กุญแจและสิทธิอำนาจของฐานะปุโรหิต


ดัลลิน เอช. โอ๊คส์
กุญแจฐานะปุโรหิตกำกับดูแลสตรีเช่นเดียวกับบุรุษ ศาสนพิธีฐานะปุโรหิตและสิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตเกี่ยวข้องทั้งสตรีและบุรุษเช่นกัน

I.

ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้เราได้เห็นพี่น้องชายที่ซื่อสัตย์ของเราบางท่านได้รับการปลด และเราสนับสนุนการเรียกของท่านอื่นๆ ในการเปลี่ยนแปลงนี้—ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยในศาสนจักร—เราไม่ได้ “ก้าวลง” เมื่อเราได้รับการปลด และเราไม่ได้ “ก้าวขึ้น” เมื่อเราได้รับการเรียก ไม่มี “ขึ้นหรือลง” ในการรับใช้พระเจ้า มีเพียง “เดินหน้าหรือถอยหลัง” และความแตกต่างดังกล่าวขึ้นอยู่กับว่าเรายอมรับและปฏิบัติตามการปลดและการเรียกของเราอย่างไร ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยควบคุมการประชุมซึ่งมีการปลดประธานสเตคหนุ่มที่รับใช้อย่างดีเป็นเวลาเก้าปีและบัดนี้ดีใจกับการปลดและการเรียกใหม่ซึ่งเขากับภรรยาได้รับ พวกเขาได้รับเรียกเป็นผู้นำบริบาลในวอร์ดของพวกเขา มีเพียงศาสนจักรนี้เท่านั้นที่เห็นว่าสิ่งนั้นมีเกียรติเท่าเทียมกัน!

II.

ขณะที่กำลังพูดในการประชุมสตรี ลินดา เค. เบอร์ตัน ประธานสมาคมสงเคราะห์สามัญกล่าวว่า “เราหวังที่จะ ปลูกฝัง ในใจเราแต่ละคนถึงความปรารถนาจะเข้าใจฐานะปุโรหิตมากขึ้น”1 สิ่งที่เธอพูดนั้นประยุกต์ใช้ได้กับเราทุกคน ข้าพเจ้าจะดำเนินตามโดยการพูดถึงกุญแจและสิทธิอำนาจของฐานะปุโรหิต เนื่องจากหัวข้อนี้เป็นที่กังวลเท่าเทียมกันทั้งต่อบุรุษและสตรี ข้าพเจ้าจึงดีใจที่การประชุมนี้มีการถ่ายทอดและจัดพิมพ์สำหรับสมาชิกศาสนจักรทุกคน อำนาจฐานะปุโรหิตเป็นพรแก่เราทุกคน กุญแจฐานะปุโรหิตกำกับดูแลสตรีเช่นเดียวกับบุรุษ ศาสนพิธีฐานะปุโรหิตและสิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตเกี่ยวข้องทั้งสตรีและบุรุษเช่นกัน

III.

ประธานโจเซฟ เอฟ. สมิธอธิบายว่าฐานะปุโรหิตคือ “อำนาจของพระผู้เป็นเจ้าที่มอบให้มนุษย์ได้กระทำในแผ่นดินโลกเพื่อความรอดของครอบครัวมนุษย์”2 ผู้นำท่านอื่นสอนเราว่าฐานะปุโรหิต “เป็นพลังอำนาจสูงสุดบนแผ่นดินโลกนี้ เป็นพลังอำนาจที่สร้างแผ่นดินโลก”3 พระคัมภีร์สอนว่า “ฐานะปุโรหิตเดียวกันนี้, ซึ่งอยู่ในกาลเริ่มต้น, จะอยู่ในการสิ้นสุดของโลกด้วย.” (โมเสส 6:7) ดังนั้น ฐานะปุโรหิตคือพลังอำนาจซึ่งโดยอำนาจนั้น เราจะฟื้นคืนชีวิตและดำเนินต่อไปสู่ชีวิตนิรันดร์

ความเข้าใจที่เราแสวงหาเริ่มจากความเข้าใจเรื่องกุญแจของฐานะปุโรหิต “กุญแจฐานะปุโรหิตคือสิทธิอำนาจที่พระผู้เป็นเจ้าประทานแก่ [ผู้ดำรง] ฐานะปุโรหิตเพื่อกำกับดูแล ควบคุม และปกครองการใช้ฐานะปุโรหิตของพระองค์บนแผ่นดินโลก”4 การดำเนินงานทุกอย่างหรือศาสนพิธีที่ปฏิบัติในศาสนจักรกระทำภายใต้การมอบอำนาจทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมของผู้ที่ถือกุญแจสำหรับหน้าที่นั้น ดังที่เอ็ลเดอร์เอ็ม. รัสเซลล์ บัลลาร์ดได้อธิบายไว้ “ผู้ที่มีกุญแจฐานะปุโรหิต…ย่อมทำให้ทุกคนที่รับใช้หรือทำงานอย่างซื่อสัตย์ภายใต้การกำกับดูแลของเขามีโอกาสใช้สิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตและเข้าถึงพลังอำนาจฐานะปุโรหิต”5

โดยการควบคุมการใช้สิทธิอำนาจฐานะปุโรหิต หน้าที่ของกุญแจฐานะปุโรหิตมีทั้งขยายและจำกัด ขยายโดยการทำให้สิทธิอำนาจและพรฐานะปุโรหิตมีให้แก่บุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้าทุกคน และจำกัดโดยการกำกับดูแลว่าใครจะได้รับสิทธิอำนาจของฐานะปุโรหิต ใครจะดำรงตำแหน่งของฐานะปุโรหิต และจะประสาทสิทธิและพลังอำนาจนั้นอย่างไร ตัวอย่างเช่น คนที่ดำรงฐานะปุโรหิตไม่สามารถประสาทตำแหน่งหรือสิทธิอำนาจของเขาให้แก่ผู้อื่นได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ที่ถือกุญแจ หากไม่ได้รับอนุญาต การแต่งตั้งก็จะไม่เป็นผล เรื่องนี้อธิบายว่าเหตุใดผู้ดำรงฐานะปุโรหิต—ไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม—จึงไม่สามารถแต่งตั้งสมาชิกครอบครัวหรือประกอบศาสนพิธีศีลระลึกในบ้านของตนเองได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ถือกุญแจที่เหมาะสม

ยกเว้นงานศักดิ์สิทธิ์ที่พี่น้องสตรีทำในพระวิหารภายใต้กุญแจซึ่งถือโดยประธานพระวิหาร ซึ่งข้าพเจ้าจะอธิบายหลังจากนี้ มีเพียงผู้ดำรงตำแหน่งฐานะปุโรหิตเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่ในศาสนพิธีฐานะปุโรหิตได้ และศาสนพิธีฐานะปุโรหิตที่ได้รับอนุญาตทั้งหมดได้รับการบันทึกไว้ในบันทึกของศาสนจักร

ท้ายที่สุด กุญแจทั้งหมดของฐานะปุโรหิตถือโดยพระเจ้าพระเยซูคริสต์ เจ้าของฐานะปุโรหิตนั้น พระองค์ทรงเป็นผู้กำหนดว่าจะมอบหมายกุญแจใดให้แก่มนุษย์และจะใช้กุญแจเหล่านั้นอย่างไร เรามักจะคิดว่าโจเซฟ สมิธได้รับการประสาทกุญแจทั้งหมดของฐานะปุโรหิตในพระวิหารเคิร์ทแลนด์ แต่พระคัมภีร์กล่าวว่ากุญแจทั้งหมดที่ได้รับการประสาทที่นั่นคือ “กุญแจทั้งหลายของสมัยการประทานนี้” (ค.พ. 110:16) ในการประชุมใหญ่สามัญหลายปีมาแล้ว ประธานสเป็นเซอร์ ดับเบิลยู. คิมบัลล์เตือนเราว่ามีกุญแจฐานะปุโรหิตอื่นๆ อีกที่ไม่ได้มอบให้มนุษย์บนแผ่นดินโลก รวมถึงกุญแจแห่งการสร้างและการฟื้นคืนชีวิต6

ลักษณะแห่งสวรรค์ของการจำกัดการใช้กุญแจฐานะปุโรหิตอธิบายถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการตัดสินใจเรื่องการบริหารงานศาสนจักรกับการตัดสินใจที่ส่งผลต่อฐานะปุโรหิต ฝ่ายประธานสูงสุดและสภาฝ่ายประธานสูงสุดตลอดจนโควรัมอัครสาวกสิบสอง ผู้ควบคุมดูแลศาสนจักร ได้รับมอบอำนาจในการตัดสินใจหลายอย่างที่ส่งผลต่อนโยบายและระเบียบปฏิบัติของศาสนจักร—เช่นสถานที่ตั้งอาคารศาสนจักรและอายุของผู้สอนศาสนา แต่ถึงแม้เจ้าหน้าที่ควบคุมเหล่านี้จะถือและใช้กุญแจทั้งหมดที่มอบให้มนุษย์ในสมัยการประทานนี้ พวกท่านก็ไม่มีอิสระที่จะเปลี่ยนแบบแผนจากเบื้องบนซึ่งประกาศิตไว้แล้วว่าผู้ชายเท่านั้นที่จะดำรงตำแหน่งในฐานะปุโรหิต

IV.

ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะพูดถึงประเด็นของสิทธิอำนาจฐานะปุโรหิต ข้าพเจ้าจะเริ่มด้วยหลักธรรมสามข้อที่เพิ่งสนทนาไป (1) ฐานะปุโรหิตคืออำนาจของพระผู้เป็นเจ้าที่มอบหมายให้มนุษย์กระทำเพื่อความรอดของครอบครัวมนุษย์ (2) สิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตปกครองโดยผู้ดำรงฐานะปุโรหิตซึ่งถือกุญแจฐานะปุโรหิต และ (3) เนื่องจากพระคัมภีร์กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ [และ] ตำแหน่งอื่นทั้งปวงในศาสนจักรเป็นส่วนประกอบของฐานะปุโรหิต [แห่งเมลคีเซเดค] นี้ (ค.พ. 107:5) ทุกสิ่งที่ทำภายใต้การกำกับดูแลของกุญแจฐานะปุโรหิตเหล่านั้นจึงทำด้วยสิทธิอำนาจฐานะปุโรหิต

สิ่งนี้จะประยุกต์ใช้กับสตรีได้อย่างไร ในคำปราศรัยต่อสมาคมสงเคราะห์ ประธานโจเซฟ ฟิลดิงก์ สมิธ ขณะนั้นเป็นประธานโควรัมอัครสาวกสิบสอง กล่าวว่า “ถึงแม้พี่น้องสตรีจะไม่ได้รับฐานะปุโรหิต พวกเธอไม่ได้รับการประสาทฐานะปุโรหิต แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ประทานสิทธิอำนาจแก่พวกเธอ… บุคคลคนหนึ่งหรือพี่น้องสตรีคนหนึ่ง อาจได้รับสิทธิอำนาจที่จะทำบางสิ่งบางอย่างในศาสนจักรซึ่งเกี่ยวพันและจำเป็นที่สุดสำหรับความรอดของเรา เช่นงานที่พี่น้องสตรีของเราทำในพระนิเวศน์ของพระเจ้า พวกเธอได้รับสิทธิอำนาจให้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่วิเศษและสำคัญยิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ต่อพระเจ้า และเกี่ยวพันกันอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับพรซึ่งให้โดยชายผู้ดำรงฐานะปุโรหิต”7

ในคำปราศรัยสำคัญนั้น ประธานสมิธบอกครั้งแล้วครั้งเล่าว่าสตรีได้รับสิทธิอำนาจ ท่านบอกกับบรรดาสตรีว่า “ท่านพูดด้วยสิทธิอำนาจได้ เพราะพระเจ้าประทานสิทธิอำนาจแก่ท่าน” ท่านยังบอกด้วยว่าสมาคมสงเคราะห์ “ได้รับพลังและสิทธิอำนาจให้ทำสิ่งสำคัญมากมาย งานที่พวกเธอทำ ทำโดยสิทธิอำนาจจากเบื้องบน” และแน่นอนว่า งานศาสนจักรที่สตรีหรือบุรุษทำ ไม่ว่าจะในพระวิหารหรือในวอร์ดหรือในสาขา กระทำภายใต้การกำกับดูแลของผู้ที่ถือกุญแจฐานะปุโรหิต ดังนั้น เมื่อพูดถึงสมาคมสงเคราะห์ ประธานสมิธอธิบายว่า “[พระเจ้า] ประทานองค์การที่ยอดเยี่ยมนี้แก่พวกเธอ องค์การที่พวกเธอมีอำนาจรับใช้ภายใต้การกำกับดูแลของอธิการวอร์ด… ในการดูแลผู้คนของเราทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณ”8

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นความจริงที่ว่าสมาคมสงเคราะห์ไม่ได้เป็นแค่ชั้นเรียนสำหรับสตรี แต่เป็นบางสิ่งที่พวกเธอเป็นส่วนหนึ่ง—เป็นส่วนประกอบของฐานะปุโรหิตที่ได้รับการสถาปนาจากสวรรค์9

เราไม่คุ้นเคยกับการพูดว่าสตรีมีสิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตในการเรียกของพวกเธอในศาสนจักร แต่จะเป็นสิทธิอำนาจอื่นใดหรือ เมื่อสตรีคนหนึ่ง—ไม่ว่าเยาว์วัยหรือสูงวัย—ได้รับการวางมือมอบหน้าที่ให้สั่งสอนพระกิตติคุณในฐานะผู้สอนศาสนาเต็มเวลา เธอได้รับสิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตที่จะทำหน้าที่หนึ่งของฐานะปุโรหิต เช่นเดียวกับสตรีคนหนึ่ง เมื่อได้รับการวางมือมอบหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่หรือครูในองค์การของศาสนจักรภายใต้การกำกับดูแลของผู้ถือกุญแจฐานะปุโรหิต ใครก็ตามที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งหรือการเรียกซึ่งได้รับจากผู้ถือกุญแจฐานะปุโรหิต เขาใช้สิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตในการทำหน้าที่ซึ่งตนเองได้รับมอบหมาย

ใครก็ตามที่ใช้สิทธิอำนาจฐานะปุโรหิตไม่ควรนึกถึงสิทธิ์ของเขาและควรมุ่งเน้นที่หน้าที่รับผิดชอบของเขา นั่นคือหลักธรรมที่สังคมโดยทั่วไปต้องการ อเล็กซานเดอร์ โซลเชนิตซิน นักเขียนผู้มีชื่อเสียงชาวรัสเซียกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้ว… ที่จะปกป้องพันธะรับผิดชอบของมนุษยชนมากกว่าสิทธิมนุษยชน”10 วิสุทธิชนยุคสุดท้ายรู้อย่างแน่นอนว่าการมีคุณสมบัติคู่ควรแก่ความสูงส่งนั้นไม่ใช่เรื่องของการอ้างสิทธิ์แต่เป็นเรื่องของการทำหน้าที่รับผิดชอบให้สมบูรณ์

V.

พระเจ้าทรงกำกับว่าผู้ชายเท่านั้นที่จะได้รับแต่งตั้งสู่ตำแหน่งในฐานะปุโรหิต แต่ ดังที่ผู้นำศาสนจักรหลายท่านได้เน้นย้ำ ผู้ชายไม่ใช่ “ฐานะปุโรหิต”11 ผู้ชายดำรงฐานะปุโรหิต พร้อมกับหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่จะใช้ฐานะปุโรหิตนั้นเป็นพรแก่บุตรธิดาทุกคนของพระผู้เป็นเจ้า

บุตรของพระผู้เป็นเจ้าไม่สามารถใช้อำนาจซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระองค์ประทานแก่เขาหากปราศจากธิดาของพระองค์เคียงข้างเขา เพราะพระผู้เป็นเจ้าประทานอำนาจแก่ธิดาของพระองค์เท่านั้น “ที่จะเป็นผู้สร้างร่างกาย…เพื่อรูปแบบและแผนอันยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าจะบังเกิดผล”12 นี่คือถ้อยคำของประธานเจ. รูเบน คลาร์ก

ท่านพูดต่อไปว่า “นี่คือบทบาทของภรรยาและมารดาของเราในแผนนิรันดร์ พวกเธอไม่ใช่ผู้ดำรงฐานะปุโรหิต พวกเธอไม่ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่และงานต่างๆ ของฐานะปุโรหิต หรือต้องแบกรับหน้าที่รับผิดชอบเหล่านั้น พวกเธอคือผู้สร้างและผู้จัดเตรียมภายใต้อำนาจนั้น และเป็นผู้รับส่วนของพรฐานะปุโรหิต เป็นส่วนเติมเต็มอำนาจฐานะปุโรหิตและเติมเต็มหน้าที่ซึ่งได้รับเรียกจากสวรรค์ โดยมีความสำคัญอย่างไม่สิ้นสุดในบทบาทดังกล่าวเฉกเช่นฐานะปุโรหิต”13

ในถ้อยคำที่ได้รับการดลใจเหล่านั้น ประธานคลาร์กพูดถึงครอบครัว ดังที่กล่าวไว้ในถ้อยแถลงเรื่องครอบครัว บิดาเป็นผู้นำในครอบครัว เขาและมารดามีหน้าที่รับผิดชอบต่างกัน แต่พวกเขา “มีหน้าที่ช่วยเหลือกันในฐานะเป็นหุ้นส่วนเท่าๆ กัน”14 หลายปีก่อนจะมีถ้อยแถลงเรื่องครอบครัว ประธานสเป็นเซอร์ ดับเบิลยู. คิมบัลล์ให้คำอธิบายดังนี้ “เมื่อเราพูดถึงการแต่งงานว่าเป็นเรื่องหุ้นส่วน ขอให้เราพูดถึงการแต่งงานในฐานะที่เป็นหุ้นส่วน เต็มตัว เราไม่ต้องการให้สตรีแอลดีเอสของเราเป็นหุ้นส่วนที่ ไม่มีส่วนจัดการ หรือหุ้นส่วน จำกัด ในงานมอบหมายนิรันดร์นั้น! โปรดเป็นหุ้นส่วนที่ มีส่วนจัดการ และเป็นหุ้นส่วน เต็มตัว15

ในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าในศาสนจักรหรือในครอบครัว สตรีและบุรุษมีความเท่าเทียมกัน มีหน้าที่รับผิดชอบต่างกัน

ข้าพเจ้าขอทิ้งท้ายด้วยความจริงบางอย่างเกี่ยวกับพรของฐานะปุโรหิต พรของฐานะปุโรหิตมีให้ทั้งแก่สตรีและบุรุษด้วยเงื่อนไขเดียวกัน ไม่เหมือนกับกุญแจฐานะปุโรหิตและการแต่งตั้งฐานะปุโรหิต ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และพรพระวิหารเป็นตัวอย่างที่คุ้นเคยกันดีของความจริงนี้

เอ็ลเดอร์เอ็ม. รัสเซลล์ บัลลาร์ดพูดไว้อย่างหลักแหลมที่งานสัปดาห์การศึกษาของมหาวิทยาลัยบีวายยูเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว ท่านสอนว่า

“หลักคำสอนของศาสนจักรเราวางสตรีไว้เท่าเทียมแต่แตกต่างจากบุรุษ พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงถือว่าเพศหนึ่งดี กว่าหรือสำคัญกว่าอีกเพศหนึ่ง …

“เมื่อบุรุษและสตรีไปพระวิหาร พวกเขาทั้งคู่ได้รับการประสาทด้วยอำนาจเดียวกัน ซึ่งคืออำนาจฐานะปุโรหิต …แต่บุตรธิดาทุกคนของพระผู้เป็นเจ้าสามารถเข้าถึงพลังและพรของฐานะปุโรหิตได้”16

ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงอำนาจและพรฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีให้บุตรธิดาของพระองค์เหมือนกัน ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสิทธิอำนาจฐานะปุโรหิต ซึ่งใช้โดยทั่วถึงทุกตำแหน่งและกิจกรรมของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงหน้าที่ของกุญแจฐานะปุโรหิตที่ได้รับการกำกับดูแลจากเบื้องบน ซึ่งถือและใช้อย่างสมบูรณ์โดยโธมัส เอส. มอนสัน ศาสดาพยากรณ์/ประธานของเรา สุดท้ายและสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสต์ ผู้เป็นเจ้าของฐานะปุโรหิตนี้และเราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

Show References

  1.  

    1. ลินดา เค. เบอร์ตัน, “Priesthood: ‘A Sacred Trust to Be Used for the Benefit of Men, Women, and Children’” (คำปราศรัยจากการประชุมสตรีของมหาวิทยาลัยบริคัมยังก์ , 3 พฤษภาคม 2013), 1; ce.byu.edu/cw/womensconference/transcripts.php.

  2.  

    2. โจเซฟ เอฟ. สมิธ ใน โธมัส เอส. มอนสัน, “จงเต็มใจและมีค่าควรแก่การรับใช้,” เลียโฮนา, พฤษภาคม 2012, 66.

  3.  

    3. บอยด์ เค. แพคเกอร์, “พลังอำนาจฐานะปุโรหิตในบ้าน,” (การประชุมอบรมผู้นำทั่วโลก, ก.พ. 2012); lds.org/broadcasts; ดู เจมส์ อี. เฟาส์, “Power of the Priesthood,” Ensign, May 1997, 41–43.

  4.  

    4. คู่มือเล่ม 2: การบริหารงานศาสนจักร (2010), 2.1.1.

  5.  

    5. เอ็ม. รัสเซลล์ บัลลาร์ด, “บุรุษและสตรีในงานของพระเจ้า,” เลียโฮนา, เม.ย. 2014, 48; ดู Daughters in My Kingdom: The History and Work of Relief Society (2011), 138 ด้วย.

  6.  

    6. ดู Spencer W. Kimball, “Our Great Potential,” Ensign, May 1977, 49.

  7.  

    7. Joseph Fielding Smith, “Relief Society—an Aid to the Priesthood,” Relief Society Magazine, Jan. 1959, 4.

  8.  

    8. Joseph Fielding Smith, “Relief Society—an Aid to the Priesthood,” 4, 5; ดู คำสอนของประธานศาสนจักร: โจเซฟ ฟิลดิงก์ สมิธ (2013), 302 ด้วย.

  9.  

    9. ดู บอยด์ เค. แพคเกอร์, “สมาคมสงเคราะห์,” เลียโฮนา, ก.ค. 1998, 83; ดู Daughters in My Kingdom, 138 ด้วย.

  10.  

    10. Aleksandr Solzhenitsyn, “A World Split Apart,” (คำปราศรัยพิธีรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด, 8 มิถุนายน 1978); ดู Patricia T. Holland, “A Woman’s Perspective on the Priesthood,” Ensign, July 1980, 25; Tambuli, June 1982, 23; Dallin H. Oaks, Rights and Responsibilities, Mercer Law Review, vol. 36, no. 2 (winter 1985), 427–442 ด้วย.

  11.  

    11. ดู เจมส์ อี. เฟาสท์, “ท่านทั้งหลายคือผู้ที่สวรรค์ส่งมา,” เลียโฮนา, พ.ย. 2002, 142; เอ็ม. รัสเซลล์ บัลลาร์ด, “นี่คืองานของเราและรัศมีภาพของเรา,” เลียโฮนา, พ.ค. 2013, 19; ดัลลิน เอช. โอ๊คส์, “อำนาจฐานะปุโรหิตในครอบครัวและศาสนจักร,” เลียโฮนา, พ.ย. 2005, 30. บางครั้งเราพูดว่าสมาคมสงเคราะห์เป็น “หุ้นส่วนกับฐานะปุโรหิต” แต่จะถูกต้องกว่าถ้าพูดว่าในงานของพระเจ้า สมาคมสงเคราะห์และสตรีของศาสนจักรเป็น “หุ้นส่วนกับ ผู้ดำรง ฐานะปุโรหิต”

  12.  

    12. J. Reuben Clark Jr., “Our Wives and Our Mothers in the Eternal Plan,” Relief Society Magazine, Dec. 1946, 800.

  13.  

    13. J. Reuben Clark Jr., “Our Wives and Our Mothers,” 801.

  14.  

    14. “ครอบครัว: ถ้อยแถลงต่อโลก,” เลียโฮนา, พ.ย. 2010, 165.

  15.  

    15. สเป็นเซอร์ ดับเบิลยู. คิมบัลล์ ใน ดัลลิน เอช. โอ๊คส์, “อำนาจฐานะปุโรหิตในครอบครัวและศาสนจักร,” เลียโฮนา, พ.ย. 2005, 31.

  16.  

    16. เอ็ม. รัสเซลล์ บัลลาร์ด, เลียโฮนา, เม.ย. 2014, 48; ดู Sheri L. Dew, Women and the Priesthood (2013) ด้วย, โดยเฉพาะบทที่ 6, สำหรับรายละเอียดอันมีค่าของหลักคำสอนที่กล่าวไว้ ณ ที่นี้.