พระผู้ช่วยให้รอดทรงต้องการให้อภัย

โดย เอ็ลเดอร์เครก เอ. คาร์ดอน

แห่งสาวกเจ็ดสิบ


เครก เอ. คาร์ดอน
พระเจ้าทรงรักเราและทรงต้องการให้เราเข้าใจความเต็มพระทัยของพระองค์ที่จะให้อภัย

ในช่วงเวลาของการปฏิบัติศาสนกิจในความเป็นมรรตัยของพระผู้ช่วยให้รอดของเรามีผู้ติดตามพระองค์มากมาย รวมทั้งพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี “มาจากทั่วทุกหมู่บ้านในแคว้นกาลิลี แคว้นยูเดียและกรุงเยรูซาเล็ม”1 ชายที่เป็นง่อยนอนอยู่บนที่นอนปรารถนาจะได้รับการรักษาถูกหามมายังที่ชุมนุมใหญ่แต่ไม่สามารถพาเขาเข้าใกล้พระผู้ช่วยให้รอดได้ เพื่อนๆ ของเขาจึงยกเขาขึ้นไปบนหลังคาตึกที่พระองค์ประทับอยู่แล้วหย่อนเขาลงมา เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นการแสดงศรัทธาครั้งนี้ ด้วยจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ที่ผู้ฟังของพระองค์ก็ยังไม่รู้ พระผู้ช่วยให้รอดทรงประกาศว่า “เพื่อนเอ๋ย บาปต่างๆ ของท่านได้รับการยกโทษแล้ว”2

เรื่องนี้ต้องทำให้ชายคนนั้นประหลาดใจ – และแม้ว่าในพระคัมภีร์จะไม่ได้บอกว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร เขาอาจสงสัยว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงเข้าพระทัยอย่างแท้จริงว่าทำไมเขาจึงมาหรือไม่

พระผู้ช่วยให้รอดทรงรู้ว่าผู้คนมากมายติดตามพระองค์เพราะปาฏิหาริย์อันทรงฤทธานุภาพของพระองค์ พระองค์ทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น3 ขับผีโสโครก4 รักษาบุตรข้าราชการ5 คนโรคเรื้อน6 แม่ยายของเปโตร7 และคนอื่นๆ อีกมาก8 มาแล้ว

แต่กับคนง่อยคนนี้ พระเจ้าทรงเลือกที่จะแสดงหลักฐานแห่งบทบาทอันโดดเด่นของพระองค์ในการเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกทั้งแก่สาวกและผู้ให้ร้าย เมื่อได้ยินพระดำรัสของพระผู้ช่วยให้รอด พวกธรรมาจารย์และ พวกฟาริสีเริ่มถกเถียงกันเอง พูดถึงการหมิ่นประมาทพระเจ้าอย่างโง่เขลาแล้วสรุปเอาเองว่าพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น จะให้อภัยบาปได้ เมื่อทรงรู้ความคิดของคนเหล่านั้น พระผู้ช่วยให้รอดจึงตรัสกับพวกเขาว่า

“ทำไมท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้?

“การที่พูดว่า บาปต่างๆ ของท่านได้รับการยกโทษแล้ว กับการพูดว่า จงลุกขึ้นเดินไปเถิด แบบไหนจะง่าย กว่ากัน?”9

โดยไม่รอให้พวกเขาตอบ พระผู้ช่วยให้รอดตรัสต่อไปว่า “แต่ทั้งนี้เพื่อให้พวกท่านรู้ว่าบุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจ ในโลก ที่จะยกโทษบาปได้ [แล้วพระองค์ทรงหันไปหา ชายง่อย] เราสั่งท่านว่า จงลุกขึ้นยกที่นอนแล้วกลับไปที่บ้านของท่าน”10 และเขาทำ

ด้วยการรักษาทางกายอันน่าอัศจรรย์นี้ พระผู้ช่วยให้รอดทรงยืนยันต่อเราทุกคนถึงความจริงทางวิญญาณ ที่ทรงพลังกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด: บุตรมนุษย์ทรงยกโทษบาปได้!

ขณะที่ความจริงข้อนี้ได้รับการยอมรับโดยผู้เชื่อทุกคน แต่สิ่งไม่อาจยอมรับได้โดยง่ายคือความสำคัญที่มาคู่กับความจริง: พระผู้ช่วยให้รอดทรงให้อภัยบาป “ในโลก” และไม่เฉพาะการพิพากษาครั้งสุดท้ายเท่านั้น พระองค์ไม่ทรงแก้ต่างให้เรา ใน บาปของเรา11 พระองค์ไม่ทรงละเว้นโทษเราในการกลับไปสู่บาปในอดีตอีกครั้ง12 แต่เมื่อเรากลับใจและปฏิบัติตามพระกิตติคุณของพระองค์ พระองค์ทรงให้อภัยเรา13

ในการให้อภัยนี้เราเห็นการประยุกต์ใช้พลังในการทำให้เป็นไปได้ และ พลังแห่งการไถ่ของการชดใช้ อย่างกลมกลืน และงดงาม หากเราใช้ศรัทธาในพระเจ้า พระเยซูคริสต์ พลังในการทำให้เป็นไปได้ของการชดใช้ เสริมสร้างความเข้มแข็ง แก่เราในยามต้องการ14 และพลังการไถ่ของพระองค์ ชำระเราให้บริสุทธิ์ เมื่อเรา “ทิ้งความเป็น มนุษย์ปุถุชน”15 เรื่องนี้นำความหวังมาสู่คนทั้งปวงโดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกว่าความอ่อนแอของมนุษย์ที่กลับมาอีกครั้งเป็นสิ่งซึ่งนอกเหนือความเต็มพระทัยของพระผู้ช่วยให้รอดที่จะช่วยและช่วยให้รอด

โดยเปิดโอกาสให้พระผู้ช่วยให้รอดประทานความสว่างแก่ความเข้าใจของเรา16 ครั้งหนึ่งเปโตรถามว่าท่านควรให้อภัยให้พี่น้องของท่านกี่ครั้งและ ถามอีกว่า “ถึงเจ็ดครั้งเชียวหรือ” แน่นอนนั่นมากเกินพอแล้ว แต่พระดำรัสตอบของพระผู้ช่วยให้รอดเปิดประตูให้กว้างออกจนเห็นพระหทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา ของพระองค์: “เรา ไม่ได้ บอกท่านว่าเจ็ดครั้งแต่เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด”17

พระเจ้าทรงรักเราและทรงต้องการให้เราเข้าใจความเต็มพระทัยของพระองค์ที่จะให้อภัย ในหลักคำสอนและ พันธสัญญา มีมากกว่า 20 ครั้งที่พระเจ้าตรัสบอกผู้ที่พระองค์กำลังตรัสด้วยว่า “บาปของเจ้าได้รับการให้อภัยแล้ว” หรือ ถ้อยคำที่คล้ายคลึงกัน18 เกือบครึ่งหนึ่งของโอกาสเหล่านั้น พระวจนะของพระเจ้ามุ่งไปที่ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธอย่างเจาะจง บางครั้งตรัสกับท่านเพียงคนเดียว บางครั้งก็มีผู้อื่นอยู่ด้วย19 ครั้งแรกในเรื่องนีับันทึกไว้เมื่อปี 1830 และครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1843 ดังนั้น ในช่วงเวลาหลายปี พระเจ้าตรัสบอกโจเซฟซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “บาปของเจ้าได้รับการให้อภัยแล้ว”

ขณะที่โจเซฟไม่มี “ความผิดเพราะบาปร้ายแรงหรือชั่วช้าเลย”20 เราจำได้ดีว่าด้วยข้อยกเว้นไม่กี่ข้อ “เจ็ดสิบครั้ง คูณเจ็ด” ของพระเจ้าไม่จำกัดการให้อภัยตามความร้ายแรงของบาป

ขณะตรัสกับเอ็ลเดอร์ที่ชุมนุมกันในเคิร์ทแลนด์ พระเจ้าตรัสว่า “เราประสงค์ให้เจ้าชนะโลก;ดังนั้นเราจะมีความสงสารเจ้า”21 พระเจ้าทรงรู้ถึงความอ่อนแอของเราและผลนิรันดร์ของ “โลก” ที่มีต่อชายและหญิงที่ยังไม่ดีพร้อม22 คำว่า ดังนั้น ในข้อนี้เป็นการยืนยันของพระองค์ว่าโดยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ เท่านั้นที่เราจะ “ชนะโลก” ได้ในที่สุด พระเมตตานั้นทำให้ประจักษ์ได้อย่างไร? กับเอ็ลเดอร์กลุ่มเดียวกันนี้ใน เคิร์ทแลนด์พระองค์ตรัสว่า “เราให้อภัยเจ้าแล้วในบาปของเจ้า”23 พระผู้ช่วยให้รอดทรงต้องการให้อภัย

ไม่มีใครจำเป็นต้องคิดว่าการให้อภัยนี้จะมาโดยไม่ต้องมีการกลับใจ ตามจริงแล้ว พระเจ้าทรงประกาศไว้ว่า “เรา , พระเจ้าให้อภัยคนเหล่านั้นที่สารภาพบาปของตนต่อหน้าเราและขออภัย,” และจากนั้นพระองค์ทรงขยายความด้วยคำเตือนว่า “ผู้มิได้ทำบาปซึ่งนำไปสู่ความตาย”24 ในขณะที่พระเจ้า “ไม่อาจมองดูบาปด้วยระดับความยินยอมแม้เล็กน้อยที่สุด”25 กระนั้นพระองค์ยังทรงให้ความแตกต่างความหนักของบาปบางอย่าง พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะไม่มีการให้อภัยสำหรับ “การลบหลู่พระวิญ ญาณบริสุทธิ์”26 พระองค์ประกาศความหนักของการฆาตกรรม27 และทรงเน้นความร้ายแรงของบาปทางเพศ อย่างเช่นการล่วงประเวณี28 พระองค์ทรงทำให้เป็นที่รู้ว่าการทำบาปทางเพศที่ร้ายแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้รับการให้อภัยจากพระองค์ยากขึ้น29 และพระองค์ตรัสไว้ว่า “และคนที่ทำบาปต่อความสว่างที่เจิดจ้ากว่าจะถูกกล่าวโทษหนักกว่าเดิม”30 แม้กระนั้น ในพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงอนุญาตให้มีการพัฒนาไปตามเวลาแทนที่จะทรงเรียกร้องความดีพร้อมในทันที แม้บาปมากมายที่เกิดจากความอ่อนแอของความเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ยังให้อภัยครั้งแล้วครั้งเล่า บ่อยเท่าที่เราจะกลับใจและแสวงหาการให้อภัยของพระองค์31

ด้วยเหตุนี้ เราทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่พยายามต่อสู้ที่จะเอาชนะนิสัยเสพติดบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติด หรือสื่อลามก และผู้ที่ใกล้ชิดกับคนเหล่านั้น ควรรู้ว่าพระเจ้าจะทรงจดจำความพยายามอันชอบธรรมของเรา และจะทรงให้อภัยด้วยความรักเมื่อมีการกลับใจอย่างสมบูรณ์ “ จนถึงเจ็ดสิบคูณเจ็ด” แต่นี่ไม่ได้หมายความ ว่าเราจะ ตั้งใจกลับไปทำบาปอีกเพราะรู้ว่าจะได้รับการให้อภัย32

พระเจ้าทรงสนพระทัย จิตใจเราเสมอ33 และทรงให้เหตุผลว่าศรัทธา เทียมเท็จ ไม่อาจทำให้บาปเป็นสิ่งถูกต้อง34 ในสมัยการประทานนี้พระเจ้าทรงเตือนผู้รับใช้คนหนึ่งของพระองค์ที่อ้างเหตุผลแบบนั้นโดยทรงประกาศว่า “ให้ [เขา] ละอายเกี่ยวกับพวกนิโคเลาส์นิยม และความน่าชิงชังลับๆ ทั้งปวงของพวกเขา”35 พวกนิโคเลาส์นิยมเป็นนิกายโบราณทางศาสนาอย่างหนึ่งที่อ้างการอนุญาตให้ละเมิดบาปทางเพศได้โดยอาศัยพระคุณของพระเจ้า36 เรื่องนี้ไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า37 พระเมตตาและพระคุณของพระองค์ไม่ยกโทษเรา เมื่อ “ใจ [ของ เรา] ไม่อิ่ม และ [เรา] หาเชื่อฟังความจริงไม่, แต่สุขใจในความไม่ชอบธรรม”38 สิ่งที่ควรจะเป็นคือหลังจากเราทำทุกสิ่้งที่ทำได้39พระเมตตาและพระคุณของพระองค์เป็นเครื่องมือที่ “ตามวิถีแห่งเวลา”40 เราจะเอาชนะโลกผ่านพลังในการทำให้เป็นไปได้ของการชดใช้ ขณะที่เราแสวงหาของประทานอันมีค่านี้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน “สิ่งที่อ่อนแอกลับเข้มแข็งสำหรับ [เรา]” 41 และโดยพลานุภาพของพระองค์ ทำให้เราสามารถทำในสิ่ง ที่ เราไม่อาจทำได้ด้วยตนเอง

พระเจ้าทรงทอดพระเนตรที่ความสว่างที่เราได้รับ42 ความปรารถนาของใจเรา43 และการกระทำของเรา44 และเมื่อเรากลับใจและแสวงหาการให้อภัยของพระองค์ พระองค์ทรงให้อภัย ขณะเราพิจารณาชีวิตของเรา และชีวิตของคนที่เรารักและคุ้นเคย เราควรเต็มใจให้อภัยตัวเราเองและคนอื่นๆ ในระดับที่เท่าเทียมกัน45

สั่งสอนกิตติคุณของเรา พูดถึงความยากของการเอาชนะนิสัยเสพติดและกระตุ้นผู้ดำรงฐานะปุโรหิตและสมาชิก ว่า “ไม่ให้ตกใจหรือท้อแท้” ถ้าผู้สนใจหรือสมาชิกใหม่ยังต้องพยายามต่อสู้กับปัญหาแบบนั้น เราได้รับคำแนะนำว่าสิ่งที่ควรทำคือ “แสดงความมั่นใจและอย่าเพิ่งไปตัดสินบุคคลนั้น . . . ให้มองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเพียง ชั่วคราวและเป็นสิ่งที่เข้าใจได้”46 เราควรปฏิบัติในระดับที่ด้อยกว่าต่อลูกๆ หรือสมาชิกในครอบครัวของเราเอง หรือไม่ หากพวกเขาต้องต่อสู้กับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน โดยหลงออกไปชั่วคราวจากวิถีทางแห่งความชอบธรรม? แน่นอนพวกเขาสมควรได้รับความแน่วแน่ ความอดทนและความรัก—และใช่แล้ว การให้อภัยจากเรา

ในการประชุมใหญ่สามัญเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประธานมอนสันให้คำแนะนำว่า

“เราต้องนึกอยู่เสมอว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาทิ้งนิสัยไม่ดีได้ กลับใจจากการล่วงละเมิดได้ . . .

“. . . เราสามารถช่วยพวกเขาเอาชนะข้อบกพร่อง เราต้องพัฒนาความสามารถที่จะ ไม่ มอง มนุษย์ดังที่พวกเขา เป็นแต่มองดังที่พวกเขาจะเป็น”47

ที่การประชุมใหญ่ของศาสนจักรในยุคต้นๆ ครั้งหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับการประชุมใหญ่นี้ พระเจ้าตรัสบอกสมาชิกว่า

ตามจริงแล้วเรากล่าวแก่เจ้า, เจ้าสะอาด, แต่ไม่ทั้งหมด; . . .

“เพราะ เนื้อหนังทั้งปวง เสื่อมโทรมต่อเรา . . .

“. . . เพราะตามจริงแล้ว บางคนในพวกเจ้าทำผิดต่อเรา,แต่เราจะเมตตาต่อความอ่อนแอของเจ้า48

วันนี้้ข่าวสารของพระองค์ยังเหมือนเดิม

พระบิดาบนสวรรค์ทรงรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่คือการที่เราทุกคนทำบาปและ “เสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” 49 ครั้งแล้ว ครั้งเล่า พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ ผู้ทรง “รู้ความอ่อนแอของมนุษย์และรู้ว่าจะช่วยคนเหล่านั้นที่ถูกล่อลวงได้อย่างไร”50 พระองค์ทรงสอนให้เรา “สวดอ้อนวอนเสมอเพื่อ มิให้[เรา] เข้าไปสู่การล่อลวง”51 มีคนบอกเราให้ “เรียกหา [พระผู้เป็นเจ้า]เพื่อ พระเมตตา; เพราะพระองค์ทรงอานุภาพที่จะช่วยให้รอด”52 พระผู้ช่วยให้รอดทรงบัญชาเราให้กลับใจ53 และให้อภัย54 และแม้ว่าการกลับใจไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่เราพยายามต่อสู้ด้วยสุดใจของเราที่จะปฏิบัติตามพระกิตติคุณของพระองค์ พระองค์ประทานพระสัญญาว่า “ตามจริงแล้ว เรากล่าวแก่เจ้า, ทั้งที่ [พวกเจ้า] มีบาป, อุทรของเราเต็มไปด้วยความสงสารต่อ [พวกเจ้า].เราจะไม่ขับ [พวกเจ้า] ออกไปทั้งหมด; และในวันแห่งความโกรธ เราจะนึกถึงความเมตตา.55 พระผู้ช่วยให้รอดทรงต้องการให้อภัย

ทุกสัปดาห์คณะนักร้องประสานเสียงมอรมอนแทเบอร์นาเคิลเริ่มการกระจายเสียงที่ได้รับการดลใจด้วยเนื้อร้องจากเพลงสวดของวิลเลียม ดับเบิลยู. เฟลพ์ส ที่คุ้นเคย “Gently Raise the Sacred Strain” สิ่งที่ไม่คุ้นเคยคือถ้อยคำปลอบโยนของข้อสี่:

ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์คือพระเจ้า
ล้ำค่า ล้ำค่า คือพระวจนะ
จงกลับใจและมีชีวิต;
แม้บาปของท่านเป็นสีแดงเข้ม
โอ้ จงกลับใจ และพระองค์จะทรงให้อภัย56

ข้าพเจ้าเชื้อเชิญท่านให้จดจำและเชื่อพระวจนะของพระเจ้าและใช้ศรัทธาสู่การกลับใจ57 พระองค์ทรงรักท่าน พระองค์ทรงต้องการให้อภัย ข้าพเจ้าเป็นพยานดังนี้ในพระนามของพระเยซู คริสต์ เอเมน

Mostrar las referencias

  1.  

    1. ลูกา 5:17; ดู มาระโก 2:2 ด้วย

  2.  

    2. ลูกา 5:20; ดู มัทธิว 9:2; มาระโก 2:5ด้วย

  3.  

    3. ดู ยอห์น 2:1–11

  4.  

    4. ดู มาระโก 1:21–28; ลูกา 4:33–37

  5.  

    5. ดู ยอห์น 4:46–54

  6.  

    6. ดู มัทธิว 8:1–4; มาระโก 1:40–45; ลูกา 5:12–15

  7.  

    7. ดู มัทธิว 8:14–15; มาระโก 1:29–31; ลูกา 4:38–39.

  8.  

    8. ดู มัทธิว 8:16–17; มาระโก 1:32–34; ลูกา 4:40–41

  9.  

    9. ลูกา 5:22–23 ดู มัทธิว 9:3–5; มาระโก 2:6–9 ด้วย

  10.  

    10. ลูกา 5:24; เน้นตัวเอน; ดู มัทธิว 9:6–7; มาระโก 2:10–12 ด้วย.

  11.  

    11. ดู 1โครินธ์ 6:9–10; แอลมา 11:34, 37; ฮีลามัน 5:10–11.

  12.  

    12. ดู 2 เปโตร 2:20; ยากอบ 2:10; หลักคำสอนและพันธสัญญา 82:7.

  13.  

    13. ดู อิสยาห์ 1:18; เยเรมีย์ 31:34; ลูกา 7:36–50; อีนัส 1: 5; แอลมา 24:10; โมโรไน 6:8; หลักคำสอนและพันธสัญญา 1:32; 58:42–43.

  14.  

    14. ดู เจคอบ 4:7; แอลมา 14:26; โมโรไน 10:7

  15.  

    15. โมไซยาห์ 3:19; ดู 2 นีไฟ 10:24–25 ด้วย.

  16.  

    16. ดู แอลมา 32:28, 34.

  17.  

    17. มัทธิว 18:21–22; เน้นตัวเอน; ดู ลูกา 17:1–4 ด้วย.

  18.  

    18. ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 20:5–7; 25:3; 29:3; 31:5; 36:1; 50:36; 60:6–7; 61:2; 62:3; 64:1–4, 5–7, 15–17; 75:6–8; 82:1; 84:60–61; 90:1, 6; 108:1; 110:5; 112:3; 124:74–76, 78; 132:50.

  19.  

    19. ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 20:5–7; 29:3; 60:6–7; 61:2; 62:3; 64:5–7; 84:60–61; 90:1; 110:5; 132:50.

  20.  

    20. โจเซฟ สมิธ – ประวัติ 1:28

  21.  

    21. หลักคำสอนและพันธสัญญา 64:2; เน้นตัวเอน.

  22.  

    22. ดู 1 นีไฟ 20:9–11; หลักคำสอนและพันธสัญญา 24:2; 50:41; 63:47; 108:1–8.

  23.  

    23. หลักคำสอนและพันธสัญญา 64:3

  24.  

    24. หลักคำสอนและพันธสัญญา 64:7

  25.  

    25. หลักคำสอนและพันธสัญญา 1:31; ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา ข้อ 32–33; แอลมา 45:16 ด้วย.

  26.  

    26. หลักคำสอนและพันธสัญญา 132:27; ดู มัทธิว 12:31; ลูกา 12:10 ด้วย.

  27.  

    27. ดู อพยพ 20:13; โมไซยาห์ 13:21; หลักคำสอนและพันธสัญญา 132:19; โมเสส 5:31–36

  28.  

    28. ดู แอลมา 39:5; หลักคำสอนและพันธสัญญา 42:24–26

  29.  

    29. ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 42:22–26, 75–78, 80–82; 63:13–17; 76:103.

  30.  

    30. หลักคำสอนและพันธสัญญา 82:3; ดู ยอห์น 15:22 ด้วย.

  31.  

    31. ดู โมโรไน 6:8

  32.  

    32. ดู โมไซยาห์ 15:26.

  33.  

    33. ดู 1 ซามูเอล 16:7; สดุดี 24:3–4; สุภาษิต 23:7; มัทธิว 15:18–20; มาระโก 7:20–23; ฮีบรู 3:12; 3 นีไฟ 12:19; หลักคำสอนและพันธสัญญา 59:8; 64:34.

  34.  

    34. ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 20:29–30; 121:37.

  35.  

    35. หลักคำสอนและพันธสัญญา 117:11

  36.  

    36. ดู Bible Dictionary, “Nicolaitans.”

  37.  

    37. ดู วิวรณ์ 2:6, 15

  38.  

    38. หลักคำสอนแ พันธสัญ 56:15

  39.  

    39. ดู 2 นีไฟ 25:23; หลักคำสอนและพันธสัญญา 138:4.

  40.  

    40. โมเสส 7:21

  41.  

    41. อีเธอร์ 12:27

  42.  

    42. ดู ยอห์น 15:22; หลักคำสอนและพันธสัญญา 1:33; 82:3.

  43.  

    43. ดู แอลมา 41:5–6; 3 นีไฟ 9:20; หลักคำสอนและพันธสัญญา 137:9.

  44.  

    44. ดู 1 นีไฟ 15:33; แอลมา 41:3–4; หลักคำสอนและพันธสัญญา 137:9.

  45.  

    45. ดู มัทธิว 6:14–15; หลักคำสอนและพันธสัญญา 64:8–10; 98:39–48.

  46.  

    46. สั่งสอนกิตติคุณของเรา: แนวทางการรับใช้งานเผยแผ่ศาสนา (2008), หน้า 204.

  47.  

    47. โธมัส เอส. มอนสัน, “มองผู้อื่นดังที่พวกเขาจะเป็นเลียโฮนา พ.ย. 2012, หน้า 68–69 เน้นตัวเอน

  48.  

    48. หลักคำสอนและพันธสัญญา 38:10–11, 14; เน้นตัวเอน.

  49.  

    49. โรม 3:23

  50.  

    50. หลักคำสอนและพันธสัญญา 62:1; ดู แอลมา 7:12 ด้วย.

  51.  

    51. หลักคำสอนและพันธสัญญา 61:39; เน้นตัวเอน.

  52.  

    52. แอลมา 34:18; เน้นตัวเอน; ดู 2 นีไฟ 31:19; แอลมา 7:14 ด้วย.

  53.  

    53. ดู ฮีลามัน 13:11; หลักคำสอนและพันธสัญญา 19:4, 13–21.

  54.  

    54. ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 64:8–10.

  55.  

    55. หลักคำสอนและพันธสัญญา 101:9; เน้นตัวเอน; ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 82:1–7 ด้วย.

  56.  

    56. “Gently Raise the Sacred Strain,” Hymns, no. 146.

  57.  

    57. ดู แอลมา 34:15–17.