ราคา—และพร—ของการเป็นสานุศิษย์


เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์
จงเข้มแข็ง ดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณอย่างซื่อสัตย์แม้ผู้คนรอบข้างไม่ได้ทำเช่นนั้นเลยก็ตาม

ประธานมอนสันครับ เรารักท่าน ท่านอุทิศทั้งกายและใจให้ทุกการเรียกที่พระเจ้าประทานแก่ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านดำรงอยู่เวลานี้ ทุกคนในศาสนจักรนี้ขอบคุณท่านสำหรับการรับใช้ที่แน่วแน่และการอุทิศตนต่อหน้าที่ของท่านอย่างมั่นคงมาโดยตลอด

ด้วยความชื่นชมและต้องการให้กำลังใจแก่ทุกคนที่จะต้องมั่นคงแน่วแน่ในยุคสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้ากล่าวแก่ทุกท่านโดยเฉพาะเยาวชนของศาสนจักรว่า หากท่านยังไม่ได้อยู่ในจุดนั้น วันหนึ่งท่านจะพบตนเองถูกเรียกร้องให้ปกป้องศรัทธาของท่าน หรือบางทีแม้กระทั่งอดทนรับการข่มเหงส่วนตัวบางอย่างเพียงเพราะว่าท่านเป็นสมาชิกศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ช่วงเวลาเช่นนั้นจะต้องใช้ทั้งความกล้าหาญและมารยาทในส่วนของท่าน

ตัวอย่างเช่น ซิสเตอร์ผู้สอนศาสนาคนหนึ่งเขียนถึงข้าพเจ้าเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ดิฉันกับคู่เห็นชายคนหนึ่งนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่บนม้านั่งในจตุรัสกลางเมือง เมื่อเราเข้าไปใกล้ เขาเงยหน้ามองและเห็นป้ายผู้สอนศาสนาของเรา เขารีบลุกขึ้นและมองด้วยสายตาน่ากลัวพลางเงื้อมือจะตีดิฉัน ดิฉันหลบทัน แต่ไม่วายถูกเขาพ่นอาหารใส่จนเลอะเทอะและเริ่มสบถถ้อยคำเลวร้ายที่สุดใส่เรา เราเดินหนีโดยไม่พูดอะไร ดิฉันพยายามปัดอาหารออกจากหน้า แต่กลับเจอก้อนมันฝรั่งบดปาใส่ศีรษะด้านหลัง บางครั้งการเป็นผู้สอนศาสนาก็ยาก เพราะจังหวะนั้นดิฉันอยากเดินกลับไปคว้าผู้ชายตัวเล็กๆ คนนั้นแล้วพูดว่า ‘คุณมีปัญหาอะไร!’ แต่ดิฉันไม่ได้ทำ”

ข้าพเจ้าขอพูดกับผู้สอนศาสนาที่อุทิศตนผู้นี้ว่า ลูกเอ๋ย ด้วยวิธีเล็กน้อยของลูกเอง ลูกได้ก้าวเข้าไปร่วมวงกับชายหญิงที่ “พิจารณาการสิ้นพระชนม์ [ของพระคริสต์] และทนรับกางเขนของพระองค์ และแบกความอับอายของโลก”1 ดังที่เจคอบศาสดาพยากรณ์ในพระคัมภีร์มอรมอนกล่าวไว้

นีไฟพี่ชายของเจคอบเขียนเกี่ยวกับพระเยซูไว้ว่า “และโลกมนุษย์, เพราะความชั่วช้าสามานย์ของพวกเขา, จะตัดสินพระองค์ว่าเป็นสิ่งไร้ค่า; ดังนั้นพวกเขาโบยพระองค์, และพระองค์ทรงยอม; และพวกเขาทำร้ายพระองค์, และพระองค์ทรงยอม. แท้จริงแล้ว, พวกเขาถ่มน้ำลายรดพระองค์, และพระองค์ทรงยอม, เพราะความการุณย์รักของพระองค์และความอดกลั้นของพระองค์ต่อลูกหลานมนุษย์.”2

เพื่อให้สมกับประสบการณ์ส่วนพระองค์ของพระผู้ช่วยให้รอด จึงมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของการถูกปฏิเสธและราคาแพงอันแสนเจ็บปวดที่ต้องจ่ายโดยศาสดาพยากรณ์และอัครสาวก ผู้สอนศาสนา ตลอดจนสมาชิกทุกยุคทุกสมัย—ทุกคนที่พยายามยอมรับการเรียกของพระผู้เป็นเจ้าให้ยกครอบครัวมนุษย์ไปสู่ “[วิถี] ที่ยิ่งใหญ่กว่า”3

“แล้วจะให้ข้าพเจ้ากล่าวอะไรต่อไปอีก [ถึงคนเหล่านั้น]” ผู้เขียนหนังสือฮีบรูถาม

“ผู้ซึ่ง …ได้ปิดปากสิงโต

“ได้ดับไฟที่ไหม้อย่างรุนแรง ได้พ้นจากคมดาบ … มีกำลังมากในการสงคราม ตีกองทัพ…แตกพ่ายไป 

“[ได้เห็น] คนของ [พวกเขา] เป็นขึ้นจากความตาย [ขณะที่] บางคนถูกทรมาน …

“และ …พบกับการเยาะเย้ยและการโบยตี … ถูกล่ามโซ่และถูกขังคุก

“บางคนถูกขว้างด้วยก้อนหิน … ถูกเลื่อยเป็นสองท่อน [ถูกล่อลวง] … ถูกฆ่าด้วยคมดาบ … นุ่งห่มหนังแกะหนังแพะพเนจรไป สิ้นเนื้อประดาตัว ตกระกำลำบากและถูกทำทารุณ

“(แผ่นดินโลกไม่คู่ควรกับคนเช่นนั้นเลย) … [พวกเขา] พเนจรไปตามถิ่นทุรกันดารและตามภูเขา ในถ้ำและในโพรงใต้ดิน”4

แน่นอนว่าทูตสวรรค์ร้องไห้ขณะบันทึกราคาแห่งการเป็นสานุศิษย์นี้ในโลกซึ่งมักจะเป็นศัตรูต่อพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดพระองค์เองทรงหลั่งน้ำพระเนตรให้ผู้ถูกปฏิเสธและถูกเข่นฆ่าในงานรับใช้ของพระองค์มานานหลายร้อยปี แต่มาบัดนี้พระองค์ทรงถูกปฏิเสธและกำลังจะถูกเข่นฆ่าเสียเอง

“โอ เยรูซาเล็ม เยรูซาเล็ม” พระเยซูทรงคร่ำครวญ “เมืองที่ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะ และเอาหินขว้างพวกที่ถูกส่งให้มาหาเจ้าถึงตาย บ่อยครั้งที่เราปรารถนาจะรวบรวมลูกๆ ของเจ้าไว้ เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่เจ้าไม่ยอม!

“นี่แน่ะ นิเวศของเจ้าจะถูกทอดทิ้งให้ร้างเปล่า”5

ข้อความนี้มีข่าวสารถึงเยาวชนชายและเยาวชนหญิงทุกคนในศาสนจักรนี้ ท่านอาจสงสัยว่าจะคุ้มค่าหรือไม่หากต้องกล้ายืนหยัดเพื่อผดุงศีลธรรมในโรงเรียนหรือไปรับใช้งานเผยแผ่เพียงเพื่อให้คนอื่นมาดูหมิ่นความเชื่อที่เรายึดมั่นที่สุด หรือต้องต่อสู้ในสังคมที่บางครั้งเย้ยหยันชีวิตที่อุทิศตนเพื่อศาสนา ใช่ สิ่งนี้คุ้มค่า เพราะหาไม่แล้ว “นิเวศน์” ของเราย่อมถูกทอดทิ้งให้ “ร้างเปล่า”—เป็นบุคคลว่างเปล่า ครอบครัวว่างเปล่า ชุมชนว่างเปล่า และประเทศชาติว่างเปล่า

ดังนั้นจึงแสดงว่าเรามีภาระของผู้ได้รับเรียกให้ถือข่าวสารเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ นอกจากจะต้องสอน กระตุ้น และให้กำลังใจผู้อื่นแล้ว (นั่นคือส่วนที่น่ายินดีของการเป็นสานุศิษย์) บางครั้งผู้ส่งสารเหล่านี้ก็ได้รับเรียกมาเพื่อกังวล เพื่อเตือน และบางครั้งเพียงเพื่อร้องไห้ (นั่นคือส่วนที่เจ็บปวดของการเป็นสานุศิษย์) พวกเขาทราบดีว่าถนนสู่แผ่นดินแห่งคำสัญญาที่ “มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์”6 จะต้องคู่ขนานมากับเส้นทางแห่งภูเขาซีนายที่เต็มไปด้วยบัญญัติ “เจ้าจะ” และ “เจ้าจะไม่”7

น่าเสียดายที่ผู้ส่งสารพระบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เป็นที่นิยมมากไปกว่าในสมัยโบราณ อย่างน้อยซิสเตอร์ผู้สอนศาสนาสองคนที่ถูกถ่มน้ำลายรดและถูกปาด้วยมันผรั่งก็สามารถยืนยันได้ตอนนี้ เกลียด เป็นคำที่ไม่น่าฟัง กระนั้นทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่จะพูดกับอาหับผู้ชั่วร้ายว่า “ข้าพเจ้าเกลียด [ศาสดาพยากรณ์มีคายาห์] เพราะเขาพยากรณ์แต่เรื่องร้ายเสมอ ไม่เคยพยากรณ์เรื่องดีเกี่ยวกับเราเลย”8 ความเกลียดที่มีต่อความซื่อสัตย์ของศาสดาพยากรณ์เช่นนั้นเป็นเหตุให้อบินาไดถึงแก่ชีวิต เมื่อเขากล่าวแก่กษัตริย์โนอาห์ว่า “เพราะข้าพเจ้าบอกความจริงท่าน ท่านจึงโกรธข้าพเจ้า … เพราะข้าพเจ้ากล่าวพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ท่านจึงตัดสินว่าข้าพเจ้าเป็นบ้า”9 หรือเราอาจเพิ่มว่าเป็นพวกบ้านนอก พวกยอมให้ผู้ชายกุมอำนาจ พวกมีทิฐิ พวกแล้งน้ำใจ ความคิดแคบ คร่ำครึ หรือชราภาพ

ดังเช่นพระเจ้าพระองค์เองทรงคร่ำครวญกับศาสดาพยากรณ์อิสยาห์ว่า

“ลูกหลาน [เหล่านี้จะ]…ไม่ยอมเชื่อฟังธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์

“พวกเขากล่าวกับผู้ทำนายว่า ‘อย่าเห็นเลย’ และกล่าวกับผู้พยากรณ์ว่า ‘อย่าพยากรณ์สิ่งถูกต้องแก่เรา จงพูดแต่สิ่งราบรื่นกับเรา จงพยากรณ์มายา

“จงไปเสียให้พ้นทาง จงหันออกไปจากวิถี อย่าทำให้เราต้องเผชิญกับองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอลอีก”10

น่าเศร้าเต็มที เพื่อนรุ่นเยาว์ของข้าพเจ้า นี่คืออุปนิสัยของคนยุคเราที่หากใครต้องการพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็ต้องการพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่เรียกร้องมาก พระผู้เป็นเจ้าแบบสบายๆ พระผู้เป็นเจ้าลื่นไหลที่มือไม่พายแล้วยังเอาเท้าราน้ำ พระผู้เป็นเจ้าที่ลูบศีรษะเรา คอยทำให้เราหัวเราะคิกคัก แล้วบอกให้เราวิ่งไปเก็บดอกดาวเรือง11

นั่นคือมนุษย์ที่สร้างพระผู้เป็นเจ้าตามรูปลักษณ์ของตนเอง! บางครั้ง—น่าขันที่สุด—เมื่อคนเหล่านี้ยกพระนามของพระเยซูประหนึ่งว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า “แบบสบายๆ” เช่นนี้ คิดเช่นนั้นหรือ พระองค์ผู้ไม่เพียงตรัสห้ามเราฝ่าฝืนพระบัญญัติเท่านั้น แต่ยังทรงห้ามเราแม้แต่จะ คิด ฝ่าฝืนพระบัญญัติ และหากเราคิด เท่ากับเราฝ่าฝืนพระบัญญัติไปแล้วในใจเรา นั่นฟังดูเหมือนหลักคำสอน “สบายๆ” ที่ฟังรื่นหูและเป็นที่นิยมในหมู่บ้านสันติสุขอย่างนั้นหรือ

แล้วผู้ที่เพียงต้องการมองดูบาปหรือแตะต้องอยู่ไกลๆ เล่า พระเยซูตรัสด้วยความเฉียบขาดว่า หากตาของท่านทำให้ท่านหลงผิด ให้ควักออกทิ้งเสีย หากมือของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตัดทิ้งเสีย12 “เราไม่ได้นำสันติภาพมาให้ แต่เรานำดาบมา”13 ทรงเตือนผู้ที่คิดว่าพระองค์ตรัสแต่เรื่องซ้ำๆ ประโลมใจ ไม่น่าแปลกใจที่หลังการเทศนาทุกครั้ง ชุมชนในท้องที่นั้นจึง “อ้อนวอนขอให้พระองค์เสด็จออกไปเสียจากเขตเมืองของพวกเขา”14 ไม่น่าแปลกใจที่หลังสิ่งอัศจรรย์ทุกครั้ง คนกลับไม่คิดว่าเดชานุภาพของพระองค์เป็นของพระผู้เป็นเจ้าแต่เป็นของมาร15 เห็นชัดว่าสติ๊กเกอร์ท้ายรถที่ถามว่า “พระเยซูจะทรงทำอย่างไร” ไม่ได้สร้างกระแสนิยมเสมอไป

ณ จุดสูงสุดของการปฏิบัติศาสนกิจมรรตัย พระเยซูตรัสว่า “ให้พวกท่านรักกันและกัน เหมือนอย่างที่เรารักท่าน”16 เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจแน่ชัดว่าความรักดังกล่าวเป็นแบบใด พระองค์ตรัสว่า “ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา”17 และ “ใคร ทำให้ข้อเล็กน้อยเพียงข้อหนึ่งในพระบัญญัติ…มีความสำคัญน้อยลง และสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย คนนั้นจะ …เป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์”18 ความรักเหมือนพระคริสต์คือสิ่งจำเป็นที่สุดที่เราต้องมีในโลกนี้ ส่วนหนึ่งเพราะความชอบธรรมควรจะมาควบคู่กันเสมอ ดังนั้นหากความรักต้องเป็นคำเตือนใจเราดังที่มัน ต้อง เป็น พระผู้ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักจึงตรัสว่าเราต้องทิ้งการล่วงละเมิดและนัยยะใดๆ ที่เป็นการแก้ต่างการล่วงละเมิดในบุคคลอื่น พระเยซูเข้าพระทัยชัดเจนถึงสิ่งที่หลายคนในวัฒนธรรมสมัยใหม่คล้ายจะหลงลืมว่า มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างพระบัญชาให้อภัยบาป (ซึ่งพระองค์ทรงทำได้ด้วยพระปรีชาสามารถอันไร้ขอบเขต) กับพระดำรัสเตือนไม่ให้ยอมต่อพฤติกรรมที่เป็นบาป (ซึ่งพระองค์ไม่เคยทำแม้แต่ครั้งเดียว)

มิตรทั้งหลาย โดยเฉพาะมิตรรุ่นเยาว์ของข้าพเจ้า จงกล้าเถิด ความรักอันบริสุทธิ์เหมือนพระคริสต์ซึ่งหลั่งไหลมาจากความชอบธรรมที่แท้จริงสามารถเปลี่ยนโลกได้ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระกิตติคุณที่แท้จริงและดำรงอยู่ของพระเยซูคริสต์อยู่บนแผ่นดินโลก ท่านเป็นสมาชิกศาสนจักรที่แท้จริงและดำรงอยู่ของพระองค์ ท่านพยายามจะแบ่งปันสิ่งนี้ ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานถึงพระกิตติคุณนั้นและศาสนจักรนั้น ด้วยพยานเฉพาะถึงกุญแจฐานะปุโรหิตที่ได้รับการฟื้นฟูซึ่งไขพลังอำนาจและประสิทธิผลของศาสนพิธีแห่งความรอด ข้าพเจ้าแน่ใจว่ากุญแจเหล่านั้นได้รับการฟื้นฟูแล้วและศาสนพิธีเหล่านั้นมีขึ้นอีกครั้งผ่านศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย มากกว่าที่ข้าพเจ้าแน่ใจว่ายืนอยู่ตรงแท่นพูดและท่านนั่งอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้าในการประชุมใหญ่นี้

จงเข้มแข็ง ดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณอย่างซื่อสัตย์แม้ผู้คนรอบข้างไม่ได้ทำเช่นนั้นเลยก็ตาม ปกป้องความเชื่อของท่านด้วยมารยาทและการุณยธรรม แต่จงปกป้อง ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเสียงที่ได้รับการดลใจ รวมถึงเสียงที่ท่านจะได้ยินในการประชุมใหญ่นี้และเสียงที่ท่านเพิ่งได้ยินด้วยตนเองจากประธานโธมัส เอส. มอนสัน ล้วนแต่ชี้ทางท่านไปสู่วิถีแห่งความเป็นสานุศิษย์ของชาวคริสต์ นี่คือทางคับแคบและนี่คือทางแคบที่ไม่ได้มีอิสระมากมายบางช่วง แต่เราจะเดินทางอย่างตื่นเต้นและสำเร็จลุล่วงเมื่อมี “ความแน่วแน่ในพระคริสต์,…ความเจิดจ้าอันบริบูรณ์แห่งความหวัง, และความรักต่อพระผู้เป็นเจ้าและต่อมนุษย์ทั้งปวง”19 เมื่อท่านดำเนินตามเส้นทางนั้นอย่างกล้าหาญ ท่านจะหล่อหลอมศรัทธาที่ไม่สั่นคลอน ท่านจะพบความปลอดภัยจากลมชั่วร้ายที่พัดพา แม้ลูกศรในลมหมุน และจะสัมผัสถึงพลังความเข้มแข็งดุจศิลาจากพระผู้ไถ่ของเรา ซึ่งหากท่านสร้างความเป็นสานุศิษย์ผู้ไม่ย่อท้อไว้บนนั้น ท่าน จะตกไม่ได้20 ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน

แสดงข้ออ้างอิง

  1.  

    1. เจคอบ 1:8.

  2.  

    2. 1 นีไฟ 19:9.

  3.  

    3. 1 โครินธ์ 12:31; อีเธอร์ 12:11.

  4.  

    4. ฮีบรู 11:32–38.

  5.  

    5. มัทธิว 23:37–38.

  6.  

    6. อพยพ 3:8.

  7.  

    7. ดู อพยพ 20:3–17.

  8.  

    8. 2 พงศาวดาร 18:7.

  9.  

    9. โมไซยาห์ 13:4.

  10.  

    10. อิสยาห์ 30:9–11.

  11.  

    11. ดู เฮนรีย์ แฟร์ลี, The Seven Deadly Sins Today (1978), 15–16.

  12.  

    12. ดู มัทธิว 5:29–30.

  13.  

    13. มัทธิว 10:34.

  14.  

    14. มาระโก 5:17.

  15.  

    15. ดู มัทธิว 9:34.

  16.  

    16. ยอห์น 15:12.

  17.  

    17. ยอห์น 14:15.

  18.  

    18. มัทธิว 5:19; เน้นตัวเอน.

  19.  

    19. 2 นีไฟ 31:20.

  20.  

    20. ดู ฮีลามัน 5:12.