เรามีเหตุผลสำคัญที่จะชื่นชมยินดี

ที่ปรึกษาที่หนึ่งในฝ่ายประธานสมาคมสงเคราะห์สามัญ


แคโรล เอ็ม. สตีเฟนส์
เมื่อท่านรัก เฝ้าดูแล และรับใช้ผู้อื่นในวิธีเล็กน้อยและเรียบง่าย ท่านกำลังมีส่วนอย่างแข็งขันในงานแห่งความรอด

เมื่อพ่อสามีของดิฉันสิ้นชีวิต ครอบครัวเรามารวมกันเพื่อทักทายผู้ที่มาร่วมแสดงความอาลัย ตลอดเย็นวันนั้นเมื่อดิฉันพบปะสนทนากับครอบครัวและเพื่อนๆ ดิฉันมักจะสังเกตเห็นพอร์เทอร์ หลานชายวัย 10 ขวบของเรายืนอยู่ใกล้แม่สามีดิฉัน—“คุณยายทวด” ของเขา บางครั้งเขายืนอยู่ข้างหลังเธอ เฝ้ามองเธอ ครั้งหนึ่งดิฉันสังเกตเห็นเขาคล้องแขนกับเธอ ดิฉันมองเขาลูบมือเธอ กอดเธอเล็กน้อย และยืนเคียงข้างเธอ

หลายวันหลังจากนั้น ดิฉันดึงภาพนี้ออกไปจากความคิดไม่ได้ ดิฉันได้รับการกระตุ้นเตือนให้ส่งข้อความไปหาพอร์เทอร์ บอกเขาถึงสิ่งที่ดิฉันสังเกตเห็น ดิฉันส่งอีเมลไปหาเขา บอกเขาว่าดิฉันเห็นอะไรและรู้สึกอย่างไร ดิฉันเตือนพอร์เทอร์ถึงพันธสัญญาที่เขาทำเมื่อรับบัพติศมา โดยยกคำพูดของแอลมาใน โมไซยาห์บทที่ 18

“และบัดนี้, เมื่อท่านปรารถนาจะเข้ามาสู่คอกของพระผู้เป็นเจ้า, และเรียกว่าเป็นผู้คนของพระองค์, และเต็มใจจะแบกภาระของกันและกัน, เพื่อมันจะได้เบา;

“แท้จริงแล้ว, และเต็มใจที่จะโศกเศร้ากับคนที่โศกเศร้า; แท้จริงแล้ว, และปลอบโยนคนที่ต้องการการปลอบโยน, และยืนเป็นพยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาและในทุกสิ่ง, และในทุกแห่งที่ท่านอยู่, แม้จนถึงความตาย, …เพื่อท่านจะมีชีวิตนิรันดร์—

“…หากนี่เป็นความปรารถนาของใจท่านแล้ว, ท่านมีอะไรขัดข้องเล่าที่จะรับบัพติศมาในพระนามของพระเจ้า, เพื่อเป็นพยานต่อพระพักตร์พระองค์ว่าท่านเข้ามาในพันธสัญญากับพระองค์, ว่าท่านจะรับใช้พระองค์และรักษาพระบัญญัติของพระองค์, เพื่อพระองค์จะเทพระวิญญาณของพระองค์ลงมาให้ท่านให้มากมายยิ่งขึ้น?”1

ดิฉันอธิบายกับพอร์เทอร์ว่าแอลมาสอนไว้ว่าผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาต้องเต็มใจรับใช้พระเจ้าโดยการรับใช้ผู้อื่น—ชั่วชีวิต! ดิฉันบอกว่า “ยายไม่ทราบว่าหลานรู้หรือไม่ แต่ที่หลานแสดงความรักความห่วงใยคุณยายทวด นั่นคือการรักษาพันธสัญญาของหลาน เรารักษาพันธสัญญาทุกวันเมื่อเรามีเมตตา แสดงความรัก และดูแลกัน ยายแค่อยากจะบอกว่าภูมิใจในตัวหลานที่เป็นผู้รักษาพันธสัญญา! เมื่อหลานรักษาพันธสัญญาซึ่งทำไว้เมื่อรับบัพติศมา หลานจะพร้อมรับการแต่งตั้งสู่ฐานะปุโรหิต พันธสัญญาเพิ่มเติมนี้จะให้โอกาสหลานมากขึ้นในการเป็นพรและรับใช้ผู้อื่น ทั้งยังช่วยเตรียมหลานให้พร้อมรับพันธสัญญาที่จะทำในพระวิหาร ขอบใจหลานที่เป็นแบบอย่างที่ดีเช่นนั้นให้กับยาย! ขอบใจที่แสดงให้ยายเห็นว่าผู้รักษาพันธสัญญาเป็นอย่างไร!

พอร์เทอร์ตอบกลับมา “คุณยายครับ ขอบคุณสำหรับข้อความ ทุกครั้งเมื่อผมกอดคุณยายทวด ผมไม่ทราบว่าผมกำลังรักษาพันธสัญญาของผมอยู่ แต่ผมรู้สึกอบอุ่นในใจและรู้สึกดีมาก ผมทราบว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในใจผม”

ดิฉันรู้สึกอบอุ่นในใจเช่นกันเมื่อตระหนักว่าพอร์เทอร์เชื่อมโยงการรักษาพันธสัญญาของเขากับสัญญาที่จะ “มีพระวิญญาณของพระองค์อยู่กับ [เรา] ตลอดเวลา”2—สัญญานี้เกิดขึ้นได้โดยการรับของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

พี่น้องสตรีทั้งหลาย เมื่อดิฉันได้พบปะสนทนากับท่านทั่วโลก ดิฉันสังเกตเห็นว่าพวกท่านหลายคนเป็นเหมือนพอร์เทอร์ ท่านยืนเป็นพยานถึงพระผู้เป็นเจ้าอย่างเงียบๆ โศกเศร้ากับคนที่โศกเศร้า และปลอบโยนคนที่ต้องการการปลอบโยนโดยที่ไม่รู้ว่าท่านกำลังรักษาพันธสัญญาของท่าน—พันธสัญญาซึ่งทำไว้ในน้ำบัพติศมาและในพระวิหาร เมื่อท่านรัก เฝ้าดูแล และรับใช้ผู้อื่นในวิธีเล็กน้อยและเรียบง่าย ท่านกำลังมีส่วนอย่างแข็งขันในงานแห่งความรอด งานของพระผู้เป็นเจ้า “คือการทำให้เกิดความเป็นอมตะและชีวิตนิรันดร์ของมนุษย์”3

ในฐานะ “ธิดาในอาณาจักร [ของพระเจ้า]”4 เราทำพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ เรากำลังเดินในทางที่นีไฟเรียกว่า “ทางคับแคบและแคบนี้ซึ่งนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์”5 เราทุกคนอยู่ในสถานที่ต่างกันบนเส้นทางนี้ แต่เราสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อช่วยกัน “มุ่งหน้าด้วยความแน่วแน่ในพระคริสต์, โดยมีความเจิดจ้าอันบริบูรณ์แห่งความหวัง, และความรักต่อพระผู้เป็นเจ้าและต่อมนุษย์ทั้งปวง.”6

จีนนี่รับใช้เป็นผู้ให้คำปรึกษาเยาวชนหญิง หลายเดือนมาแล้วเธอเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับเยาวชนในวอร์ด นั่นคือ การเดินเขาไปยังที่ซึ่งเรียกว่ายอดมาลัน เธอตื่นเต้นเพราะไม่นานมานี้เธอตั้งเป้าหมายที่จะปีนเขาดังกล่าว

เมื่อเธอมาถึงต้นทางเดินขึ้นเขา แอชลีย์ เพื่อนสนิทของเธอเข้ามาหา คล้องแขนจีนนี่ พร้อมอาสาจะเดินกับเธอ เธอพูดว่า “ฉันจะไปกับเธอ” แอชลีย์ ซึ่งเวลานั้นอายุ 16 ปี มีปัญหาทางร่างกายซึ่งทำให้ยากมากสำหรับเธอที่จะปีนเขาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเธอกับจีนนี่จึงเดินช้าๆ สังเกตงานสร้างของพระบิดาบนสวรรค์ ก้อนหินบนยอดเขาเหนือบริเวณนั้นและดอกไม้รอบข้างพวกเธอ ต่อมาจีนนี่บอกว่า “ไม่นานดิฉันก็ลืมเรื่องเป้าหมายที่ดิฉันจะเดินขึ้นเขานั้น เพราะมันกลายเป็นการผจญภัยในอีกรูปแบบหนึ่ง—การผจญภัยที่ชี้ให้เห็นความสวยงามตามทางเดิน หลายอย่างที่ดิฉันอาจจะพลาดไปถ้าดิฉันแค่เดินขึ้นไปถึงยอดมาลันตามเป้าหมาย”

เมื่อจีนนี่และแอชลีย์เดินเขาต่อไป พวกเธออยู่รั้งท้ายกลุ่มที่มาด้วยกัน เอมมา เยาวชนหญิงอีกคนในวอร์ดตัดสินใจรอพวกเธอและเดินไปด้วยกัน เอมมาเข้ามาเพิ่มความสนุกสนาน เธอสอนจีนนี่กับแอชลีย์ร้องเพลง สนับสนุนและให้กำลังใจเป็นพิเศษ จีนนี่เล่า “เรานั่งพัก เราร้องเพลง พูดคุยและหัวเราะ ดิฉันได้รู้จักแอชลีย์กับเอมมาในวิธีที่ดิฉันคงจะไม่รู้จักถ้าไม่เป็นอย่างนี้ คืนนั้นไม่ได้มีเพียงเรื่องราวเกี่ยวกับภูเขา—แต่มีอะไรมากยิ่งกว่านั้น เกี่ยวกับการช่วยเหลือกันและกันตามทาง ทีละก้าว”

เมื่อจีนนี่ แอชลีย์ และเอมมาเดินขึ้นเขา ร้องเพลง หยุดพัก และหัวเราะไปด้วยกัน พวกเธอคงไม่ได้คิดว่า “ตอนนี้เรากำลังรักษาพันธสัญญาของเรา” แต่พวกเธอกำลังรักษาพันธสัญญาของพวกเธอ พวกเธอรับใช้กันด้วยความรัก ความกรุณา และคำมั่นสัญญา พวกเธอเสริมสร้างศรัทธาให้แก่กันเมื่อพวกเธอให้กำลังใจและช่วยเหลือดูแลกัน

เอ็ลเดอร์รัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันสอนว่า “เมื่อเราตระหนักว่าเราเป็นลูกหลานแห่งพันธสัญญา เรารู้ว่าเราเป็นใครและพระผู้เป็นเจ้าทรงคาดหวังอะไรจากเรา กฏของพระองค์จารึกไว้ในใจเรา”7

มาเรีย คูซีนาเป็นธิดาในพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า เธอรู้ว่าเธอเป็นใครและพระผู้เป็นเจ้าทรงคาดหวังสิ่งใดจากเธอ เมื่อเธอต้อนรับดิฉันสู่บ้านของเธอในเมืองออมสค์ รัสเซีย ดิฉันคิดว่าดิฉันไปที่นั่นเพื่อรับใช้เธอ แต่ไม่นานดิฉันก็ตระหนักว่าดิฉันไปที่นั่นเพื่อเรียนรู้จากเธอ มาเรียเป็นผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใส เธอดำเนินชีวิตตามคำแนะนำใน ลูกา 22 “เมื่อท่านหันกลับแล้ว จงชูกำลังพี่น้องทั้งหลายของท่าน”8 เธอมีศรัทธาในถ้อยคำของศาสดาพยากรณ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ประธานโธมัส เอส. มอนสัน ผู้กล่าวว่า

“บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกและผู้สอนศาสนาจะร่วมมือกัน ทำงานด้วยกัน เพื่อลงแรงในสวนองุ่นของพระเจ้าในการนำจิตวิญญาณมาหาพระองค์…

“…เมื่อเราลงมือทำด้วยศรัทธา พระเจ้าจะทรงแสดงให้เรารู้วิธีที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ศาสนจักรของพระองค์ในวอร์ดและสาขาต่างๆ ที่เราอาศัยอยู่ พระองค์จะทรงสถิตกับเราและจะทรงเป็นหุ้นส่วนที่แข็งขันในการทำงานเผยแผ่ศาสนาของเรา

“…ใช้ศรัทธา…ขณะท่านพิจารณาร่วมกับการสวดอ้อนวอนว่าญาติของท่าน เพื่อนของท่าน เพื่อนบ้าน และผู้ที่ท่านคุ้นเคยคนใดที่ท่านต้องการเชิญมาที่บ้านเพื่อพบกับผู้สอนศาสนา เพื่อให้พวกเขาได้รับฟังข่าวสารแห่งการฟื้นฟู”9

มาเรียทำตามคำแนะนำนี้โดยการเฝ้าดูแลช่วยเหลือพี่น้องสตรีที่เธอเยี่ยมสอน และเธอยังทำมากกว่าที่ได้รับมอบหมายเช่นกัน เธอมีเพื่อนหลายคนซึ่งแข็งขันน้อยหรือยังไม่ได้ยินข่าวสารแห่งพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเยซูคริสต์ ในแต่ละวันเธอใช้ศรัทธาและสวดอ้อนวอนเพื่อให้รู้ว่าใครต้องการความช่วยเหลือจากเธอ และจากนั้นเธอทำตามการกระตุ้นเตือนที่ได้รับ เธอโทรศัพท์ไปหา แสดงความรัก และบอกเพื่อนเธอว่า “เราต้องการคุณ” เธอจัดสังสรรค์ในครอบครัวที่อพาร์ตเมนต์ของเธอทุกสัปดาห์และเชิญเพื่อนบ้าน สมาชิกและผู้สอนศาสนามาร่วมสังสรรค์—และเลี้ยงอาหารพวกเขาด้วย เธอเชื้อเชิญพวกเขาให้มาโบสถ์ ดูแลพวกเขา และนั่งกับพวกเขาเมื่อมาถึง

มาเรียเข้าใจคำเตือนของเอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์เมื่อไม่นานมานี้ ท่านกล่าวว่า “การเชื้อเชิญที่เกิดจากความรักซึ่งเรามีต่อผู้อื่นและพระเจ้าพระเยซูคริสต์ …จะไม่มีวันถูกมองว่าเป็นการก่อความขุ่นเคืองหรือตัดสินผู้อื่น”10 เธอเก็บรายชื่อของผู้ที่บอกว่าเขาถูกทำให้ขุ่นเคืองใจ เธอดูแลช่วยเหลือพวกเขาต่อไป เพราะพวกเขารู้ว่าเธอรักพวกเขา เธอจึงบอกพวกเขาได้ว่า “อย่าเคืองกันเลย เรื่องแค่นี้!”

มาเรียคือสานุศิษย์ของพระเยซูคริสต์ผู้รักษาพันธสัญญา แม้เธอไม่มีผู้ดำรงฐานะปุโรหิตในบ้าน แต่เธอสัมผัสถึงอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าทุกวันในสัมฤทธิผลของพันธสัญญาพระวิหารขณะที่เธอรุดหน้าต่อไปบนเส้นทาง โดยอดทนจนกว่าชีวิตจะหาไม่และช่วยผู้อื่นให้มีส่วนร่วมในงานแห่งความรอดระหว่างทาง

ขณะที่ดิฉันแบ่งปันประสบการณ์เหล่านี้กับท่าน ท่านเห็นตัวเองในงานแห่งความรอดหรือยัง ใช้เวลาครู่หนึ่งนึกถึงธิดาของพระผู้เป็นเจ้าผู้ต้องการกำลังใจที่จะกลับมาเดินบนทางแห่งพันธสัญญาหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสักเล็กน้อยที่จะไม่ออกนอกทางนี้ ทูลถามพระบิดาในสวรรค์เกี่ยวกับเธอคนนั้น เธอคือธิดาของพระองค์ พระองค์ทรงรู้จักชื่อเธอ พระองค์ทรงรู้จักท่านเช่นกัน พระองค์จะทรงบอกท่านว่าเธอต้องการอะไร จงอดทน มีศรัทธาและสวดอ้อนวอนเพื่อเธอต่อไป จงทำตามการกระตุ้นเตือนที่ได้รับ เมื่อท่านทำตามการกระตุ้นเตือนเหล่านี้ พระวิญญาณจะทรงยืนยันว่าเครื่องพลีบูชาของท่านเป็นที่ยอมรับต่อพระเจ้า

“ซิสเตอร์เอไลซา อาร์. สโนว์…รับรู้อย่างซาบซึ้งใจต่อความพยายามของพี่น้องสตรีที่จะเสริมสร้างกันและกัน…เธอบอกพี่น้องสตรีว่าแม้ศาสนจักรไม่ได้เก็บบันทึกการบริจาคทุกอย่างที่พวกเธอมอบให้เพื่อช่วยเหลือผู้ขัดสน แต่พระเจ้าทรงเก็บบันทึกอันสมบูรณ์ของงานแห่งความรอดของพวกเธอ

“‘…ประธานโจเซฟ สมิธกล่าวว่าสมาคมนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยจิตวิญญาณให้รอด [เรากำลังทำ] อะไรเพื่อนำผู้ที่หลงทางกลับมา—เพื่อทำให้ผู้ที่มีใจอันเย็นชาต่อพระกิตติคุณอบอุ่นขึ้น—มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งบันทึกศรัทธาของท่าน ความกรุณาของท่าน งานดีของท่าน และถ้อยคำ [ของท่าน] ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า’”11

ในพระคัมภีร์มอรมอน แอมันพูดถึงเหตุผลสำคัญที่เราต้องชื่นชมยินดี ท่านกล่าวว่า “และบัดนี้, ข้าพเจ้าถาม, พรอันสำคัญยิ่งอะไรบ้างที่ [พระผู้เป็นเจ้า] ประสาทแก่เรา? ท่านบอกได้ไหม?”

ด้วยความตื่นเต้น แอมันไม่รอคำตอบ ท่านพูดว่า “ดูเถิด, ข้าพเจ้าตอบแทนท่าน; …นี่คือพรซึ่งประสาทบนเรา, คือทำให้เราเป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อนำมาซึ่งงานอันสำคัญยิ่งนี้”12

เราคือธิดาแห่งพันธสัญญาในอาณาจักรของพระเจ้า และเรามีโอกาสที่จะเป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ของพระองค์ เมื่อเรามีส่วนร่วมในงานแห่งความรอดแต่ละวันแม้ในวิธีเล็กน้อยและเรียบง่าย—เฝ้ามอง เสริมสร้างความเข้มแข็ง และสอนกัน—เราจะได้สมทบกับแอมัน ผู้ประกาศว่า

“ดูเถิด, ปีติของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม, แท้จริงแล้ว, ใจข้าพเจ้าปริ่มด้วยปีติ, และข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดีในพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า

“แท้จริงแล้ว, ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอะไรเลย; ตามกำลังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอ่อนแอ, ฉะนั้นข้าพเจ้าจะไม่โอ้อวดตน, แต่ข้าพเจ้าจะอวดอ้างพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า, เพราะในพละกำลังของพระองค์ข้าพเจ้าทำได้ทุกสิ่ง” 13

ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสิ่งนี้ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

Show References

  1.  

    1. โมไซยาห์ 18:8–10.

  2.  

    2. หลักคำสอนและพันธสัญญา 20:77.

  3.  

    3. โมเสส 1:39.

  4.  

    4. หลักคำสอนและพันธสัญญา 25:1.

  5.  

    5. 2 นีไฟ 31:18.

  6.  

    6. 2 นีไฟ 31:20.

  7.  

    7. รัสเซลล์ เอ็ม. เนลสัน, “พันธสัญญา,”เลียโฮนา,พ.ย. 2011, 113.

  8.  

    8. ลูกา 22:32.

  9.  

    9. โธมัส เอส. มอนสัน, “ศรัทธาในงานแห่งความรอด,” (การถ่ายทอดการอบรมผู้นำทั่วโลก, มิ.ย. 2013), lds.org/broadcasts.

  10.  

    10. เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์, “หน้าที่รับผิดชอบของเราที่จะเชื้อเชิญ,” (การถ่ายทอดการอบรมผู้นำทั่วโลก, มิ.ย. 2013), lds.org/broadcasts.

  11.  

    11. Daughters in My Kingdom: The History and Work of Relief Society(2011), 83.

  12.  

    12. แอลมา 26:2–3.

  13.  

    13. แอลมา 26:11–12.