เราเป็นหนึ่งเดียว

โดย ประธานเฮนรีย์ บี. อายริงก์

ที่ปรึกษาที่หนึ่งในฝ่ายประธานสูงสุด


เฮนรีย์ บี. อายริงก์
ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดและไม่ว่าเราจะมีหน้าที่ใดในฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้า เราจะเป็นหนึ่งเดียวกันในอุดมการณ์ในการนำพระกิตติคุณออกไปสู่โลก

พระเจ้าทรงทำให้เห็นอย่างชัดเจนนับจากจุดเริ่มต้นของสมัยการประทานสุดท้ายนี้ว่าเราจะนำพระกิตติคุณออกไปทั่วโลก สิ่งที่พระองค์ตรัสกับผู้ดำรงฐานะปุโรหิตไม่กี่คนในปี 1831 คือสิ่งที่พระองค์ตรัสกับหลายคนในตอนนี้ ไม่ว่าเราจะมีอายุเท่าใด มีความสามารถอะไร มีการเรียกใดในศาสนจักร หรืออยู่ที่ใด เราเป็นหนึ่งเดียวกันที่ได้รับเรียกให้ทำงานเพื่อช่วยพระองค์ในการเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณจนกว่าพระองค์จะเสด็จมาอีกครั้ง พระองค์ตรัสกับผู้ที่ทำงานตั้งแต่เริ่มแรกในสวนองุ่นว่า:

“และ​อนึ่ง, เรา​กล่าว​แก่​เจ้า, เรา​ให้​บัญญัติ​ข้อ​หนึ่ง​แก่​เจ้า, ว่า​มนุษย์​ทุก​คน, ทั้ง​เอ็ลเดอร์, ปุโรหิต, ผู้​สอน, และ​สมาชิก​ด้วย, จง​ไป​ด้วย​สุดกำลัง​ของ​เขา, ด้วย​งาน​แห่งมือ​ตน, เพื่อ​เตรียม​และ​ลุล่วง​สิ่ง​ทั้งหลาย​ซึ่ง​เรา​บัญชา.”

“และ​ให้การสั่งสอน​ของ​เจ้า​จง​เป็น​เสียงเตือน, มนุษย์​ทุก​คน​เตือน​เพื่อนบ้าน​ของ​เขา, ใน​ความ​นุ่มนวล​และ​ใน​ความ​อ่อนโยน.”

“และ​เจ้า​จง​ออกไป​จาก​บรรดา​คน​ชั่ว​ร้าย. จง​รักษา​ตน​เอง​ให้​รอด. เจ้าที่​ถือ​ภาชนะ​ของ​พระเจ้า​จง​สะอาด.”1

บัดนี้ ท่านที่เป็นสมาชิกฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนจะเห็นได้ว่าพระบัญชาของพระเจ้ารวมถึงท่าน เพราะท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเตรียมทางอยู่เสมอเพื่อให้รักษาพระบัญญัติของพระองค์ ท่านสามารถคาดหวังได้ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งนั้นให้ท่านแต่ละคน

ข้าพเจ้าขอเล่าให้ท่านฟังถึงวิธีที่พระองค์ทรงทำสิ่งนี้ให้แก่เด็กชายคนหนึ่งผู้ที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งปุโรหิตในฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน เขาอายุ 16 ปี เขาอาศัยอยู่ในประเทศซึ่งผู้สอนศาสนาเข้าไปถึงครั้งแรกเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว พวกเขาได้รับมอบหมายไปยังสองเมืองแต่ไม่ใช่เมืองที่เด็กชายคนนี้อยู่

เมื่อเขายังเด็กมาก คุณพ่อคุณแม่ของเขาพาเขาไปยูทาห์เพื่อความปลอดภัย ครอบครัวเรียนรู้และรับบัพติศมาจากผู้สอนศาสนา เขาไม่ได้รับบัพติศมาเข้ามาในศาสนจักรเพราะเขาอายุยังไม่ถึงแปดขวบ

คุณพ่อคุณแม่ของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุ ดังนั้นคุณย่าจึงให้เขากลับไปบ้าน ข้ามมหาสมุทร กลับไปยังเมืองที่เขาเกิด

ในเดือนมีนาคม หนึ่งปีที่แล้ว เขากำลังเดินอยู่บนถนนขณะที่เขารู้สึกว่าเขาควรพูดกับสตรีที่เขาไม่รู้จัก เขาพูดกับเธอในภาษาอังกฤษเท่าที่เขาจำได้ เธอคือพยาบาลที่ประธานคณะเผยแผ่ส่งไปยังเมืองของเขาเพื่อหาที่พักและโรงพยาบาลให้ผู้สอนศาสนาผู้จะได้รับมอบหมายให้ไปที่นั่นในอีกไม่นาน เขากับเธอกลายเป็นเพื่อนกันขณะที่พวกเขาคุยกัน เมื่อเธอกลับไปยังสำนักงานใหญ่ของคณะเผยแผ่ เธอบอกผู้สอนศาสนาเกี่ยวกับเขา

เอ็ลเดอร์สองคนแรกมาถึงในเดือนกันยายน 2012 เด็กหนุ่มกำพร้าคนนี้คือบัพติศมาแรกของพวกเขาในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย เมื่อถึงเดือนมีนาคมของปีนี้เขาเป็นสมาชิกได้สี่เดือน เขาได้รับการวางมือแต่งตั้งเป็นปุโรหิตในฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนและสามารถบัพติศมาผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสคนที่สองของศาสนจักร เขาเป็นผู้บุกเบิกฐานะปุโรหิตคนแรกที่รวบรวมบุตรธิดาคนอื่นๆ ของพระบิดาบนสวรรค์ไว้กับเขาเพื่อสถาปนาศาสนจักรในเมืองหนึ่งซึ่งมีผู้คนประมาณ 130,000 คน

ในวันอาทิตย์อีสเตอร์ วันที่ 31 มีนาคม 2013 สมาชิกภาพศาสนจักรที่นั่นเติบโตโดยมีสมาชิกจำนวนมากถึงหกคนในเมืองนั้น เขาเป็นสมาชิกในท้องที่คนเดียวที่เข้าการประชุมในวันอาทิตย์นั้น เข่าของเขาเจ็บในวันก่อนหน้าแต่เขามุ่งมั่นที่จะอยู่ที่นั่น เขาสวดอ้อนวอนว่าเขาจะสามารถเดินไปโบสถ์ได้ และเขาก็อยู่ที่นั่น เขารับศีลระลึกกับเอ็ลหนุ่มสี่คนและผู้สอนศาสนาคู่สามีภรรยา - จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

เรื่องราวนั้นอาจดูไม่น่าประทับใจเว้นแต่ว่าท่านจะจำแบบแผนของพระหัตถ์พระผู้เป็นเจ้าในการสร้างอาณาจักรของพระองค์ได้ ข้าพเจ้าเห็นสิ่งนี้มาหลายครั้ง

ข้าพเจ้าเห็นสิ่งนี้ในนิวเม็กซิโกเมื่อตอนเป็นเยาวชนชาย เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนที่ศาสดาพยากรณ์ได้บอกเราว่าเราจะต้องช่วยผู้คนสอนศาสนาหาและสอนผู้ที่มีใจซื่อสัตย์และจากนั้นรักคนเหล่านั้นผู้ที่เข้ามาในอาณาจักร

ข้าพเจ้าเห็นด้วยตนเองถึงสิ่งที่ผู้นำฐานะปุโรหิตและสมาชิกที่ซื่อสัตย์สามารถทำได้ ในปี 1955 ข้าพเจ้าเป็นนายทหารในกองทัพอากาศสหรัฐ อธิการข้าพเจ้าที่บ้านให้พรข้าพเจ้าก่อนที่ข้าพเจ้าจะออกไปประจำการครั้งแรก ซึ่งอยู่ในแอลบูเคอร์คี นิวเม็กซิโก

ในพรของเขา เขากล่าวว่าเวลาของข้าพเจ้าในกองทัพอากาศจะเป็นการรับใช้เป็นผู้สอนศาสนา ข้าพเจ้ามาถึงโบสถ์ในวันอาทิตย์แรกที่สาขาแอลบูเคอร์คีที่หนึ่ง ชายคนหนึ่งเดินมาหาข้าพเจ้าและแนะนำตัวว่าเป็นประธานท้องถิ่น และบอกกับข้าพเจ้าว่าเขาจะเรียกข้าพเจ้าให้รับใช้เป็นผู้สอนศาสนาท้องถิ่น

ข้าพเจ้าบอกกับเขาว่าจะอยู่ที่นั่นเพื่อการฝึกเป็นเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์และจากนั้นข้าพเจ้าจะได้รับมอบหมายไปที่อื่นในโลก เขาพูดว่า “เรื่องนั้นผมไม่รู้ แต่เราจะเรียกคุณให้รับใช้” ในช่วงกลางของการฝึกทางทหาร โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้าได้รับเลือกจากนายทหารหลายร้อยคนที่เข้าฝึกเพื่อดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการแทนนายทหารที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน

ดังนั้นเป็นเวลาสองปีที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าทำงานในสำนักงานของข้าพเจ้า เกือบทุกเย็นและทุกสุดสัปดาห์ ข้าพเจ้าสอนพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ให้แก่ผู้คนที่สมาชิกพามาหาเรา

ข้าพเจ้ากับคู่ทำงานสอนศาสนามากกว่า 40 ชั่วโมงต่อเดือนโดยไม่ต้องเคาะประตูสักครั้งเพื่อหาคนเรียน สมาชิกป้อนให้เราเต็มอัตราจนเราต้องสอนสองครอบครัวในหนึ่งคืนอยู่บ่อยๆ ข้าพเจ้าเห็นด้วยตนเองถึงอำนาจและพรของศาสดาพยากรณ์ที่กล่าวย้ำถึงการเรียกให้สมาชิกทุกคนเป็นผู้สอนศาสนา

ในวันอาทิตย์สุดท้ายก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากแอลบูเคอร์คี มีการจัดตั้งสเตคแรกในเมืองนั้น ตอนนี้ที่นั่นมีพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ พระนิเวศน์ของพระเจ้า ในเมืองที่เราเคยประชุมในโบสถ์กับวิสุทธิชนผู้นำเพื่อนมาให้เราสอนและรู้สึกถึงพยานของพระวิญญาณ เพื่อนเหล่านั้นรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับให้กลับบ้านในศาสนจักรที่แท้จริงของพระเจ้า

ข้าพเจ้าเห็นสิ่งนี้ต่อมาในนิวอิงแลนด์เมื่อข้าพเจ้าไปเรียน ข้าพเจ้าได้รับเรียกเป็นที่ปรึกษาประธานท้องถิ่นที่ยอดเยี่ยมซึ่งเปลี่ยนแปลงจากผู้ที่ไม่สนใจในศาสนจักรมาเป็นชายที่มีพลังอำนาจทางวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ผู้สอนประจำบ้านของเขารักเขามากพอที่จะไม่ใส่ใจซิการ์และเห็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นในเขา ประธานท้องถิ่นกับข้าพเจ้าขับรถข้ามเนินเขาและไปตามชายฝั่งเพื่อเยี่ยมสาขาเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามแมสซาชูเซตส์และโรดไอแลนด์เพื่อสร้างและเป็นพรแก่อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า

ในปีที่ข้าพเจ้ารับใช้กับผู้นำที่ยอดเยี่ยมท่านนั้น เราเฝ้าดูผู้คนพาเพื่อนมาสู่ศาสนจักรโดยแบบอย่างของพวกเขาและโดยคำเชื้อเชิญของพวกเขาให้มาฟังผู้สอนศาสนา สำหรับข้าพเจ้าแล้วการเติบโตของสาขาเหล่านั้นดูเหมือนจะช้าและติดขัด แต่ในวันอาทิตย์ที่ข้าพเจ้าจากมา ซึ่งคือห้าปีต่อมา อัครสาวกสองท่านมาเพื่อจัดตั้งท้องถิ่นของเราให้เป็นสเตคในโบสถ์ลองเฟลโลพาร์ค ที่เคมบริดจ์

หลายปีต่อมาข้าพเจ้ากลับไปควบคุมการประชุมใหญ่สเตคที่นั่น ประธานสเตคพาข้าพเจ้าไปดูเนินเขาหินในเบลมอนท์ เขาบอกข้าพเจ้าว่านั่นจะเป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพระวิหารของพระผู้เป็นเจ้า ในเวลานี้มีพระวิหารตั้งอยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อข้าพเจ้าเพ่งดูที่นั่น ข้าพเจ้าจำได้ถึงสมาชิกผู้นอบน้อมที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ด้วยในสาขาเล็กๆ กับเพื่อนบ้านที่พวกเขาเชิญมา และกับผู้สอนศาสนาที่สอนพวกเขา

ที่นี่คืนนี้มีมัคนายกใหม่ในการประชุมคืนนี้ ข้าพเจ้าอยู่กับเขาในวันอาทิตย์อีสเตอร์เดียวกันที่ปุโรหิตคนนั้น ผู้ที่ข้าพเจ้าพูดถึงก่อนหน้านี้ เดินเข้าไปสู่การประชุมที่เขาคนเดียวเป็นสมาชิก มัคนายกยิ้มกว้างขณะที่คุณพ่อเขาบอกว่าเขาจะอยู่กับคุณพ่อในการประชุมฐานะปุโรหิตนี้ คุณพ่อคนนี้เป็นผู้สอนศาสนาที่ยิ่งใหญ่ในคณะเผยแผ่เดียวกันที่คุณพ่อของเขาเป็นประธาน ข้าพเจ้าเห็น คู่มือผู้สอนศาสนา ปี 1937 ของคุณปู่ทวดของเขา มรดกสืบทอดของเขาในการนำผู้คนมาสู่ศาสนจักรฝังรากลึก

ดังนั้นข้าพเจ้าพูดกับอธิการของมัคนายกคนนั้นเพื่อเรียนรู้ว่าเด็กหนุ่มคาดหวังประสบการณ์ใดในการประชุมที่พูดถึงหน้าที่ของฐานะปุโรหิตในการทำงานรวบรวมจิตวิญญาณให้พระเจ้า อธิการอธิบายอย่างกระตือรือร้นถึงวิธีที่หัวหน้าเผยแผ่วอร์ดติดตามความก้าวหน้าของผู้สนใจ เขาได้รับข้อมูลนั้นจากการติดต่อเป็นประจำกับผู้สอนศาสนา

อธิการและสภาวอร์ดของเขาสนทนาถึงผู้สนใจที่กำลังก้าวหน้าทุกคน พวกเขาตัดสินใจว่าพวกเขาจะทำอะไรให้แต่ละคนและครอบครัวของพวกเขาเพื่อช่วยให้เป็นเพื่อนกันก่อนรับบัพติศมา รวมพวกเขาอยู่ในกิจกรรมต่างๆ และบำรุงเลี้ยงผู้ที่รับบัพติศมา เขากล่าวว่าบางครั้งผู้สอนศาสนามีนัดสอนมากจนพวกเขาต้องใช้ผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนเป็นคู่

แผนงานเผยแผ่วอร์ดมีเป้าหมายให้โควรัมเชื้อเชิญผู้ที่พวกเขารู้จักให้พบกับผู้สอนศาสนา แม้แต่ฝ่ายประธานโควรัมมัคนายกก็ได้รับเชิญให้ตั้งเป้าหมายและวางแผนสำหรับสมาชิกโควรัมของพวกเขาให้ช่วยนำคนที่พวกเขารู้จักเข้ามาสู่อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า

ตอนนี้มัคนายกที่อยู่ในวอร์ดที่เข้มแข็งและปุโรหิตใหม่ —ผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใส—ในกลุ่มสมาชิกที่มีจำนวนน้อยอาจดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยในแต่ละคนหรือกับท่าน และท่านอาจมองไม่เห็นความคล้ายคลึงกับประสบการณ์ของท่านในการสร้างศาสนจักรกับสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นปาฏิหาริย์ในนิวเม็กซิโกและในนิวอิงแลนด์

แต่มีอยู่วิธีหนึ่งที่เราเป็นหนึ่งเดียวกันในหน้าที่ของเราในฐานะปุโรหิต เราชำระตัวเราให้ศักดิ์สิทธิ์และทำหน้าที่ส่วนตัวของเราให้เกิดสัมฤทธิผลต่อพระบัญญัติที่ว่าจะนำพระกิตติคุณไปสู่บุตรธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ของเรา

เราแบ่งปันประสบการณ์ในวิธีที่พระเจ้าทรงสร้างอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลก ในศาสนจักรของพระองค์ เราได้รับเครื่องมือและองค์การอันยอดเยี่ยมทั้งหมดที่มีอยู่ ยังคงมีความจริงพื้นฐานที่ศาสดาพยากรณ์สอนไว้ถึงวิธีที่เราจะต้องทำข้อบังคับฐานะปุโรหิตของเราเรื่องงานเผยแผ่ให้เกิดสัมฤทธิผล

ในการประชุมใหญ่สามัญเดือนเมษายนปี 1959 ประธานเดวิด โอ. แมคเคย์สอนหลักธรรมนี้ ดังเช่นศาสดาพยากรณ์ท่านอื่นสอนนับจากยุคสมัยของท่าน ซึ่งรวมถึงประธานโธมัส เอส. มอนสัน ในตอนท้ายของคำพูดของประธานแมคเคย์ ท่านเล่าว่าในปี 1923 คณะเผยแผ่บริติชส่งคำแนะนำทั่วไปให้สมาชิกศาสนจักร บอกพวกเขาไม่ให้เสียเงินกับการโฆษณาเพื่อแก้ไขความรู้สึกไม่ดีของผู้คนที่มีต่อศาสนจักร ประธานแมคเคย์กล่าวว่าการตัดสินใจคือ “มอบความรับผิดชอบให้สมาชิกทุกคนของศาสนจักรในปีที่จะมาถึงของ 1923 ว่าสมาชิกทุกคนจะเป็นผู้สอนศาสนา สมาชิกทุกคนเป็นผู้สอนศาสนา! ท่านอาจนำมารดาของท่านเข้ามาในศาสนจักร หรืออาจเป็นบิดาของท่าน บางทีอาจเป็นเพื่อนร่วมงาน บางคนจะได้ยินข่าวสารอันประเสริฐแห่งความจริงจากท่าน”

และประธานแมคเคย์กล่าวต่อว่า “และนั่นคือข่าวสารในวันนี้ สมาชิกทุกคน — หนึ่งล้านห้าแสนคน — เป็นผู้สอนศาสนา!2

เมื่อมีการประกาศในปี 2002 ว่างานเผยแผ่เป็นความรับผิดชอบของอธิการ ข้าพเจ้าประหลาดใจ ข้าพเจ้าเคยเป็นมาแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพวกเขากำลังแบกรับน้ำหนักที่เกือบจะแบกรับไม่ไหวอยู่แล้วในการปฏิบัติศาสนกิจต่อสมาชิกและนำองค์การต่างๆ ในวอร์ด

อธิการคนหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้จักมองว่านี่ไม่ใช่หน้าที่เพิ่มเติมแต่เป็นโอกาสที่จะดึงให้วอร์ดมารวมกันในอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ที่สมาชิกทุกคนเป็นผู้สอนศาสนา เขาเรียกหัวหน้าเผยแผ่วอร์ด เขาประชุมกับผู้สอนศาสนาเองในทุกวันเสาร์เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับงานของพวกเขา ให้กำลังใจพวกเขา และเพื่อเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าของผู้สนใจของพวกเขา สภาวอร์ดพบวิธีสำหรับองค์การและโควรัมที่จะใช้ประสบการณ์การรับใช้ให้เป็นการเตรียมตัวเป็นผู้สอนศาสนา และในฐานะผู้พิพากษาในอิสราเอล เขาช่วยให้คนหนุ่มสาวรู้สึกถึงพรแห่งการชดใช้เพื่อรักษาให้พวกเขาบริสุทธิ์

เมื่อเร็วๆ นี้ข้าพเจ้าถามว่าเขาจะอธิบายถึงการเพิ่มขึ้นของบัพติศมาผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสในวอร์ดของเขาและการเพิ่มขึ้นของคนหนุ่มสาวที่พร้อมและกระตือรือร้นที่จะนำพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ออกไปสู่โลกได้อย่างไร เขากล่าวว่าสำหรับเขาแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่หน้าที่ซึ่งใครต้องทำสักเท่าไหร่แต่เป็นวิธีที่พวกเขาทุกคนจะเป็นหนึ่งเดียวโดยกระตือรือร้นที่จะนำผู้คนมาสู่ชุมชนของวิสุทธิชนซึ่งนำความสุขยิ่งมาสู่พวกเขา

สำหรับบางคนนี่คือคำตอบและเป็นมากกว่านั้น เช่นเดียวกับบุตรของโมไซยาห์ พวกเขารู้สึกถึงผลจากบาปในชีวิตพวกเขาและการเยียวยาอันน่าอัศจรรย์ของการชดใช้ที่อยู่ในศาสนจักรของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความรักและความสำนึกคุณต่อของประทานของพระผู้ช่วยให้รอดที่พวกเขามี พวกเขาจึงต้องการช่วยทุกคนที่พวกเขาสามารถช่วยได้ให้หลุดพ้นจากความเศร้าของบาป รู้สึกถึงปีติแห่งการให้อภัย และมารวมกับพวกเขาสู่ความปลอดภัยในอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า

นั่นคือความรักของพระผู้เป็นเจ้าและความรักต่อมิตรสหายและเพื่อนบ้านของพวกเขาที่ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวในการรับใช้ผู้คน พวกเขาปรารถนาที่จะนำพระกิตติคุณไปสู่ทุกคนในส่วนของโลกพวกเขา และพวกเขาเตรียมลูกๆ ให้มีค่าควรเพื่อจะได้รับเรียกจากพระเจ้าให้สอน เป็นพยาน และรับใช้ในส่วนอื่นๆ ของสวนองุ่นของพระองค์

ไม่ว่าจะอยู่ในวอร์ดใหญ่ซึ่งมัคนายกใหม่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาในการแบ่งปันพระกิตติคุณและสร้างอาณาจักร หรือในกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลซึ่งปุโรหิตคนใหม่รับใช้ พวกเขาจะเป็นหนึ่งเดียวในจุดประสงค์ มัคนายกจะได้รับการดลใจจากความรักของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อยื่นแขนออกไปหาเพื่อนที่ไม่ใช่สมาชิก เขาจะชวนเพื่อนมาในศีลระลึกบางครั้งหรือในกิจกรรมบางอย่างในศาสนจักรและจากนั้นเชื้อเชิญเขาและครอบครัวให้เรียนกับผู้สอนศาสนา กับผู้ที่รับบัพติศมาแล้ว เขาจะเป็นเพื่อนที่พวกเขาต้องการ

ปุโรหิตจะเชื้อเชิญให้ผู้อื่นมาร่วมกับกลุ่มวิสุทธิชนเล็กๆ ของเขาซึ่งเป็นที่ซึ่งเขารู้สึกถึงความรักของพระผู้เป็นเจ้าและได้รับพรแห่งสันติสุขของการชดใช้

ถ้าเขายังคงซื่อสัตย์ในหน้าที่ฐานะปุโรหิต เขาจะเห็นกลุ่มกลายเป็นสาขา และจากนั้นสเตคแห่งไซอันจะมาสู่เมืองของเขา จะมีวอร์ดซึ่งมีอธิการที่เอาใจใส่ อาจเป็นลูกชายหรือหลานชายเขาผู้ที่สักวันหนึ่งจะพาผู้รับใช้ของพระผู้เป็นเจ้าไปยังเนินเขาใกล้ๆ และพูดว่า “จะเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมสำหรับพระวิหาร”

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดและไม่ว่าเราจะมีหน้าที่ใดในฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้า เราจะเป็นหนึ่งเดียวกันในอุดมการณ์ในการนำพระกิตติคุณออกไปสู่โลกและเราจะสนับสนุนผู้คนที่เรารักให้สะอาดจากบาปและมีความสุขกับเราในอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า ในพระนามของพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของศาสนจักรนี้ เอเมน

Show References

  1.  

    1. หลักคำสอนและพันธสัญญา 38:40–42.

  2.  

    2. David O. McKay, in Conference Report, Apr. 1959, 122.