่วยให้รอดทรงตัดขาดจากอิทธิพลใดก็ตามที่จะดึงความสนใจของพระองค์จากพระพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์ทรงถูกล่อลวงโดยศัตรูหรือโดยผู้ติดตามพระองค์ขณะที่พระองค์ทรงปฏิบัติศาสนกิจที่นี่บนแผ่นดินโลก แม้ว่าพระองค์ทรงไม่เคยทำบาป พระองค์ทรงมีพระทัยที่ชอกช้ำและวิญญาณที่สำนึกผิด เต็มไปด้วยความรักต่อพระบิดาบนสวรรค์ของเราและต่อมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงน้อมพระองค์ลงต่อพระพักตร์พระบิดาในสวรรค์ ปฏิเสธพระประสงค์ของพระองค์ทุกอย่างเพื่อทำทุกสิ่งที่พระบิดาทรงขอให้เกิดสัมฤทธิผลจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ แม้ในยามแห่งความเจ็มปวดอย่างแสนสาหัสทางพระวรกายและจิตวิญญาณ พระองค์ทรงแบกภาระบาปของมนุษยชาติทุกคนไว้บนบ่าของพระองค์และทรงหลั่งพระโลหิตผ่านรูขุมขน พระองค์ตรัสกับพระบิดาว่า “แต่ว่าอย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มาระโก 14:36)

พี่น้องทั้งหลาย คำสวดอ้อนวอนของข้าพเจ้าขณะที่เรานึกถึงพันธสัญญาของเราคือขอให้เราทำให้เราเข้มแข็งเพื่อต้านทาน “ลูกศร​เพลิง​ของปฏิปักษ์​” (1 นีไฟ 15:24) ทำตามแบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อเราจะหว่านเมล็ดในพระวิญญาณและให้อยู่ในแดนของพระเจ้า ขอให้เรานึกถึงสูตรของประธานมอนสันที่ว่า “ท่านไม่อาจถูกต้องโดยการกระทำผิด และท่านไม่อาจผิดโดยกระทำสิ่งที่ถูกต้อง” ข้าพเจ้ากล่าวสิ่งเหล่านี้ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน