สถานภาพสี่ประการ

โดย ประธานดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟ

ที่ปรึกษาที่สองในฝ่ายประธานสูงสุด


ดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟ
ข้าพเจ้าต้องการแนะนำสถานภาพสี่ประการ…ที่อาจช่วยให้เราจดจำได้ถึงบทบาทส่วนตัวของเราในแผนนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า และศักยภาพของเราที่เป็นผู้ดำรงฐานะปุโรหิต

พี่น้องและมิตรสหายที่รักของข้าพเจ้า ใจข้าพเจ้าเต็มตื้นด้วยความสำนึกคุณและปีติที่ได้อยู่กับท่าน ขอยกย่องคุณพ่อ คุณปู่ คุณตาทั้งหลายที่พาบุตรหลานมาด้วย ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนชายที่เลือกมาอยู่ที่นี่วันนี้ นี่คือสถานที่ซึ่งท่านควรอยู่ ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะรู้สึกถึงความเป็นพี่น้องที่รวมเราเป็นหนึ่งเดียว ขอสวดอ้อนวอนให้ท่านรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง พบความช่วยเหลือและมิตรภาพที่นี่ในบรรดาพี่น้องชายของท่าน

บางครั้งผู้ชายอย่างเราจะบอกอัตลักษณ์ตนเองด้วยสถานภาพ หลายคนในที่นี้มีหลายสถานภาพ แต่ละสถานภาพบ่งบอกสิ่งสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของเรา อาทิ บางอย่างอธิบายบทบาทของเราในครอบครัว เช่น บุตร พี่น้อง สามี และ บิดา สถานภาพอื่น ๆ อธิบายอาชีพของเราในโลกนี้ เช่น แพทย์ ทหาร หรือ ช่างฝีมือ และบางสถานภาพอธิบายตำแหน่งของเราในศาสนจักร

วันนี้ข้าพเจ้าต้องการแนะนำสถานภาพสี่ประการที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าใช้ได้กับผู้ดำรงฐานะปุโรหิตทั่วโลก—สถานภาพที่อาจช่วยให้เราจดจำได้ถึงบทบาทส่วนตัวของเราในแผนนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า และศักยภาพของเราที่เป็นผู้ดำรงฐานะปุโรหิตในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย

บุตรของพระบิดาบนสวรรค์

สถานภาพหนึ่งที่นิยามเราทุกคนในด้านพื้นฐานสำคัญที่สุดคือ บุตรของพระบิดาบนสวรรค์ ไม่ว่าเราจะเป็นหรือทำสิ่งอื่นใดในชีวิต เราต้องไม่ลืมว่าเราเป็นบุตรทางวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง เราเป็นบุตรของพระองค์ก่อนเรามายังโลกนี้ และเราจะเป็นบุตรของพระองค์ตลอดไป ความจริงพื้นฐานข้อนี้ควรเปลี่ยนวิธีที่เรามองตนเอง มองพี่น้องของเรา และวิธีที่เรามองชีวิต

น่าเสียดายที่ไม่มีใครดำเนินชีวิตได้สมกับสถานภาพนี้ “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า”1

บางครั้งอาจน่าท้อใจเมื่อรู้ว่าการเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้าหมายความว่าอย่างไรแต่ยังบรรลุถึงจุดนั้นไม่ได้ ปฏิปักษ์มักจะหาประโยชน์จากความรู้สึกเช่นนี้ ซาตานอยากให้ท่านนิยามตนเองด้วยบาปแทนที่จะนิยามด้วยศักยภาพอันสูงส่งของท่าน พี่น้องชาย จงอย่าฟังเขา

เราทุกคนต่างเคยเห็นเด็กเล็กหัดเดิน เด็กก้าวเตาะแตะทีละน้อย เด็กหกล้ม เราดุด่าความพยายามเช่นนั้นหรือไม่ ไม่เลย บิดาเช่นใดเล่าจะลงโทษเด็กเล็กที่เดินเตาะแตะ เราให้กำลังใจ เราปรบมือ และเราชมเชย เพราะด้วยก้าวเล็กๆ ทุกก้าว เด็กน้อยกำลังเป็นเหมือนบิดามารดามากขึ้น

บัดนี้พี่น้องทั้งหลาย เมื่อเทียบกับความดีพร้อมของพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์เราแทบไม่ต่างจากเด็กเล็กซุ่มซ่ามเก้กัง แต่พระบิดาบนสวรรค์ผู้เปี่ยมด้วยรักทรงต้องการให้เราเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น และนั่นพึงเป็นเป้าหมายนิรันดร์ของเราเช่นกัน พระผู้เป็นเจ้าเข้าพระทัยว่าเราไม่ได้ไปถึงจุดนั้นโดยทันที แต่เราก้าวไปทีละก้าว

ข้าพเจ้าไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่วางกฎและบัญญัติไว้เพียงเพื่อให้เราล้มเหลว เพื่อจะได้ลงทัณฑ์เรา ข้าพเจ้าเชื่อในพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักความห่วงใย ผู้ทรงชื่นชมยินดีทุกครั้งที่เราพยายามยืนอย่างภาคภูมิและเดินไปหาพระองค์ แม้ในยามที่เราสะดุด พระองค์ทรงกระตุ้นไม่ให้เราท้อแท้—ไม่ให้ยอมแพ้หรือหลบหนีงานรับใช้ในส่วนของเรา—แต่ให้รวบรวมความกล้า ค้นหาศรัทธา และพยายามต่อไป

พระบิดาในสวรรค์ทรงเป็นพี่เลี้ยงให้บุตรธิดาของพระองค์ และมักจะส่งความช่วยเหลือมาให้อย่างเงียบๆ แก่ผู้ปรารถนาจะติดตามพระผู้ช่วยให้รอดด้วยศรัทธา

สานุศิษย์ของพระเยซูคริสต์

สิ่งนั้นนำไปสู่สถานภาพต่อไปที่เราทุกคนมีเหมือนกัน นั่นคือ ทุกคนที่ติดตามพระคริสต์ด้วยความตั้งใจจริงเรียกว่าสานุศิษย์ของพระองค์ แม้จะทราบดีว่าไม่มีใครดีพร้อม แต่เราไม่ใช้ข้อเท็จจริงนั้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อลดความคาดหวังจากเรา เพื่อดำเนินชีวิตต่ำกว่าเอกสิทธิ์ เพื่อถ่วงเวลาในการกลับใจ หรือเพื่อปฏิเสธที่จะเติบโตไปสู่การเป็นผู้ติดตามที่ดีขึ้น สมบูรณ์แบบมากขึ้น และบริสุทธิ์มากขึ้นของพระอาจารย์และองค์ราชันของเรา

พึงระลึกว่าศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายมิได้จัดตั้งขึ้นเพื่อชายและหญิงที่ดีพร้อมหรือปลอดภัยจากอิทธิพลล่อลวงในความเป็นมนุษย์—แต่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อคนเช่นท่านกับข้าพเจ้า และตั้งอยู่บนศิลาของพระผู้ไถ่ของเรา พระเจ้าพระเยซูคริสต์2 โดยผ่านการชดใช้ของพระองค์ เราสะอาดได้และมาเป็น “พลเมือง… [ใน] ครอบครัวของพระเจ้า”3

หากปราศจากการชดใช้ของพระเยซูคริสต์ ชีวิตย่อมเป็นทางตันที่ไร้ความหวังหรืออนาคต แต่ด้วยการชดใช้ ชีวิตจึงเป็นเส้นทางสร้างแรงบันดาลใจที่ส่งเสริมการเติบโตและพัฒนาการอันนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์ในที่ประทับของพระบิดาบนสวรรค์

ถึงแม้ว่าการชดใช้จะมีไว้เพื่อช่วยให้เราทุกคนเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ามีไว้เพื่อทำให้เราทุกคนเป็นเหมือนกัน บางครั้งเราสับสนระหว่างความแตกต่างในบุคลิกภาพกับบาป แม้อาจถึงกับคิดแบบผิดๆ ว่าเพราะคนอื่นต่างจากเรา ย่อมหมายความว่าพวกเขาไม่เป็นที่พอพระทัยต่อพระผู้เป็นเจ้า ความคิดเช่นนี้ทำให้บางคนเชื่อว่าศาสนจักรต้องการสร้างสมาชิกทุกคนจากแม่พิมพ์เดียวกัน—ที่สอนให้แต่ละคนมอง รู้สึก คิด และปฏิบัติตนเหมือนกันหมด ความคิดนี้ขัดกับพระอัจฉริยภาพของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างมนุษย์ทุกคนให้ต่างจากพี่น้องของตน ให้บุตรทุกคนต่างจากบิดาของตน แม้กระทั่งฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันก็ยังต่างกันในบุคลิกภาพและอัตลักษณ์ทางวิญญาณ

นอกจากนี้ยังขัดกับเจตนารมณ์และจุดประสงค์ของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ ซึ่งยอมรับและปกป้องสิทธิ์เสรีทางศีลธรรมของบุตรธิดาทุกคนของพระผู้เป็นเจ้า—พร้อมด้วยผลทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ในฐานะสานุศิษย์ของพระเยซูคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวในประจักษ์พยานถึงพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูและคำมั่นสัญญาที่จะรักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า แต่เรามีความหลากหลายในด้านวัฒนธรรม สังคม และรสนิยมทางการเมือง

ศาสนจักรรุ่งเรืองเมื่อเราใช้ประโยชน์จากความหลากหลายนี้และให้กำลังใจกันที่จะพัฒนาและใช้พรสวรรค์ของเรายกและเสริมสร้างเพื่อนสานุศิษย์ด้วยกัน

พี่น้องทั้งหลาย การเป็นสานุศิษย์เป็นการเดินทางติดตามพระผู้ช่วยให้รอดตลอดชีวิต ระหว่างเส้นทางเสมือนหนึ่งจากเบธเลเฮมสู่กลโกธา เราจะมีโอกาสมากมายให้ทิ้งการเดินทางของเรา บางครั้งจะดูเหมือนว่าเส้นทางนั้นเรียกร้องมากกว่าที่คิด แต่เมื่อเป็นบุรุษแห่งฐานะปุโรหิต เราต้องกล้าหาญที่จะติดตามพระผู้ไถ่ แม้ดูเหมือนว่ากางเขนของเราจะหนักเกินทน

ทุกย่างก้าวที่เราเดินตามพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า อาจมีสิ่งเตือนใจว่าเรายังไม่ดีพร้อม แต่ขอให้เราเป็นสานุศิษย์ที่แน่วแน่และมั่นคง ขอเราอย่ายอมแพ้ ขอให้เราแน่วแน่ต่อพันธสัญญา ขอเราอย่าละสายตาจากพระผู้วิงวอนแทนและพระผู้ไถ่ของเราขณะที่เราเดินไปหาพระองค์ทีละก้าวของความไม่ดีพร้อม

ผู้รักษาจิตวิญญาณ

พี่น้องทั้งหลาย หากเราติดตามพระเจ้าพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง เราต้องน้อมรับสถานภาพที่สามนี้ ผู้รักษาจิตวิญญาณ เราผู้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้าได้รับเรียกให้บำเพ็ญ “การเยียวยา”4

เรามีหน้าที่ต้องสร้างเสริม ซ่อมแซม เพิ่มพลัง หนุนใจ และทำให้หายดี งานมอบหมายของเราคือทำตามแบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอดและยื่นมือช่วยเหลือคนทุกข์ยาก เรา “โศกเศร้ากับคนที่โศกเศร้า…และปลอบโยนคนที่ต้องการการปลอบโยน”5 เราสมานแผลอันทรมาน เรา “ช่วยเหลือคนอ่อนแอ, ยกมือที่อ่อนแรง, และให้กำลังใจเข่าที่อ่อนล้า”6

ในฐานะผู้สอนประจำบ้าน เราเป็นผู้เยียวยา ในฐานะผู้ดำรงฐานะปุโรหิต เราเป็นผู้เยียวยา ในฐานะบิดา บุตร และสามี เราควรเป็นผู้เยียวยาที่อุทิศตนและทุ่มเท มือข้างหนึ่งเราถือขวดน้ำมันศักดิ์สิทธิ์สำหรับให้พรคนป่วย มืออีกข้างหนึ่งเราถือก้อนขนมปังเพื่อเลี้ยงคนหิวโหย และในใจเราพกพาพระคำอันสงบสุขของพระผู้เป็นเจ้า “ซึ่งรักษาจิตวิญญาณที่บาดเจ็บ”7

นี่คือหน้าที่สำคัญที่สุดอันดับแรกของเราที่เป็นฐานะปุโรหิต—ทั้งสำหรับผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนและเมลคีเซเดค พระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นพรในชีวิตเมื่อเราเชื่อเท่านั้น—แต่เป็นพรมากยิ่งกว่าเมื่อเราดำเนินชีวิตตาม ในการประยุกต์ใช้หลักธรรมพระกิตติคุณนั่นเองที่ทำให้แต่ละคนสุขใจและครอบครัวเข้มแข็งขึ้น นี่คือเอกสิทธิ์และความรับผิดชอบของเราที่จะไม่เพียงพูดสิ่งที่ควรพูดแต่ทำสิ่งที่ควรทำเช่นกัน

พระผู้ช่วยให้รอดทรงเป็นผู้ทำงานอัศจรรย์ ทรงเป็นผู้รักษาที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นแบบอย่างและความสว่างของเราแม้ในยามมืดสนิท ทรงแสดงทางที่ถูกต้องแก่เรา

ขอให้เราติดตามพระองค์ ขอให้เราสวมบทบาทของเราและเป็นผู้รักษาโดยรับใช้พระผู้เป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์

ทายาทชีวิตนิรันดร์

สถานภาพที่สี่ของเราทุกคนนำเรากลับไปสู่สถานภาพแรกในรายการ ในฐานะบุตรของพระบิดาบนสวรรค์ เราเป็น ทายาท ทุกอย่างที่พระองค์ทรงมี

“พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเราว่า เราเป็นลูกของพระเจ้า

“และถ้าเราเป็นลูกแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์ก็เพื่อจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย”8

ลองคิดดูพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า เราเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์!

เพราะเหตุนี้จึงสมควรแล้วหรือที่เราหลายคนเสียเวลา ความคิด ทรัพย์สิน และพลังงานอันมีค่ามากมายไปกับการไขว่คว้าเกียรติยศชื่อเสียง หรือสิ่งของทางโลก หรือความบันเทิงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ล่าสุดและดีที่สุด

พระเจ้าทรงวางสัญญาศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้าเราว่า “ผู้ใดที่ซื่อสัตย์ต่อการได้รับฐานะปุโรหิตทั้งสองอย่างนี้,…และขยายการเรียกของพวกเขา,…ย่อมรับเรา, พระเจ้าตรัส; …และคนที่รับเราย่อมรับพระบิดาของเรา; …ฉะนั้นทุกสิ่งที่พระบิดาของเรามีย่อมจะประทานแก่เขา.”9

เป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจความคิดที่ข้าพเจ้าจะจินตนาการได้ทั้งหมดเกี่ยวกับสัญญานี้ แต่ข้าพเจ้าทราบแน่นอนว่าสัญญานี้ยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นนิรันดร์ และมีค่าควรที่เราจะพยายามอย่างสุดชีวิต

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจะไม่ยินดีรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ของเราอย่างเต็มใจ และดำเนินชีวิตให้สมกับความรับผิดชอบที่เรามีในฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร

นี่คือการลงแรงอันน่ายกย่องซึ่งจะท้าทายเราทุกด้านและขยายความสามารถของเราอย่างเต็มที่ เราปรารถนาจะเห็นฟ้าสวรรค์เปิดและเห็นการกระตุ้นเตือนของพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงหนทางแก่เราหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ขอให้เราหยิบเคียวขึ้นมาและทุ่มเทให้แก่งานสำคัญนี้—อุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรามาก!

การรับใช้พระผู้เป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์จะท้าทายเราและเปลี่ยนเราไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราจะคาดคิดว่าเป็นไปได้

บางทีท่านอาจคิดว่าตนเองไม่จำเป็น ถูกมองข้ามหรือไม่เป็นที่ต้องการ คิดว่าท่านไม่ใช่คนสำคัญ

ข้าพเจ้าเสียใจจริงๆ หากผู้ดำรงฐานะปุโรหิตท่านใดรู้สึกเช่นนี้ ท่านไม่ได้ถูกมองข้ามหรือไม่เป็นที่ต้องการจากพระบิดาบนสวรรค์อย่างแน่นอน พระองค์ทรงรักท่าน ข้าพเจ้าบอกท่านด้วยความแน่ใจว่าท่านจำเป็นต่อศาสนจักร

ท่านทราบหรือไม่ว่า “พระเจ้าได้ทรงเลือกผู้ที่โลกถือว่าโง่ เพื่อทำให้พวกมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้พวกที่แข็งแรงอับอาย”10

อาจเป็นเรื่องจริงที่เราอ่อนแอ เราอาจจะไม่ชาญฉลาดหรือไม่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงทำงานผ่านเรา ไม่มีใครและไม่มีอะไรจะมาขัดขวางเราได้11

นั่นคือเหตุผลที่ต้องมีท่าน ท่านกระทำคุณประโยชน์ได้ในลักษณะพิเศษของท่านเอง พระผู้เป็นเจ้าทรงขยายคุณประโยชน์นั้นได้อย่างทรงพลัง ความสามารถของท่านในการกระทำคุณประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรียกในศาสนจักร โอกาสรับใช้ของท่านไม่มีที่สิ้นสุด หากท่านกำลังรออยู่ริมสนาม ข้าพเจ้าขอสนับสนุนให้ท่านลงสนาม

อย่ารอให้มีการเรียกบางอย่างก่อนจะเข้ามามีส่วนร่วมเต็มที่ในการสร้างอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อท่านเป็นฐานะปุโรหิต ท่านได้รับเรียกมายังงานแล้ว จงศึกษาพระคำของพระผู้เป็นเจ้าทุกวัน สวดอ้อนวอนพระบิดาบนสวรรค์ทุกวัน ให้หลักธรรมของพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูเป็นส่วนหนึ่งของท่าน น้อมขอบพระทัยพระผู้เป็นเจ้าและทูลขอการนำทาง จากนั้นดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เรียนรู้ ในครอบครัวก่อนและและในทุกสถานการณ์ของชีวิตท่านเช่นกัน

ในวงซิมโฟนีของพระคีตกวี ท่านมีส่วนที่ต้องเล่น—มีโน้ตที่ท่านต้องร้อง ถึงแม้ท่านไม่เล่นไม่ร้อง วงซิมโฟนีจะยังดำเนินต่อไปได้แน่นอน แต่ถ้าท่านลุกขึ้นมาร่วมวงประสานเสียง และยอมให้อำนาจของพระผู้เป็นเจ้าทำงานผ่านท่าน ท่านจะเห็น “หน้าต่างสวรรค์” เปิด และพระองค์จะทรง “เทพรมาให้ท่านจนไม่มีที่พอรับมัน” 12 จงลุกขึ้นมาสู่ศักยภาพที่แท้จริงของท่านในฐานะบุตรของพระผู้เป็นเจ้า และท่านจะเป็นพลังความดีในครอบครัวของท่าน ในบ้านท่าน ในชุมชนของท่าน และในโลกนี้

ในกระบวนการดังกล่าว เมื่อท่าน “เสียชีวิต” ในการรับใช้ผู้อื่น13 ท่านจะเติบโตและพัฒนาจน “โตเต็มถึงขนาดความบริบูรณ์ของพระคริสต์”14 จากนั้นท่านจะพร้อมรับมรดกทุกอย่างของพระบิดาร่วมกับพระคริสต์

ท่านสำคัญต่อพระผู้เป็นเจ้า

พี่น้องที่รักทั้งหลาย มิตรสหายของข้าพเจ้า ท่านมีความสำคัญ ท่านเป็นที่รัก ท่านเป็นที่ต้องการ งานนี้เป็นความจริง ฐานะปุโรหิตที่ท่านดำรงอยู่ด้วยสิทธิพิเศษ เป็นของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนว่าเมื่อท่านไตร่ตรองสถานภาพมากมายของผู้ดำรงฐานะปุโรหิตที่มีค่าควร ท่านจะพบลมศักดิ์สิทธิ์หนุนหลังท่าน คอยยกท่านขึ้นสู่มรดกยิ่งใหญ่ที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงสงวนไว้ให้ท่าน ข้าพเจ้าฝากพรนี้และประจักษ์พยานไว้กับท่าน ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน