บางส่วนจากประวัติของโจเซฟ สมิธ, ศาสดาพยากรณ์
ฮิสตรี้ ออฟ เดอะ เชิร์ช (History of the Church), เล่ม ๑, บทที่ ๑ ถึง ๕

โจเซฟ สมิธ เล่าถึงบรรพชนของท่าน, สมาชิกครอบครัว, และถิ่นฐานต่าง ๆ ก่อนหน้านี้—ความระส่ำระสายผิดธรรมดาเกี่ยวกับศาสนาแพร่ออกไปในรัฐนิวยอร์กตะวันตก—ท่านตั้งใจแสวงหาปัญญาตามที่ได้รับการชี้นำจากยากอบ—พระบิดาและพระบุตรทรงปรากฏ, และโจเซฟได้รับเรียกสู่การปฏิบัติศาสนกิจในฐานะศาสดาพยากรณ์. (ข้อ ๑–๒๐.)

  ๑ เนื่องจากมีรายงานจำนวนมากซึ่งแพร่สะพัดไปทั่วโดยบุคคลที่ประสงค์ร้ายและเล่ห์เหลี่ยมจัด, เกี่ยวกับการเริ่มต้นและความเจริญก้าวหน้าของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย, ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เป็นต้นคิดรายงานเหล่านั้นวางแผนจะทำลายชื่อเสียงในฐานะศาสนจักรและความก้าวหน้าของศาสนจักรในโลก—ข้าพเจ้าเกิดแรงจูงใจให้เขียนประวัตินี้, เพื่อกำจัดอคติในความคิดของสาธารณชน, และให้ข้อเท็จจริงแก่คนทั้งปวงที่ค้นหาความจริง, ตามที่เกิดขึ้น, ทั้งที่เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าและศาสนจักร, เท่าที่ข้าพเจ้ามีข้อเท็จจริงเหล่านี้.

  ๒ ในประวัตินี้ข้าพเจ้าจะนำเสนอเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับศาสนจักรนี้, ในความจริงและความชอบธรรม, ตามที่เกิดขึ้น, หรือตามที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน, ซึ่งบัดนี้ [ปี ๑๘๓๘] เป็นปีที่แปดนับแต่การวางระบบของศาสนจักรดังกล่าว.

  ๓ ข้าพเจ้าเกิดในปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันแปดร้อยห้า, วันที่ยี่สิบสามเดือนธันวาคม, ในเมืองชารอน, เทศมณฑลวินด์เซอร์, รัฐเวอร์มอนต์ … โจเซฟ สมิธ, ซีเนียร์, บิดาข้าพเจ้า, ออกจากรัฐเวอร์มอนต์, และย้ายไปพอลไมรา, เทศมณฑลออนตาริโอ (ปัจจุบันคือเวย์น), ในรัฐนิวยอร์ก, เมื่อข้าพเจ้าอายุย่างเข้าปีที่สิบ, หรือประมาณนั้น. ประมาณสี่ปีหลังจากบิดาข้าพเจ้ามาถึงพอลไมรา, ท่านย้ายไปแมนเชสเตอร์พร้อมกับครอบครัวของท่านในเทศมณฑลออนตาริโอเดียวกัน—

  ๔ ครอบครัวของท่านมีอยู่ด้วยกันสิบเอ็ดคน, กล่าวคือ, โจเซฟ สมิ, บิดาข้าพเจ้า; ลูซี สมิ, มารดาข้าพเจ้า (ซึ่งชื่อท่าน, ก่อนแต่งงาน, คือ แมค, ธิดาของซอโลมอน แมค); พี่ชายน้องชายข้าพเจ้า, อัลวิน (ผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน, ๑๘๒๓, ขณะอายุย่างเข้าปีที่ ๒๖), ไฮรัม, ตัวข้าพเจ้า, แซมิวเอล แฮร์ริสัน, วิลเลียม, ดอน คาร์ลอส; และพี่สาวน้องสาวข้าพเจ้า, โซโฟรเนีย, แคเธอรีน, และลูซี.

  ๕ ในช่วงหนึ่งของปีที่สองหลังจากที่เราย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์, ในสถานที่ซึ่งเราอาศัยอยู่ มีความระส่ำระสายผิดธรรมดาเกี่ยวกับเรื่องของศาสนา. เริ่มต้นที่เมโธดิสต์, แต่ในไม่ช้ากลับขยายไปในบรรดานิกายทั้งหมดในภูมิภาคนั้นของประเทศ. อันที่จริง, ดูเหมือนว่าจะมีผลกระทบทั่วทั้งท้องถิ่นของประเทศ, และชนหมู่มากรวมตัวกันเข้ากลุ่มศาสนาต่าง ๆ, ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายและความแตกแยกไม่น้อยในบรรดาผู้คน, บ้างก็ร้องว่า, “ดูสิ, ที่นี่ !” ส่วนคนอื่น ๆ, “ดูสิ, ที่นั่น !” บ้างก็โต้เถียงเพื่อความเชื่อของเมโธดิสต์, บ้างก็เพื่อเพรสไบทีเรียน, และบ้างก็เพื่อแบปทิสต์.

  ๖ เพราะ, แม้ว่าความรักจริงใจซึ่งผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสในความเชื่อต่าง ๆ นี้แสดงออกในเวลาที่พวกเขาเปลี่ยนใจเลื่อมใส, และความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้าที่บาทหลวงของนิกายเหล่านั้นแสดงออกมา, ผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีปลุกเร้าและส่งเสริมภาพที่แปลกประหลาดนี้อันเป็นความรู้สึกทางศาสนา, เพื่อทำให้ทุกคนเปลี่ยนใจเลื่อมใส, ดังที่พวกเขาพอใจเรียกเช่นนั้น, ให้นับถือนิกายใดก็ได้ที่พวกเขาพอใจ; แต่เมื่อผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสเริ่มผละไป, บ้างไปเข้ากับกลุ่มหนึ่งและบ้างก็ไปเข้ากับอีกกลุ่มหนึ่ง, ปรากฏว่าความรู้สึกที่ดูเหมือนจะดีทั้งของบาทหลวงและผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสกลับเป็นการเสแสร้งมากกว่าจริงใจ; เพราะภาพของความสับสนอย่างมากและความรู้สึกไม่ดีตามมา—บาทหลวงโต้เถียงกับบาทหลวง, และผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสกับผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใส; ถึงกับว่าความรู้สึกที่ดีต่อกันทั้งหมดของพวกเขา, หากเคยมีอยู่บ้าง, ก็สูญไปสิ้นในการปะทะคารมและถกเถียงกันเกี่ยวกับความคิดเห็น.

  ๗ ในเวลานั้นข้าพเจ้าอายุย่างเข้าปีที่สิบห้า. ครอบครัวของบิดาข้าพเจ้าถูกชักจูงไปสู่ความเชื่อเพรสไบทีเรียน, และสี่คนนับถือศาสนจักรนั้น, กล่าวคือ, ลูซี, มารดาข้าพเจ้า; พี่ชายและน้องชายข้าพเจ้า ไฮรัมกับแซมิวเอล แฮร์ริสัน; และพี่สาวข้าพเจ้า โซโฟรเนีย.

  ๘ ระหว่างเวลาแห่งความระส่ำระสายอย่างรุนแรงนี้จิตใจข้าพเจ้าว้าวุ่นครุ่นคิดหนักและกังวลใจมาก; แต่แม้ว่าความรู้สึกของข้าพเจ้าจะลึกซึ้งและมักจะแรงกล้า, ทว่าข้าพเจ้ายังคงเก็บตัวห่างจากกลุ่มทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้, แม้ว่าข้าพเจ้าจะเข้าร่วมการประชุมต่าง ๆ ของพวกเขาบ่อยครั้ง เท่าที่โอกาสจะอำนวย. ในเวลาต่อมาจิตใจข้าพเจ้าเริ่มเอนเอียงไปทางนิกายเมโธดิสต์อยู่บ้าง, และข้าพเจ้ารู้สึกมีความปรารถนาอยู่บ้างที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา; แต่ความสับสนและความขัดแย้งในบรรดากลุ่มที่แตกต่างนั้นมีมากยิ่งนัก, จนสุดวิสัยที่ผู้อ่อนวัยอย่างข้าพเจ้า, และไม่ประสาต่อมนุษย์และเรื่องต่าง ๆ, จะสรุปได้แน่ชัดว่าใครถูกและใครผิด.

  ๙ จิตใจข้าพเจ้าบางเวลาสับสนวุ่นวายมาก, เสียงป่าวร้องและความแตกตื่นมีอยู่มากมายไม่หยุดหย่อน. กลุ่มเพรสไบทีเรียนตั้งใจต่อต้านแบปทิสต์และเมโธดิสต์เป็นที่สุด, และใช้พลังทุกอย่างของทั้งเหตุผลและเล่ห์เหลี่ยมเพื่อพิสูจน์ข้อผิดพลาดของพวกนั้น, หรือ, อย่างน้อย, ก็ทำให้ผู้คนคิดว่ากลุ่มเหล่านั้นอยู่ในความผิดพลาด. ว่าไปแล้ว, ทั้งแบปทิสต์และเมโธดิสต์ก็เช่นกันต่างก็มุมานะสถาปนาหลักคำสอนของตนเองและหักล้างหลักคำสอนอื่นทั้งหมดโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน.

  ๑๐ ท่ามกลางสงครามคารมและความแตกตื่นอันเกิดจากความคิดเห็นทั้งหลายนี้, ข้าพเจ้ามักกล่าวแก่ตนเอง : จะให้ทำอย่างไรเล่า ? จากกลุ่มทั้งหมดนี้ใครเล่าถูก; หรือ, ผิดด้วยกันทั้งหมด ? หากมีกลุ่มหนึ่งในนั้นถูกต้อง, แล้วจะเป็นกลุ่มใดเล่า, และข้าพเจ้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า ?

  ๑๑ ขณะที่ข้าพเจ้าหนักอึ้งอยู่ด้วยความลำบากใจแสนสาหัสอันเกิดจากการแข่งขันของกลุ่มนักศาสนาเหล่านี้, วันหนึ่งข้าพเจ้าอ่านสาส์นของยากอบ, บทที่หนึ่งและข้อที่ห้า, ซึ่งอ่านว่า : ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา, ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า, ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณา, และมิได้ทรงตำหนิ; แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ.

  ๑๒ ไม่เคยมีข้อความใดในพระคัมภีร์มาสู่จิตใจมนุษย์ด้วยพลังได้มากไปกว่าข้อความนี้ที่ขณะนั้นมาสู่จิตใจข้าพเจ้า. ดูเหมือนจะเข้าถึงความรู้สึกทุกอย่างของจิตใจข้าพเจ้าด้วยพลังอันแรงกล้า. ข้าพเจ้าครุ่นคิดถึงข้อความนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า, โดยรู้ว่าหากมีผู้ใดต้องการปัญญาจากพระผู้เป็นเจ้า, ผู้นั้นคือข้าพเจ้า; เพราะจะกระทำอย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ, และเว้นแต่ข้าพเจ้าจะได้ปัญญามากกว่าที่ข้าพเจ้ามีอยู่เวลานั้น, ข้าพเจ้าก็ไม่อาจรู้ได้เลย; เพราะครูสอนศาสนาของนิกายต่าง ๆ เข้าใจข้อความเดียวกันในพระคัมภีร์แตกต่างกันมากจนทำลายความมั่นใจทั้งหมดในการหาคำตอบโดยค้นหาจากพระคัมภีร์ไบเบิล.

  ๑๓ ในที่สุดข้าพเจ้าตัดสินใจว่าข้าพเจ้าต้องคงอยู่ในความมืดมนและความสับสน, หรือมิฉะนั้นก็ต้องทำดังที่ยากอบชี้แนะ, นั่นคือ, ทูลขอจากพระผู้เป็นเจ้า. ในที่สุดข้าพเจ้าตกลงใจที่จะ “ทูลขอจากพระผู้เป็นเจ้า,” โดยสรุปว่าหากพระองค์ประทานปัญญาแก่ผู้ที่ขาดปัญญา, และจะประทานด้วยพระกรุณา, และมิได้ทรงตำหนิแล้ว, ข้าพเจ้าจะได้ลองดู.

  ๑๔ ดังนั้น, เพื่อให้เป็นไปตามนี้, ความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะทูลขอจากพระผู้เป็นเจ้า, ข้าพเจ้าจึงเข้าไปในป่าเพื่อลองดู. วันนั้นเป็นเวลาเช้าของวันที่สวยงาม, แจ่มใส, ต้นฤดูใบไม้ผลิของปีหนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบ. เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้าพยายามทำอะไรเช่นนี้, เพราะท่ามกลางความกังวลทั้งหมดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่เคยพยายามสวดอ้อนวอนโดยออกเสียงเลย.

  ๑๕ หลังจากไปถึงสถานที่ซึ่งข้าพเจ้าหมายไว้ก่อนแล้วว่าจะไป, โดยมองไปรอบ ๆ, และพบว่าตนเองอยู่ตามลำพัง, ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าลงและเริ่มตั้งจิตปรารถนาต่อพระผู้เป็นเจ้า. เมื่อข้าพเจ้าเพิ่งเริ่มทำเช่นนั้น, ในทันทีทันใด ข้าพเจ้าก็ถูกอำนาจบางอย่างมาตรึงไว้ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าสิ้นเรี่ยวแรง, และมีอิทธิพลที่น่าประหลาดเช่นนั้นเหนือข้าพเจ้าเพื่อจะผูกลิ้นข้าพเจ้าไว้จนพูดไม่ได้. ความมืดมิดเข้ามารายล้อมข้าพเจ้า, และเพียงอึดใจเดียวสำหรับข้าพเจ้าดูราวกับว่าชะตาข้าพเจ้าจะถึงฆาตโดยพลัน.

  ๑๖ แต่, โดยใช้พลังทั้งหมดของข้าพเจ้าเรียกหาพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงปลดปล่อยข้าพเจ้าหลุดพ้นจากอำนาจของศัตรูนี้ซึ่งตรึงข้าพเจ้าไว้, และชั่วขณะนั้นเองที่ข้าพเจ้ากำลังจะจมลงสู่ความสิ้นหวังและยอมตนต่อความพินาศ—มิใช่ต่อหายนะที่เป็นมโนภาพ, แต่ต่ออำนาจของสัตภาวะหนึ่งที่มีอยู่จริงจากโลกซึ่งมองไม่เห็น, ผู้ที่มีอำนาจอันน่าอัศจรรย์เช่นนั้นดังที่ข้าพเจ้าไม่เคยพบในสัตภาวะใดมาก่อน—ชั่วขณะของความตื่นตระหนกใหญ่หลวงนี้, ข้าพเจ้าเห็นลำแสงอยู่เหนือศีรษะข้าพเจ้าพอดี, เหนือความเจิดจ้าของดวงอาทิตย์, ซึ่งค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนตกต้องข้าพเจ้า.

  ๑๗ ทันทีที่ลำแสงปรากฏ ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่าหลุดพ้นจากศัตรูซึ่งยึดข้าพเจ้าไว้แน่น. เมื่อแสงนั้นส่องมายังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นพระอติรูปสองพระองค์, ซึ่งความเจิดจ้าและรัศมีภาพของทั้งสองพระองค์เกินกว่าจะพรรณนาได้, พระองค์ทรงยืนอยู่เหนือข้าพเจ้าในอากาศ. องค์หนึ่งรับสั่งกับข้าพเจ้า, โดยทรงเรียกชื่อข้าพเจ้าและตรัส, พลางชี้พระหัตถ์ไปที่อีกองค์หนึ่ง—นี่คือบุตรที่รักของเรา. จงฟังท่าน !

  ๑๘ จุดประสงค์ของข้าพเจ้าในการไปทูลถามพระเจ้าคือเพื่อรู้ว่านิกายใดจากนิกายทั้งหมดถูกต้อง, เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้ว่าจะนับถือนิกายใด. ฉะนั้น, ทันทีที่ข้าพเจ้าควบคุมตนเองได้, จนสามารถพูดได้แล้ว, ข้าพเจ้าจึงทูลถามพระอติรูปสองพระองค์ที่ทรงยืนอยู่เหนือข้าพเจ้าในความสว่าง, ว่า นิกายใดจากนิกายทั้งหมดถูกต้อง (เพราะในเวลานั้น ข้าพเจ้านึกไม่ถึงว่าทั้งหมดจะผิด)—และข้าพเจ้าจะนับถือนิกายใด.

  ๑๙ ข้าพเจ้าได้รับคำตอบว่าข้าพเจ้าต้องไม่นับถือนิกายใดเลย, เพราะนิกายเหล่านั้นผิดทั้งหมด; และพระอติรูปองค์ที่รับสั่งกับข้าพเจ้าตรัสว่า ข้อบัญญัติทั้งปวงของพวกเขาเป็นความน่าชิงชังในสายพระเนตรของพระองค์; ผู้ประกาศศาสนาเหล่านั้นล้วนทำผิด; กล่าวคือ : “พวกเขาเข้าใกล้เราด้วยริมฝีปากพวกเขา, แต่ใจพวกเขาอยู่ไกลจากเรา, พวกเขาสอนบัญญัติของมนุษย์เป็นหลักคำสอน, โดยมีรูปแบบของความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้า, แต่พวกเขาปฏิเสธอำนาจในนั้น.”

  ๒๐ พระองค์ทรงห้ามข้าพเจ้าอีกไม่ให้นับถือนิกายใด; และเรื่องอื่น ๆ หลายเรื่องที่พระองค์ได้รับสั่งกับข้าพเจ้า, ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนในเวลานี้ได้. เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกตัวอีกครั้ง, ข้าพเจ้าพบว่าตนเองนอนหงาย, มองขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์. เมื่อแสงลับไปแล้ว, ข้าพเจ้าไม่มีเรี่ยวแรง; แต่ในไม่ช้าก็ได้กลับคืนมาบ้าง, ข้าพเจ้าจึงกลับบ้าน. และขณะที่ข้าพเจ้ายืนพิงเตาผิงอยู่, มารดาสอบถามว่าเป็นอะไร. ข้าพเจ้าตอบ, “ไม่มีอะไรหรอก, ทุกอย่างดี—ผมสบายดี.” จากนั้นข้าพเจ้ากล่าวแก่มารดาข้าพเจ้า, “ผมเรียนรู้ด้วยตนเองว่านิกายเพรสไบทีเรียนไม่จริง.” ดูเหมือนปฏิปักษ์จะตระหนักว่า, ในช่วงต้น ๆ ของชีวิตข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าถูกกำหนดให้เป็นผู้ก่อกวนและผู้ก่อความรำคาญให้อาณาจักรของเขา; มิฉะนั้นเหตุใดอำนาจแห่งความมืดจึงรุมเล่นงานข้าพเจ้าเล่า ? เหตุใดการต่อต้านและการข่มเหงจึงเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า, แทบจะเกิดตั้งแต่ในวัยเด็กของข้าพเจ้าเล่า ?

ผู้สั่งสอนบางคนและบรรดาผู้ประกาศศาสนาคนอื่น ๆ ปฏิเสธเรื่องราวของนิมิตแรก—การข่มเหงถมทับบนโจเซฟ สมิธ—ท่านเป็นพยานถึงความแท้จริงของนิมิต. (ข้อ ๒๑–๒๖.)

  ๒๑ ไม่กี่วันหลังจากข้าพเจ้าเห็นนิมิตนี้, ข้าพเจ้าบังเอิญอยู่กับนักเทศน์คนหนึ่งของเมโธดิสต์, ผู้มีบทบาทมากในความระส่ำระสายเกี่ยวกับศาสนาดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้; และ, ขณะสนทนากับเขาถึงเรื่องศาสนา, ข้าพเจ้าถือโอกาสเล่าให้เขาฟังถึงนิมิตที่ข้าพเจ้าเห็น. ข้าพเจ้าประหลาดใจมากในพฤติกรรมของเขา; เขาไม่เพียงถือการบอกเล่าของข้าพเจ้าเป็นเรื่องไร้สาระ, แต่ยังดูหมิ่นยิ่งนัก, โดยกล่าวว่ามันเป็นของมารทั้งหมด, ไม่มีสิ่งที่เรียกว่านิมิตหรือการเปิดเผยแบบนั้นแล้วในปัจจุบัน; เรื่องเช่นนั้นทั้งหมดได้จบสิ้นไปแล้วพร้อมกับเหล่าอัครสาวก, และจะไม่มีวันมีสิ่งเหล่านั้นอีกเลย.

  ๒๒ อย่างไรก็ตาม, ในไม่ช้าข้าพเจ้าพบว่า การเล่าเรื่องของข้าพเจ้าก่อให้เกิดอคติต่อต้านข้าพเจ้าอยู่มากในบรรดาผู้ประกาศศาสนา, และเป็นเหตุของการข่มเหงใหญ่หลวง, ซึ่งทวีขึ้นเรื่อย ๆ; และแม้ว่าข้าพเจ้าเป็นเด็กที่ไม่มีใครรู้จัก, อายุระหว่างสิบสี่สิบห้าปีเท่านั้น, และชีวิตความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าเป็นชีวิตที่ทำให้เด็กหนุ่มไม่มีความสำคัญในโลก, แต่บุรุษฐานะสูงจะยังมีความสังเกตเพียงพอที่จะปลุกปั่นความคิดเห็นของสาธารณชนให้ต่อต้านข้าพเจ้า, และก่อให้เกิดการข่มเหงอย่างหนัก; และนี่เป็นเรื่องธรรมดาในบรรดานิกายทั้งหมด—ทั้งหมดพร้อมใจกันข่มเหงข้าพเจ้า.

  ๒๓ เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าครุ่นคิดหนักในเวลานั้น, และบ่อยครั้งนับแต่นั้นมา, ว่าช่างแปลกอะไรอย่างนี้ที่เด็กซึ่งไม่มีใครรู้จัก, อายุสิบสี่ปีเศษ, และเป็นคนหนึ่ง, ด้วย, ที่ตกอยู่ในชะตากรรมอันมีความจำเป็นต้องหาสิ่งประทังชีวิตขาดแคลนด้วยแรงงานรายวัน, จะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเพียงพอจะดึงดูดความสนใจจากคนสำคัญ ๆ ของนิกายทั้งหลายซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดของยุค, และในวิธีที่ทำให้เกิดวิญญาณของการข่มเหงและการสบประมาทที่หนักที่สุดในพวกเขา. แต่จะแปลกหรือไม่ก็ตาม, มันก็เป็นเช่นนั้น, และมักจะเป็นเหตุแห่งโทมนัสยิ่งแก่ข้าพเจ้า.

  ๒๔ อย่างไรก็ดี, กระนั้นก็ตามข้อเท็จจริงก็คือ ข้าพเจ้าเห็นนิมิต. ข้าพเจ้าคิดนับแต่นั้นมา, ว่าข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเปาโลมาก, เมื่อท่านแก้ต่างต่อหน้ากษัตริย์อากริปปา, และเล่าถึงเรื่องราวของนิมิตที่ท่านเห็นเมื่อท่านมองเห็นแสงสว่าง, และได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง; ทว่ามีไม่กี่คนที่เชื่อท่าน; บ้างก็ว่าท่านกล่าวเท็จ, คนอื่นก็ว่าท่านเสียสติ; และท่านถูกหัวเราะเยาะและถูกสบประมาท. แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ลบล้างความเป็นจริงแห่งนิมิตที่ท่านเห็น. ท่านเห็นนิมิต, ท่านรู้ว่าท่านเห็น, และการข่มเหงทั้งปวงภายใต้ฟ้าสวรรค์จะทำให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้; และแม้ว่าพวกเขาจะข่มเหงท่านจนถึงแก่ความตาย, ท่านก็ยังรู้, และจะรู้จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย, ว่าท่านทั้งเห็นแสงสว่างและทั้งได้ยินเสียงพูดกับท่าน, และทั้งโลกจะทำให้ท่านคิดหรือเชื่อเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้.

  ๒๕ มันเป็นเช่นนั้นกับข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าเห็นแสงสว่างจริง ๆ, และท่ามกลางแสงสว่างนั้นข้าพเจ้าเห็นพระอติรูปสองพระองค์, และพระองค์ได้รับสั่งกับข้าพเจ้าจริง ๆ; และแม้ว่าข้าพเจ้าถูกเกลียดชังและถูกข่มเหง เพราะการกล่าวว่าข้าพเจ้าเห็นนิมิต, แต่มันเป็นความจริง; และขณะที่พวกเขาข่มเหงข้าพเจ้า, สบประมาทข้าพเจ้า, และกล่าวร้ายนานัปการใส่ความข้าพเจ้าผิด ๆ เพราะการกล่าวเช่นนั้น, มันทำให้ข้าพเจ้ากล่าวอยู่ในใจ : ทำไมจึงข่มเหงข้าพเจ้าเพราะการบอกความจริงเล่า ? ข้าพเจ้าเห็นนิมิตจริง ๆ; และข้าพเจ้าเป็นใครเล่าที่จะคัดค้านพระผู้เป็นเจ้าได้, หรือเหตุใดโลกจึงคิดจะทำให้ข้าพเจ้าปฏิเสธสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นมาจริง ๆ เล่า ? เพราะข้าพเจ้าเห็นนิมิต; ข้าพเจ้ารู้เรื่องนี้, และข้าพเจ้ารู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงทราบเรื่องนี้, และข้าพเจ้าไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้, ทั้งข้าพเจ้าไม่กล้าปฏิเสธเรื่องนี้; อย่างน้อยข้าพเจ้าก็รู้ว่าโดยการทำเช่นนั้นข้าพเจ้าจะทำให้พระผู้เป็นเจ้าทรงขุ่นเคือง, และจะอยู่ภายใต้การกล่าวโทษ.

  ๒๖ เวลานี้ข้าพเจ้าพอใจแล้วในความนึกคิดของข้าพเจ้าเท่าที่เกี่ยวกับโลกของนิกาย—ว่ามิใช่หน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะนับถือนิกายใด, แต่จะดำเนินต่อไปดังที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม. ข้าพเจ้าพบว่าประจักษ์พยานของยากอบเป็นความจริง—คือคนที่ขาดปัญญาสามารถทูลขอจากพระผู้เป็นเจ้า, และได้รับ, และไม่ถูกตำหนิ.

โมโรไนปรากฏต่อโจเซฟ สมิธ—ชื่อของโจเซฟจะเป็นที่รู้จักทั้งในทางดีและชั่วในบรรดาประชาชาติทั้งปวง—โมโรไนบอกท่านถึงพระคัมภีร์มอรมอนและการพิพากษาจากพระเจ้าที่จะมาถึง และอ้างถึงพระคัมภีร์หลายตอน—ท่านเปิดเผยถึงสถานที่ซ่อนแผ่นจารึกทองคำ—โมโรไนแนะนำศาสดาพยากรณ์ต่อไป. (ข้อ ๒๗–๕๔.)

  ๒๗ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตในหน้าที่การงานตามปรกติของข้าพเจ้าต่อไปจนถึงวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนกันยายน, หนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบสาม, ตลอดเวลาที่ทนรับการข่มเหงอย่างรุนแรงด้วยน้ำมือของชนทุกชั้น, ทั้งเคร่งศาสนาและไม่มีศาสนา, เพราะข้าพเจ้ายังยืนยันอยู่ว่าข้าพเจ้าเห็นนิมิต.

  ๒๘ ตลอดช่วงเวลาซึ่งอยู่ระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้าเห็นนิมิตกับปีหนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบสาม—โดยที่ถูกห้ามนับถือนิกายศาสนาใดของยุค, และโดยที่อายุน้อยมาก, และถูกข่มเหงโดยคนเหล่านั้นที่ควรเป็นเพื่อนของข้าพเจ้าและปฏิบัติต่อข้าพเจ้าอย่างกรุณา, และหากพวกเขาคิดว่าข้าพเจ้าถูกหลอกก็จะพยายามช่วยนำข้าพเจ้ากลับคืนมาในวิธีที่เหมาะสมและอ่อนโยน—ข้าพเจ้าถูกทิ้งไว้กับการล่อลวงนานัปการ; และ, โดยคบหากับสังคมทุกประเภท, ข้าพเจ้าจึงมักถลำไปในความผิดพลาดโง่เขลามากมาย, และแสดงความอ่อนแอของวัยเยาว์, และจุดอ่อนของธรรมชาติมนุษย์; ซึ่ง, ข้าพเจ้าเสียใจที่จะกล่าวว่า, นำข้าพเจ้าไปสู่การล่อลวงต่าง ๆ, อันเป็นที่ขุ่นเคืองในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า. ในการสารภาพครั้งนี้, ไม่ต้องมีใครคิดว่าข้าพเจ้ามีความผิดเพราะบาปร้ายแรงหรือชั่วช้าเลย. ธรรมชาติวิสัยที่จะทำเช่นนั้นไม่เคยอยู่ในกมลสันดานของข้าพเจ้า. แต่ข้าพเจ้ามีความผิดเรื่องความคึกคะนอง, และบางครั้งสังสรรค์กับพวกที่ชอบสนุก, ฯลฯ, ไม่ต้องกับบุคลิกลักษณะนั้นซึ่งควรมีอยู่ในคนที่ได้รับเรียกจากพระผู้เป็นเจ้าดังที่ข้าพเจ้าได้รับ. แต่นี่ดูจะไม่แปลกนักกับใครที่จำวัยเยาว์ของข้าพเจ้าได้, และคุ้นเคยกับอารมณ์เบิกบานอันเป็นธรรมชาติวิสัยของข้าพเจ้า.

  ๒๙ ด้วยเหตุเหล่านี้, ข้าพเจ้ามักจะรู้สึกผิดเนื่องจากความอ่อนแอและความไม่ดีพร้อมของข้าพเจ้า; ในเวลานั้น, ในคืนวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนกันยายนที่กล่าวไว้ข้างต้น, หลังจากข้าพเจ้าเข้านอนคืนนั้นแล้ว, ข้าพเจ้าถวายตนต่อการสวดอ้อนวอนและการวิงวอนพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพเพื่อการอภัยบาปและความเขลาทั้งปวงของข้าพเจ้า, และเพื่อการแสดงให้ประจักษ์แก่ข้าพเจ้าด้วย, เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้ถึงสภาพและสถานะของข้าพเจ้าต่อพระองค์; เพราะข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นเต็มที่ว่าจะได้รับการแสดงให้ประจักษ์จากพระผู้เป็นเจ้า, ดังที่ข้าพเจ้าได้รับมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง.

  ๓๐ ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในอาการเรียกหาพระผู้เป็นเจ้าอยู่ดังนั้น, ข้าพเจ้าเห็นแสงปรากฏขึ้นในห้องข้าพเจ้า, ซึ่งสว่างขึ้นจนห้องสว่างยิ่งกว่าตอนเที่ยงวัน, เมื่อทันใดนั้นรูปกายหนึ่งปรากฏขึ้นที่ข้างเตียงข้าพเจ้า, โดยยืนอยู่ในอากาศ, เพราะเท้าของท่านมิได้แตะพื้น.

  ๓๑ ท่านสวมเสื้อคลุมหลวม ๆ สีขาวผุดผ่องที่สุด. เป็นความขาวเหนือสิ่งใดในโลกที่ข้าพเจ้าได้เคยเห็นมา; ทั้งข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะมีใครทำให้สิ่งใดในโลกขาวและสุกใสยิ่งได้เช่นนั้น. มือของท่านเปลือยเปล่า, และแขนของท่านด้วย, เหนือข้อมือเล็กน้อย; เช่นเดียวกัน, เท้าของท่านเปลือยเปล่า, ด้วย, ดังที่ขาของท่านเปลือยเปล่า, เหนือข้อเท้าเล็กน้อย. ศีรษะและคอของท่านว่างเปล่าด้วย. ข้าพเจ้าเห็นได้ว่าท่านไม่ได้สวมพัสตราภรณ์อื่นใดอีกนอกจากเสื้อคลุมตัวนี้, เพราะมันเปิด, จนข้าพเจ้าเห็นแผ่นอกของท่านได้.

  ๓๒ ไม่เพียงเสื้อคลุมของท่านที่ขาวยิ่ง, แต่ทั้งร่างของท่านเจิดจ้าเหลือที่จะพรรณนา, และสีหน้าของท่านดุจสายฟ้าฟาดอย่างแท้จริง. ห้องสว่างยิ่ง, แต่ไม่สว่างเท่าบริเวณรอบกายของท่าน. เมื่อข้าพเจ้ามองท่านครั้งแรก, ข้าพเจ้ากลัว; แต่ในไม่ช้าความกลัวก็หายไปจากข้าพเจ้า.

  ๓๓ ท่านเรียกชื่อข้าพเจ้า, และกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่าท่านเป็นผู้ส่งสารที่ส่งมาจากที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้ามาหาข้าพเจ้า, และชื่อของท่านคือโมโรไน; พระผู้เป็นเจ้าทรงมีงานให้ข้าพเจ้าทำ; และชื่อข้าพเจ้าจะทั้งดีและชั่วในบรรดาประชาชาติ, ตระกูล, และภาษาทั้งปวง, หรือจะมีผู้เอ่ยถึงทั้งในทางดีและชั่วในบรรดาผู้คนทั้งปวง.

  ๓๔ ท่านกล่าวว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งฝังอยู่, ซึ่งเขียนบนแผ่นจารึกทองคำ, โดยให้เรื่องราวของผู้อยู่อาศัยในทวีปนี้ในสมัยก่อน, และถิ่นกำเนิดซึ่งจากที่นั้นพวกเขาออกมา. ท่านกล่าวด้วยว่าความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณอันเป็นนิจมีอยู่ในนั้น, ดังที่พระผู้ช่วยให้รอดประทานแก่ผู้อยู่อาศัยในสมัยโบราณ;

  ๓๕ ท่านบอกด้วยว่า, มีศิลาสองก้อนในคันโค้งเงิน—และก้อนศิลาเหล่านี้, ซึ่งผูกติดกับแผ่นทับทรวง, เป็นสิ่งที่เรียกว่าอูริมและทูมมิม—ฝังอยู่กับแผ่นจารึก; และการครอบครองและการใช้ก้อนศิลาเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เป็น “ผู้หยั่งรู้” ในสมัยโบราณหรือสมัยก่อน; และพระผู้เป็นเจ้าทรงเตรียมไว้เพื่อจุดประสงค์ของการแปลหนังสือเล่มนี้.

  ๓๖ หลังจากบอกเรื่องเหล่านี้แก่ข้าพเจ้าแล้ว, ท่านเริ่มอ้างถึงคำพยากรณ์ต่าง ๆ ของภาคพันธสัญญาเดิม. ก่อนอื่นท่านอ้างถึงตอนหนึ่งของบทที่สามของมาลาคีมาลาคี; และท่านอ้างถึงบทที่สี่หรือบทสุดท้ายของคำพยากรณ์เดียวกันด้วย, แม้ว่าแตกต่างไปเล็กน้อยจากที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลของเรา. แทนที่จะอ้างถึงข้อแรกดังที่มีอยู่ในหนังสือของเรา, ท่านอ้างถึงข้อความดังนี้ :

  ๓๗  เพราะดูเถิด, วันนั้นย่อมมาถึงซึ่งจะไหม้ดังเตาเผา, และคนจองหองทั้งหมด, แท้จริงแล้ว, และคนทั้งหมดที่ทำชั่วจะเผาไหม้ดังตอข้าว, เพราะพวกเขาที่มาจะเผาพวกนั้น, พระเจ้าจอมโยธาตรัส, จนไม่มีทั้งรากหรือกิ่งเหลืออยู่เลย.

  ๓๘ และอนึ่ง, ท่านอ้างถึงข้อที่ห้าดังนี้ : ดูเถิด, เราจะเปิดเผยฐานะปุโรหิตแก่เจ้า, โดยมือของเอลียาห์ศาสดาพยากรณ์, ก่อนการมาของวันสำคัญยิ่งและน่าพรั่นพรึงของพระเจ้า.

  ๓๙ ท่านอ้างถึงข้อต่อไปอย่างแตกต่างกันด้วย : และท่านจะปลูกสัญญาที่ทำกับบรรพบุรุษไว้ในใจของลูกหลาน, และใจของลูกหลานจะหันไปหาบรรพบุรุษของพวกเขา. หากไม่เป็นเช่นนั้น, ทั้งแผ่นดินโลกจะร้างลงสิ้น ณ การเสด็จมาของพระองค์.

  ๔๐ นอกจากข้อเหล่านี้แล้ว, ท่านอ้างถึงบทที่สิบเอ็ดของอิสยาห์, โดยกล่าวว่า มันกำลังจะเกิดสัมฤทธิผล. ท่านอ้างถึงบทที่สามของกิจการของอัครทูตด้วย, ข้อที่ยี่สิบสองและยี่สิบสาม, ซึ่งตรงกับที่มีอยู่ในภาคพันธสัญญาใหม่ของเรา. ท่านกล่าวว่าศาสดาพยากรณ์ผู้นั้นคือพระคริสต์; แต่วันนั้นยังไม่มาถึงเมื่อ “เขาทั้งหลายผู้ที่ไม่ยอมฟังสุรเสียงของพระองค์จะถูกตัดขาดจากบรรดาผู้คน” แต่จะมาถึงในไม่ช้า.

  ๔๑ ท่านอ้างถึงบทที่สองของโยเอลเอลด้วย, ตั้งแต่ข้อยี่สิบแปดถึงข้อสุดท้าย. ท่านกล่าวด้วยว่าเรื่องนี้ยังไม่เกิดสัมฤทธิผล, แต่จะเกิดสัมฤทธิผลในไม่ช้า. และท่านกล่าวต่อไปว่าความบริบูรณ์ของคนต่างชาติจะเข้ามาในไม่ช้า. ท่านอ้างถึงข้อความอื่นของพระคัมภีร์หลายข้อ, และให้คำอธิบายไว้มากซึ่งไม่สามารถกล่าวไว้ ณ ที่นี้.

  ๔๒ อนึ่ง, ท่านบอกข้าพเจ้า, ว่าเมื่อข้าพเจ้าได้แผ่นจารึกเหล่านั้นซึ่งท่านได้พูดถึง—เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะได้รับ—ข้าพเจ้าจะไม่แสดงสิ่งเหล่านั้นแก่บุคคลใด; ทั้งแผ่นทับทรวงกับอูริมและทูมมิม; นอกจากกับบรรดาคนที่ข้าพเจ้าได้รับบัญชาให้แสดงสิ่งเหล่านั้น; หากข้าพเจ้าทำข้าพเจ้าจะถูกทำลาย. ขณะที่ท่านกำลังสนทนากับข้าพเจ้าเกี่ยวกับแผ่นจารึก, ในจิตใจข้าพเจ้าก็บังเกิดนิมิตจนข้าพเจ้ามองเห็นสถานที่ซึ่งแผ่นจารึกฝังอยู่, และแจ่มแจ้งและชัดเจนมากจนข้าพเจ้ารู้จักสถานที่นั้นอีกเมื่อข้าพเจ้าไปถึง.

  ๔๓ หลังจากการพูดกันนี้แล้ว, ข้าพเจ้าเห็นความสว่างในห้องเริ่มรวมกันเข้ามาชิดอยู่รอบกายของผู้ที่พูดกับข้าพเจ้า, และเป็นอยู่ต่อไปเช่นนั้นจนห้องถูกทิ้งให้มืดอีก, เว้นแต่บริเวณรอบ ๆ ท่าน; เมื่อ, ทันใดนั้นข้าพเจ้าเห็น, ประหนึ่ง, ช่องทางเปิดตรงขึ้นไปสู่สวรรค์, และท่านกลับขึ้นไปจนลับตา, และห้องถูกทิ้งไว้ในสภาพเหมือนก่อนที่แสงจากสวรรค์นี้มาปรากฏ.

  ๔๔ ข้าพเจ้านอนครุ่นคิดถึงความแปลกประหลาดของเหตุการณ์, และอัศจรรย์ใจมากในเรื่องที่ผู้ส่งสารที่ไม่ธรรมดาองค์นี้ได้บอกข้าพเจ้า; เมื่อ, กำลังพินิจไตร่ตรองอยู่, ทันใดนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นว่าห้องของข้าพเจ้าเริ่มสว่างขึ้นอีก, และประหนึ่งว่า, ในทันใดนั้น, ผู้ส่งสารจากสวรรค์องค์เดียวกันนั้นก็อยู่ข้างเตียงข้าพเจ้าอีก.

  ๔๕ ท่านเริ่มต้น, เล่าเรื่องเดียวกันนั้นอีกครั้งซึ่งท่านได้ทำเมื่อมาเยือนครั้งแรก, โดยไม่ผิดแผกจากเดิมแม้แต่น้อย; ซึ่งเมื่อจบแล้ว, ท่านแจ้งแก่ข้าพเจ้าถึงการพิพากษาอันยิ่งใหญ่ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก, พร้อมด้วยความรกร้างว่างเปล่าอย่างใหญ่หลวงจากความอดอยาก, ดาบ, และโรคระบาด; และว่าการพิพากษาอันน่าเศร้าสลดนี้จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลกในรุ่นนี้. เมื่อเล่าเรื่องเหล่านี้แล้ว, ท่านกลับขึ้นไปอีกเหมือนที่เคยทำก่อนหน้านี้.

  ๔๖ ในเวลานั้น, ความรู้สึกที่เกิดในจิตใจข้าพเจ้าลึกซึ้งนัก, จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้, และข้าพเจ้านอนจมอยู่ในความประหลาดใจถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าทั้งได้เห็นและได้ยินมา. แต่เป็นความประหลาดใจของข้าพเจ้าอะไรเช่นนั้นเมื่อเห็นผู้ส่งสารองค์เดียวกันนั้นที่ข้างเตียงข้าพเจ้าอีก, และได้ยินท่านทวนหรือกล่าวซ้ำกับข้าพเจ้าอีกถึงเรื่องเดียวกันกับครั้งก่อน; และเสริมคำตักเตือนข้าพเจ้า, โดยบอกว่าซาตานจะพยายามล่อลวงข้าพเจ้า (เนื่องจากสภาพความยากจนของครอบครัวบิดาข้าพเจ้า), ให้เอาแผ่นจารึกไปเพื่อประสงค์จะสร้างความร่ำรวย. เรื่องนี้ท่านห้ามข้าพเจ้า, โดยกล่าวว่า ข้าพเจ้าต้องไม่มีเป้าหมายอื่นในความนึกคิดในการได้แผ่นจารึกมา นอกจากเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า, และต้องไม่ตกอยู่ในอิทธิพลของแรงจูงใจอื่นใดนอกจากการสร้างอาณาจักรของพระองค์; มิฉะนั้นข้าพเจ้าจะรับมันมาไม่ได้.

  ๔๗ หลังจากการมาเยือนครั้งที่สามนี้, ท่านก็กลับขึ้นสู่สวรรค์ดังครั้งก่อนอีก, และอีกครั้งที่ข้าพเจ้าถูกทิ้งให้ไตร่ตรองถึงความแปลกประหลาดของสิ่งที่ข้าพเจ้าเพิ่งประสบมา; เมื่อเกือบจะในทันทีหลังจากผู้ส่งสารจากสวรรค์กลับขึ้นไปจากข้าพเจ้าเป็นครั้งที่สาม, ไก่ก็ขัน, และข้าพเจ้าจึงรู้ว่าใกล้วันใหม่แล้ว, ดังนั้นการสนทนาของเราต้องใช้เวลาไปตลอดทั้งคืนนั้น.

  ๔๘ หลังจากนั้นไม่นานข้าพเจ้าก็ลุกจากเตียงข้าพเจ้า, และ, เช่นเคย, ไปทำงานที่ต้องทำของวันนั้น; แต่, ในการพยายามทำงานดังครั้งอื่น ๆ, ข้าพเจ้าพบว่าหมดเรี่ยวแรงจนทำต่อไปไม่ไหว. บิดาข้าพเจ้า, ซึ่งกำลังทำงานอยู่กับข้าพเจ้า, เห็นว่าคงมีบางสิ่งผิดปรกติกับข้าพเจ้า, และบอกให้ข้าพเจ้ากลับบ้าน. ข้าพเจ้าออกไปด้วยความตั้งใจจะกลับบ้าน; แต่, ขณะพยายามข้ามรั้วออกจากไร่ที่เราอยู่, ข้าพเจ้าก็หมดแรง, และข้าพเจ้าล้มแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน, และชั่วขณะหนึ่งที่ไม่รู้สึกตัวเลย.

  ๔๙ สิ่งแรกที่จำได้คือเสียงพูดกับข้าพเจ้า, เรียกชื่อข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้น, และเห็นผู้ส่งสารองค์เดียวกันนั้นยืนอยู่เหนือศีรษะข้าพเจ้า, ล้อมรอบด้วยความสว่างดังครั้งก่อน. แล้วท่านเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ข้าพเจ้าอีกดังที่ท่านเล่าไว้แก่ข้าพเจ้าเมื่อคืนก่อน, และสั่งให้ข้าพเจ้าไปหาบิดาข้าพเจ้า และบอกท่านเกี่ยวกับนิมิตและคำสั่งที่ข้าพเจ้าได้รับ.

  ๕๐ ข้าพเจ้าทำตาม; ข้าพเจ้ากลับไปหาบิดาข้าพเจ้าในไร่, และเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ท่าน. ท่านตอบข้าพเจ้าว่าเรื่องนี้มาจากพระผู้เป็นเจ้า, และบอกให้ข้าพเจ้าไปทำดังที่ผู้ส่งสารสั่ง. ข้าพเจ้าออกจากไร่, และไปยังที่ซึ่งผู้ส่งสารได้บอกข้าพเจ้าว่ามีแผ่นจารึกฝังอยู่; และเนื่องจากความชัดเจนของนิมิตซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นมาเกี่ยวกับสถานที่, ข้าพเจ้าจึงรู้จักสถานที่นั้นทันทีเมื่อข้าพเจ้าไปถึงที่นั่น.

  ๕๑ ใกล้หมู่บ้านแมนเชสเตอร์, เทศมณฑลออนตาริโอ, รัฐนิวยอร์ก, มีเนินเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง, และสูงที่สุดเหนือเนินอื่น ๆ ในละแวกนั้น. ทางด้านตะวันตกของเนินเขาลูกนี้, ไม่ห่างจากยอด, ใต้ก้อนศิลาขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง, มีแผ่นจารึกวางอยู่, ในหีบศิลา. ศิลาก้อนนี้หนาและบริเวณตรงกลางของส่วนบนนูน, และลาดลงไปหาขอบ, จนตรงกลางของมันมองเห็นได้เหนือพื้นดิน, แต่บริเวณขอบโดยรอบถูกดินกลบไว้หมด.

  ๕๒ เมื่อโกยดินออกไปแล้ว, ข้าพเจ้าได้ชะแลงอันหนึ่ง, ซึ่งข้าพเจ้าสอดลงใต้ขอบศิลา, และด้วยการออกแรงเล็กน้อยก็งัดมันขึ้น. ข้าพเจ้ามองเข้าไป, และจริงดังนั้นที่นั่นข้าพเจ้าได้เห็นแผ่นจารึก, อูริมและทูมมิม, และแผ่นทับทรวง, ดังที่ผู้ส่งสารกล่าวไว้. หีบซึ่งของเหล่านี้วางอยู่ในนั้นประกอบขึ้นโดยการวางศิลาเรียงไว้ในปูนชนิดหนึ่ง. ที่ก้นหีบมีศิลาสองก้อนวางอยู่ตามขวางของหีบ, และบนศิลาเหล่านี้มีแผ่นจารึกกับสิ่งอื่น ๆ วางอยู่ด้วยกัน.

  ๕๓ ข้าพเจ้าพยายามยกออกมา, แต่ผู้ส่งสารห้ามข้าพเจ้าไว้, และบอกอีกว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะนำออกมา, ทั้งจะยังไม่ถึงเวลา, จนกว่าจะถึงสี่ปีนับจากเวลานั้น; แต่ท่านบอกข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าจะมาที่นั่นเมื่อครบปีพอดีนับจากวันนั้น, และท่านจะพบกับข้าพเจ้าที่นั่น, และข้าพเจ้าจะทำต่อไปเช่นนั้นจนกว่าจะถึงเวลาได้รับแผ่นจารึก.

  ๕๔ โดยเป็นไปตามที่ข้าพเจ้าได้รับคำสั่ง, ข้าพเจ้าจึงไปเมื่อครบกำหนดแต่ละปี, และแต่ละครั้งข้าพเจ้าพบผู้ส่งสารองค์เดียวกันนั้นที่นั่น, และได้รับคำสั่งสอนและความรู้แจ้งจากท่านทุกครั้งที่สนทนากัน, เกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำ, และอาณาจักรของพระองค์จะดำเนินไปอย่างไรและโดยวิธีใดในวันเวลาสุดท้าย.

โจเซฟ สมิธ แต่งงานกับเอมมา เฮล—ท่านได้รับแผ่นจารึกทองคำจากโมโรไนและแปลอักขระบางส่วน—มาร์ติน แฮร์ริส นำอักขระและงานแปลไปให้ศาสตราจารย์แอนธัน ดู, เขากล่าวว่า, “ข้าพเจ้าไม่สามารถอ่านหนังสือที่ผนึกไว้ได้.” (ข้อ ๕๕–๖๕.)

  ๕๕ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ทางโลกของบิดาข้าพเจ้าอัตคัดมาก, เราจำเป็นต้องทำงานด้วยมือของเรา, โดยรับจ้างทำงานรายวันและในวิธีอื่น ๆ, เท่าที่เราจะมีโอกาส. เราทำอยู่ที่บ้านบ้าง, และไกลบ้านบ้าง, และโดยการทำงานตลอดเวลาจึงสามารถประทังชีวิตอยู่ได้.

  ๕๖ ในปี ๑๘๒๓ ครอบครัวของบิดาข้าพเจ้าเผชิญกับความทุกข์ใหญ่หลวงเพราะการตายของอัลวิน, พี่ชายคนโตของข้าพเจ้า. ในเดือนตุลาคม, ปี ๑๘๒๕, ข้าพเจ้ารับจ้างสุภาพบุรุษชราคนหนึ่งชื่อ โจไซยาห์ สโตล, ผู้ที่อยู่ในเทศมณฑลเชนังโก, รัฐนิวยอร์ก. เขาได้ยินเรื่องที่ชาวสเปนเปิดเหมืองเงินในฮาร์โมนีย์, เทศมณฑลซัสเควฮันนา, รัฐเพนน์ซิลเวเนีย; และก่อนเขาจะว่าจ้างข้าพเจ้า, เขาขุดหา, หากเป็นไปได้, เพื่อจะพบเหมือง. หลังจากข้าพเจ้าไปอยู่กับเขาแล้ว, เขาพาข้าพเจ้า, พร้อมกับคนงานที่เหลือของเขา, ไปขุดหาเหมืองเงิน, ซึ่งที่นั่นข้าพเจ้าทำงานอยู่ต่อไปเกือบหนึ่งเดือน, โดยไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานของเรา, และในที่สุดข้าพเจ้าโน้มน้าวสุภาพบุรุษชราให้ยุติการขุดหาเหมืองนั้น. ด้วยเหตุนี้จึงมีเรื่องราวแพร่ออกไปมากเกี่ยวกับการเป็นนักขุดเงินของข้าพเจ้า.

  ๕๗ ระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้าได้รับการว่าจ้างอยู่ดังนั้น, ข้าพเจ้าพักอยู่กับนายไอแซค เฮล, ณ สถานที่นั้น; ที่นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นเอมมา เฮล (ธิดาของเขา), ภรรยาข้าพเจ้า. ในวันที่ ๑๘ มกราคม, ค.ศ. ๑๘๒๗, เราแต่งงานกัน, ขณะที่ข้าพเจ้ายังทำงานอยู่กับนายสโตล.

  ๕๘ เนื่องจากข้าพเจ้ายืนยันอยู่ต่อไปว่าข้าพเจ้าเห็นนิมิต, การข่มเหงจึงยังคงติดตามข้าพเจ้า, และครอบครัวบิดาของภรรยาข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการแต่งงานของเรา. ฉะนั้น, ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องพาเธอไปที่อื่น; ดังนั้นเราจึงจากไปและแต่งงานที่บ้านของ ฯพณฯ ทาร์บิลล์, ในเซาธ์เบนบริจ, เทศมณฑลเชนังโก, รัฐนิวยอร์ก. ทันทีหลังจากการแต่งงานของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าก็จากบ้านนายสโตล, และไปยังบ้านบิดาข้าพเจ้า, และทำไร่กับท่านในฤดูกาลนั้น.

  ๕๙ ในที่สุดก็ถึงเวลาได้รับแผ่นจารึก, อูริมและทูมมิม, และแผ่นทับทรวง. ในวันที่ยี่สิบสอง เดือนกันยายน, หนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบเจ็ด, โดยไปยังที่ซึ่งมีสิ่งของเหล่านั้นฝังอยู่ตามปรกติเมื่อครบกำหนดอีกหนึ่งปี, ผู้ส่งสารจากสวรรค์องค์เดียวกันนั้นก็มอบสิ่งเหล่านั้นให้ข้าพเจ้าพร้อมกับภาระผูกพันดังนี้ : ว่าข้าพเจ้าจะรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านั้น; ว่าหากข้าพเจ้าปล่อยไปโดยประมาท, หรือโดยการละเลยใด ๆ ของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าจะถูกตัดขาด; แต่หากข้าพเจ้าจะใช้ความพยายามทั้งหมดของข้าพเจ้าที่จะปกปักรักษาไว้, จนกว่าท่าน, ผู้ส่งสาร, จะเรียกคืนแล้ว, สิ่งของเหล่านั้นจะได้รับการคุ้มครอง.

  ๖๐ ในไม่ช้าข้าพเจ้าก็เข้าใจเหตุผลที่ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งเข้มงวดดังกล่าวให้รักษาสิ่งของเหล่านี้ให้ปลอดภัย, และเหตุใดผู้ส่งสารจึงกล่าวไว้ว่าเมื่อข้าพเจ้าทำสิ่งที่ทรงเรียกร้องจากมือข้าพเจ้าแล้ว, ท่านจะเรียกคืน. เพราะทันทีที่คนรู้ว่าข้าพเจ้ามีสิ่งของเหล่านี้, ก็ถึงกับเพียรพยายามอย่างที่สุดที่จะชิงไปจากข้าพเจ้า. กุศโลบายทุกอย่างที่จะสามารถคิดค้นขึ้นมาได้ก็นำมาใช้เพื่อจุดประสงค์นั้น. การข่มเหงกลับหนักมือและรุนแรงขึ้นกว่าแต่ก่อน, และฝูงชนเฝ้าคอยอยู่ตลอดเวลาที่จะชิงไปจากข้าพเจ้าหากเป็นไปได้. แต่โดยปรีชาญาณของพระผู้เป็นเจ้า, สิ่งของเหล่านี้จึงยังคงอยู่ในมือข้าพเจ้าโดยปลอดภัย, จนข้าพเจ้าได้ใช้มันทำสิ่งที่ทรงเรียกร้องจากมือข้าพเจ้าได้สำเร็จ. เมื่อผู้ส่งสารเรียกคืน, ตามที่มีการตกลงกันไว้, ข้าพเจ้าจึงส่งมอบให้ท่าน; และท่านจึงมีสิ่งเหล่านี้ไว้ในความอารักขาของท่านจนถึงวันนี้, คือวันที่สอง เดือนพฤษภาคม, หนึ่งพันแปดร้อยสามสิบแปด.

  ๖๑ อย่างไรก็ตาม, ความระส่ำระสายยังคงมีต่อไป, และข่าวลือด้วยลิ้นนับพันลิ้นมีอยู่ตลอดเวลาในการแพร่สะพัดเรื่องเท็จเกี่ยวกับครอบครัวของบิดาข้าพเจ้า, และเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า. หากข้าพเจ้าจะเล่าสักหนึ่งในพันเรื่องเหล่านี้, ก็คงจะได้เป็นเล่ม ๆ. อย่างไรก็ตาม, การข่มเหงเริ่มเหลือที่จะอดกลั้นจนข้าพเจ้าจำเป็นต้องออกจากแมนเชสเตอร์, และไปยังเทศมณฑลซัสเควฮันนา, ในรัฐเพนน์ซิลเวเนียกับภรรยาข้าพเจ้า. ขณะเตรียมตัวไป—โดยที่ยากจนมาก, และการข่มเหงที่เราได้รับนั้นหนักจนเหลือวิสัยที่เราจะมีสภาพเป็นอย่างอื่น—ท่ามกลางความทุกข์ของเรา เราพบความเป็นเพื่อนในสุภาพบุรุษคนหนึ่งนามว่ามาร์ติน แฮร์ริ, ซึ่งมาหาเราและให้เงินแก่ข้าพเจ้าห้าสิบเหรียญเพื่อช่วยเหลือเราในการเดินทาง. นายแฮร์ริสเป็นผู้มีถิ่นพำนักอยู่ในเมืองพอลไมรา, เทศมณฑลเวย์น, ในรัฐนิวยอร์ก, และเป็นเกษตรกรที่มีผู้นับหน้าถือตาคนหนึ่ง.

  ๖๒ โดยความช่วยเหลืออันทันท่วงทีนี้ข้าพเจ้าจึงสามารถไปถึงสถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางของข้าพเจ้าในเพนน์ซิลเวเนีย; และทันทีหลังจากข้าพเจ้าไปถึงที่นั่น ข้าพเจ้าเริ่มคัดลอกอักขระจากแผ่นจารึก. ข้าพเจ้าคัดลอกอักขระไว้เป็นจำนวนมาก, และโดยใช้อูริมและทูมมิข้าพเจ้าแปลอักขระบางส่วน, ซึ่งข้าพเจ้าทำระหว่างเวลาที่ไปถึงบ้านบิดาของภรรยาข้าพเจ้า, ในเดือนธันวาคม, และเดือนกุมภาพันธ์ต่อมา.

  ๖๓ วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์นี้, นายมาร์ติน แฮร์ริสที่กล่าวไว้ข้างต้นมาบ้านของเรา, รับเอาอักขระซึ่งข้าพเจ้าคัดลอกจากแผ่นจารึก, และนำไปนครนิวยอร์ก. สำหรับเรื่องที่เกิดกับเขาและอักขระเหล่านั้น, ข้าพเจ้าจะอ้างอิงเรื่องราวจากสถานการณ์ของเขาเอง, ดังที่เขาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังหลังจากกลับมาแล้ว, ซึ่งมีดังนี้ :

  ๖๔ “ข้าพเจ้าไปนครนิวยอร์ก, และเสนออักขระ ซึ่งแปลแล้ว, พร้อมกับคำแปลอักขระดังกล่าว, ต่อศาสตราจารย์ชาร์ลส์ แอนธัน, สุภาพบุรุษผู้มีชื่อเสียงในความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาศาสตร์. ศาสตราจารย์แอนธันกล่าวว่าคำแปลถูกต้อง, ดีกว่าการแปลใด ๆ จากภาษาอียิปต์ที่เขาเคยเห็นมาก่อน. จากนั้นข้าพเจ้าให้เขาดูอักขระซึ่งยังไม่ได้แปล, และเขากล่าวว่าเป็นภาษาอียิปต์, เคลเดีย, อัสซีเรีย, และอาหรับ; และเขากล่าวว่านี่คืออักขระแท้. เขาให้ใบรับรองข้าพเจ้า, ซึ่งแสดงต่อผู้คนแห่งพอลไมราว่านี่คืออักขระแท้, และคำแปลเท่าที่แปลไว้เช่นนั้นก็ถูกต้องด้วย. ข้าพเจ้ารับใบรับรองและใส่ไว้ในกระเป๋าข้าพเจ้า, และขณะที่จะออกจากบ้าน, นายแอนธันเรียกให้ข้าพเจ้ากลับไป, และถามข้าพเจ้าว่าชายหนุ่มคนนั้นรู้ได้อย่างไรว่ามีแผ่นจารึกทองคำในสถานที่ซึ่งเขาพบมัน. ข้าพเจ้าตอบว่าเทพองค์หนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าเปิดเผยแก่เขา.

  ๖๕ “จากนั้นเขากล่าวแก่ข้าพเจ้า, ‘ผมขอดูใบรับรองฉบับนั้น.’ ข้าพเจ้าหยิบออกจากกระเป๋าตามนั้นและยื่นให้เขา, และเขาจึงรับมันไปฉีกเป็นชิ้น ๆ, โดยกล่าวว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติของเหล่าเทพ, และหากข้าพเจ้าจะนำแผ่นจารึกมาให้เขา เขาก็จะแปลให้. ข้าพเจ้าบอกเขาว่าส่วนหนึ่งของแผ่นจารึกถูกผนึกไว้, และข้าพเจ้าถูกห้ามมิให้นำมาด้วย. เขาตอบว่า, ‘ถ้าเช่นนั้นผมก็อ่านหนังสือที่ผนึกไว้ไม่ได้.’ ข้าพเจ้าละจากเขาและไปหา ดร.มิทเชลล์, ผู้ซึ่งรับรองสิ่งที่ศาสตราจารย์แอนธันกล่าวไว้เกี่ยวกับทั้งอักขระและคำแปล.”

· · · · · ·

ออลิเวอร์ คาวเดอรี เป็นคนจดคำแปลในการแปลพระคัมภีร์มอรมอน—โจเซฟกับออลิเวอร์ได้รับฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนจากยอห์น ผู้ถวายบัพติศมา—พวกท่านได้รับบัพติศมา, การแต่งตั้ง, และได้รับวิญญาณแห่งการพยากรณ์. (ข้อ ๖๖–๗๕.)

  ๖๖ ในวันที่ ๕ เมษายน, ค.ศ. ๑๘๒๙, ออลิเวอร์ คาวเดอรีมาบ้านข้าพเจ้า, ซึ่งก่อนนั้นข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเขา. เขาบอกข้าพเจ้าว่า สอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนในละแวกที่บิดาข้าพเจ้าอาศัยอยู่, และบิดาข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่ส่งลูกไปโรงเรียน, เขาจึงไปพักอยู่ที่บ้านของท่านชั่วระยะหนึ่ง, และขณะอยู่ที่นั่นครอบครัวเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้รับแผ่นจารึก, และดังนั้นเขาจึงมาถามหาข้าพเจ้า.

  ๖๗ สองวันหลังจากนายคาวเดอรีมาถึง ( คือวันที่ ๗ เดือนเมษายน ) ข้าพเจ้าเริ่มแปลพระคัมภีร์มอรมอน, และเขาตั้งต้นเขียนให้ข้าพเจ้า.

· · · · · ·

  ๖๘ เรายังคงทำงานแปลต่อไป, เมื่อ, ในเดือนต่อมา ( เดือนพฤษภาคม, ๑๘๒๙ ), วันหนึ่งเราเข้าไปในป่าเพื่อสวดอ้อนวอนและทูลถามพระเจ้าเกี่ยวกับบัพติศมาเพื่อการปลดบาป, ที่เราพบว่ามีกล่าวไว้ในคำแปลแผ่นจารึก. ขณะที่เรากำลังปฏิบัติดังนั้น, โดยสวดอ้อนวอนและเรียกหาพระเจ้า, ผู้ส่งสารจากสวรรค์องค์หนึ่งลงมาในเมฆแห่งความสว่าง, และโดยวางมือของท่านบนเราแล้ว, ท่านแต่งตั้งเรา, โดยกล่าวว่า :

  ๖๙  แก่ท่านเพื่อนผู้ร่วมรับใช้ทั้งหลายของข้าพเจ้า, ในพระนามของพระเมสสิยาห์, ข้าพเจ้าประสาทฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน, ซึ่งถือกุญแจทั้งหลายแห่งการปฏิบัติของเหล่าเทพ, และของพระกิตติคุณแห่งการกลับใจ, และของบัพติศมาโดยลงไปในน้ำทั้งตัวเพื่อการปลดบาป; และสิ่งนี้จะไม่มีวันถูกนำไปจากแผ่นดินโลกอีกเลยจนกว่าบรรดาบุตรของเลวีจะถวายเครื่องถวายบูชาแด่พระเจ้าอีกครั้งในความชอบธรรม.

  ๗๐ ท่านกล่าวว่าฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนนี้ไม่มีอำนาจในการวางมือเพื่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์, แต่ว่าอำนาจนี้จะประสาทไว้ให้เราในภายหลัง; และท่านสั่งให้เราไปรับบัพติศมา, และให้คำแนะนำเราว่า ข้าพเจ้าควรให้บัพติศมาออลิเวอร์ คาวเดอรี, และต่อจากนั้นเขาควรให้บัพติศมาข้าพเจ้า.

  ๗๑ เราจึงไปรับบัพติศมาตามนั้น. ข้าพเจ้าให้บัพติศมาเขาก่อน, และต่อจากนั้นเขาให้บัพติศมาข้าพเจ้า—หลังจากนั้นข้าพเจ้าวางมือของข้าพเจ้าบนศีรษะเขาและแต่งตั้งเขาสู่ฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน, และต่อจากนั้นเขาวางมือของเขาบนข้าพเจ้าและแต่งตั้งข้าพเจ้าสู่ฐานะปุโรหิตเดียวกัน—เพราะเราได้รับคำสั่งเช่นนั้น.*

  ๗๒ ผู้ส่งสารซึ่งมาเยือนเราในโอกาสนี้และประสาทฐานะปุโรหิตนี้แก่เรา, กล่าวว่าชื่อของท่านคือยอห์น, คนเดียวกับที่เรียกว่ายอห์น ผู้ถวายบัพติศมาในภาคพันธสัญญาใหม่, และว่าท่านกระทำภายใต้การนำของเปโตร, ยากอบ และยอห์น, ผู้ถือกุญแจทั้งหลายของฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเด, ซึ่งฐานะปุโรหิตนี้, ท่านกล่าว, จะประสาทแก่เราในเวลาที่ถูกต้อง, และว่าข้าพเจ้าจะได้รับเรียกว่าเอ็ลเดอร์คนแรกของศาสนจักร, และเขา ( ออลิเวอร์ คาวเดอรี ) คนที่สอง. วันนั้นเป็นวันที่สิบห้า เดือนพฤษภาคม, ค.ศ. ๑๘๒๙, ที่เราได้รับแต่งตั้งภายใต้มือของผู้ส่งสารองค์นี้, และรับบัพติศมา.

  ๗๓ ทันทีที่เราขึ้นมาจากน้ำหลังจากเราได้รับบัพติศมาแล้ว, เราได้รับพรอันสำคัญยิ่งและเปี่ยมด้วยความสุขจากพระบิดาบนสวรรค์ของเรา. ทันทีที่ข้าพเจ้าให้บัพติศมาออลิเวอร์ คาวเดอรี, พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาสถิตกับเขา, และเขายืนขึ้นและพยากรณ์หลายเรื่องซึ่งจะบังเกิดขึ้นในไม่ช้า. และอนึ่ง, ทันทีที่ข้าพเจ้าได้รับบัพติศมาจากเขา, ข้าพเจ้ามีวิญญาณแห่งการพยากรณ์เช่นกัน, เมื่อ, ยืนขึ้น, ข้าพเจ้าพยากรณ์เกี่ยวกับการเกิดขึ้นมาของศาสนจักรแห่งนี้, และอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนจักร, และคนรุ่นนี้ของลูกหลานมนุษย์. เราเปี่ยมไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์, และชื่นชมยินดีในพระผู้เป็นเจ้าแห่งความรอดของเรา.

  ๗๔ ความนึกคิดของเราบัดนี้โดยที่สว่างแล้ว, เราเริ่มเห็นพระคัมภีร์เปิดออกสู่ความเข้าใจของเรา, และความตั้งใจและเจตจำนงที่แท้จริงของข้อความที่ลี้ลับมากของพระคัมภีร์เปิดเผยแก่เราในวิธีซึ่งเราไม่เคยบรรลุถึงก่อนหน้านี้, หรือไม่เคยนึกถึงมาก่อน. ในเวลาเดียวกันนั้นเราถูกบังคับให้เก็บความลับเรื่องการที่เราได้รับฐานะปุโรหิตและรับบัพติศมา, เนื่องจากวิญญาณของการข่มเหงซึ่งแสดงตนให้ประจักษ์แล้วในละแวกนั้น.

  ๗๕ เราถูกข่มขู่ว่าจะถูกรุมทำร้าย, เป็นครั้งคราว, และนี่, เช่นเดียวกัน, จากผู้ประกาศศาสนา. และเจตนาของพวกเขาที่จะรุมทำร้ายเรา ก็ถูกขัดขวางโดยอิทธิพลของครอบครัวบิดาของภรรยาข้าพเจ้าไว้ได้เท่านั้น (ภายใต้การอารักขาแห่งสวรรค์), ผู้เริ่มมีไมตรีต่อข้าพเจ้ามาก, และผู้ต่อต้านกลุ่มคนร้าย, และเต็มใจให้ข้าพเจ้าทำงานแปลต่อไปโดยไม่มีการรบกวน; และฉะนั้นจึงให้และสัญญาการคุ้มครองแก่เราจากการกระทำทั้งหมดที่ผิดกฎหมาย, เท่าที่อยู่ในอำนาจของพวกเขา.

  1. *

     ออลิเวอร์ คาวเดอรี พรรณนาเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ดังนี้ : “ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมวันเวลาเหล่านี้เลย—ที่ได้นั่งฟังเสียงพูดซึ่งกล่าวตามการดลใจจากสวรรค์, ปลุกให้เกิดสำนึกในพระมหากรุณาอันสูงสุด ! วันแล้ววันเล่าข้าพเจ้าเขียนต่อไปจากปากของเขา, โดยไม่สะดุด, ขณะที่เขาแปลด้วยอูริมและทูมมิม, หรือ, ตามที่ชาวนีไฟจะพูดว่า ‘เครื่องแปลความหมาย,’ ประวัติหรือบันทึกที่เรียกว่า ‘พระคัมภีร์มอรมอน.’

     “ในการตั้งข้อสังเกต, แม้ในถ้อยคำไม่กี่คำ, ถึงเรื่องราวน่าสนใจที่มอรมอนและโมโรไน, บุตรที่ซื่อสัตย์ของท่าน, ให้ไว้เกี่ยวกับผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งเป็นที่รักและโปรดปรานของสวรรค์, ก็จะเกินความมุ่งหมายของข้าพเจ้าในขณะนี้; ฉะนั้น ข้าพเจ้าจะเลื่อนเรื่องนี้ออกไปในอนาคต, และ, ดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคำนำ, ว่าจะมุ่งไปเล่าเหตุการณ์บางอย่างที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเริ่มต้นของศาสนจักรนี้, ซึ่งจะเป็นที่บันเทิงใจต่อคนหลายพันคนที่ก้าวออกมาข้างหน้า, และน้อมรับพระกิตติคุณของพระคริสต์, ท่ามกลางความไม่พอใจของพวกที่มีอคติและการให้ร้ายของคนหน้าซื่อใจคด.

     “ไม่มีมนุษย์คนใด, ด้วยสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์, สามารถแปลและเขียนคำแนะนำที่ให้แก่ชาวนีไฟจากพระโอษฐ์ของพระผู้ช่วยให้รอด, ถึงวิธีชัดเจนที่มนุษย์จะสร้างศาสนจักรของพระองค์, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเสื่อมทรามแพร่ความเคลือบแคลงใจออกไปทั่วทุกรูปแบบและทุกระบบที่ปฏิบัติกันในบรรดามนุษย์, โดยไม่ปรารถนาสิทธิพิเศษที่จะแสดงความยินดีจากใจด้วยการถูกฝังในหลุมน้ำ, เพื่อสนอง ‘มโนธรรมอันใสสะอาดโดยการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์.’

     “หลังจากการเขียนเรื่องราวที่ให้ไว้เกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจของพระผู้ช่วยให้รอดต่อส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่ของพงศ์พันธุ์ยาโคบ, ในทวีปนี้, เราก็เห็นได้อย่างง่ายดาย, ดังที่ศาสดาพยากรณ์กล่าวว่าจะเป็นเช่นนั้น, ว่าความมืดปกคลุมแผ่นดินโลกและความมืดมิดครอบงำจิตใจผู้คน. เมื่อใคร่ครวญต่อไปเราเห็นได้อย่างง่ายดายว่าท่ามกลางการขัดแย้งและเสียงอึงคะนึงเกี่ยวกับศาสนา, ไม่มีใครเลยมีสิทธิอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้าที่จะปฏิบัติศาสนพิธีของพระกิตติคุณ. เพราะอาจมีคำถามว่า, มนุษย์มีสิทธิอำนาจหรือที่จะปฏิบัติในพระนามของพระคริสต์, ซึ่งปฏิเสธการเปิดเผยทั้งหลาย, เมื่อประจักษ์พยานถึงพระองค์มิได้น้อยไปกว่าวิญญาณแห่งการพยากรณ์, และศาสนาของพระองค์มีพื้นฐาน, สร้างขึ้น, และเกื้อกูลด้วยการเปิดเผยโดยตรง, ในทุกยุคของโลกเมื่อพระองค์ทรงเคยมีผู้คนกลุ่มหนึ่งบนแผ่นดินโลก ? ถ้าความจริงเหล่านี้ถูกฝังไว้, และมนุษย์อำพรางไว้อย่างแนบเนียนซึ่งเล่ห์เพทุบายของพวกเขาจะถูกคุกคาม หากเมื่อใดก็ตามที่ปล่อยให้ส่องสว่างในใบหน้ามนุษย์, ความจริงเหล่านี้ไม่ถูกฝังสำหรับเราอีกต่อไป; และเราเพียงแต่รอคอยพระบัญชาที่จะประทานให้ ‘จงลุกขึ้นรับบัพติศมาเถิด.’

     “ความปรารถนานี้เป็นจริงโดยไม่ต้องรอนาน. พระเจ้า, ผู้ทรงมากด้วยพระเมตตา, และเต็มพระทัยเสมอที่จะตอบคำสวดอ้อนวอนอันไม่ขาดสายของผู้นอบน้อม, หลังจากเราเรียกหาพระองค์อย่างมุ่งมั่น, แยกออกไปจากที่พำนักของมนุษย์, ทรงถ่อมพระองค์เสด็จมาแสดงพระประสงค์ของพระองค์ให้ประจักษ์แก่เรา. ในทันใดนั้น, เสมือนจากท่ามกลางนิรันดร, สุรเสียงของพระผู้ไถ่รับสั่งปลอบประโลมเรา, ขณะที่ม่านเปิดและเทพของพระผู้เป็นเจ้า, ห่อหุ้มด้วยรัศมีภาพลงมา, และมอบข่าวสารที่รอคอยด้วยใจจดจ่อ, และกุญแจทั้งหลายของพระกิตติคุณแห่งการกลับใจ. ปีตินัก ! พิศวงนัก ! ประหลาดใจนัก ! ขณะที่โลกทุกข์ทนหม่นไหม้และว้าวุ่น—ขณะที่หลายล้านคนคลำทางดังคนตาบอดคลำหากำแพง, และขณะที่คนทั้งปวงพึ่งพิงความเคลือบแคลงใจ, ดังฝูงชนทั่วไป, ดวงตาเรามองเห็น, หูเราได้ยิน, ประหนึ่งใน ‘ความเจิดจ้าแห่งทิวา’; ใช่, ยิ่งกว่านั้น—เหนือความจำรัสของแสงตะวันเดือนพฤษภาคม, ซึ่งเวลานั้นส่องประกายบนธรณี ! จากนั้นเสียงของท่าน, แม้นุ่มนวล, ก็เสียดลึกถึงกลางใจ, และถ้อยคำของท่าน, ‘ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้ร่วมรับใช้ของท่าน,’ ขจัดความกลัวสิ้นทุกอย่าง. เราฟัง, เราจ้อง, เราชื่นชม ! เสียงนั้นเป็นเสียงของเทพจากรัศมีภาพ, เป็นข่าวสารจากพระผู้สูงสุด ! และเมื่อเราได้ยินเราชื่นชมยินดี, ขณะที่ความรักของพระองค์ร้อนผ่าวบนจิตวิญญาณเรา, และทรงโอบเราไว้ในนิมิตของพระผู้ทรงฤทธานุภาพ ! ที่ใดเล่าคือที่แห่งความสงสัย ? ไม่มีที่ใดเลย; ความเคลือบแคลงใจหมดไปแล้ว, ความสงสัยจมดับลับหาย, ขณะที่นิยายและการหลอกลวงหลบลี้หนีหน้าไปตลอดกาล !

     “แต่, ท่านที่เคารพ, จงคิดเถิด, คิดต่อไปอีกสักครู่, ปีติอะไรเช่นนี้ที่เปี่ยมในใจเรา, และด้วยความประหลาดใจอะไรเช่นนี้ที่เราคุกเข่าลง, (เพราะใครเล่าจะไม่คุกเข่าเพราะพรเช่นนั้น ?) เมื่อเราได้รับฐานะปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์ภายใต้มือของท่านขณะที่ท่านกล่าว, ‘แก่ท่านเพื่อนผู้ร่วมรับใช้ทั้งหลายของข้าพเจ้า, ในพระนามของพระเมสสิยาห์, ข้าพเจ้าประสาทฐานะปุโรหิตนี้และสิทธิอำนาจนี้, ซึ่งจะคงอยู่บนแผ่นดินโลก, เพื่อบรรดาบุตรของเลวีจะยังถวายเครื่องถวายบูชาแด่พระเจ้าในความชอบธรรมได้ !’

     “ข้าพเจ้าจะไม่พยายามบรรยายความรู้สึกของใจดวงนี้แก่ท่าน, หรือความงามเฉิดฉายและรัศมีภาพซึ่งรายล้อมเราในเวลานี้; แต่ท่านจะเชื่อข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้ากล่าว, ว่าแผ่นดินโลก, หรือมนุษย์, ด้วยวาทะศิลป์ตามกาลเวลา, ก็ไม่สามารถเริ่มเรียงร้อยภาษาในวิธีที่น่าสนใจและไพเราะได้เท่ารูปกายบริสุทธิ์ท่านนี้. ไม่เลย; อีกทั้งในแผ่นดินโลกนี้ก็ไม่มีอำนาจที่จะให้ปีติ, มอบสันติสุข, หรือเข้าใจปัญญาซึ่งมีอยู่ในแต่ละประโยคที่ให้มาโดยอำนาจของพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ! มนุษย์อาจจะหลอกลวงเพื่อนมนุษย์ของเขาได้, การหลอกลวงอาจจะตามมาด้วยการหลอกลวง, และลูก ๆ ของคนชั่วคนนั้นอาจจะมีอำนาจชักชวนคนโง่และคนที่ไม่ได้รับการสอน, จนกระทั่งไม่มีสิ่งใดนอกจากนิยายมาป้อนให้คนมากมาย, และผลของความเท็จพาคนโลเลไปตามกระแสของมันจนถึงหลุมศพ; แต่สัมผัสครั้งเดียวด้วยนิ้วพระหัตถ์แห่งความรักของพระองค์, ใช่แล้ว, ลำแสงหนึ่งเดียวของรัศมีภาพจากโลกเบื้องบน, หรือพระคำคำเดียวจากพระโอษฐ์ของพระผู้ช่วยให้รอด, จากอ้อมอกของนิรันดร, ล้มทุกอย่างให้ไปสู่ความไม่สลักสำคัญ, และลบมันออกจากความคิดตลอดกาล. ความมั่นใจว่าเราอยู่กับเทพองค์หนึ่ง, ความแน่นอนว่าเราได้ยินสุรเสียงของพระเยซู, และความจริงที่ไม่ด่างพร้อยขณะหลั่งไหลจากรูปกายบริสุทธิ์ท่านหนึ่ง, ที่รับคำสั่งจากพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า, สำหรับข้าพเจ้าเกินกว่าจะพรรณนา, และข้าพเจ้าจะพินิจการแสดงออกถึงพระกรุณาธิคุณของพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความพิศวงและน้อมขอบพระทัยเสมอ ขณะที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ยังอยู่; และในปราสาทเหล่านั้น ณ สถานที่ซึ่งความดีพร้อมดำรงอยู่และบาปไม่มีวันมาถึง, ข้าพเจ้าหวังจะเทิดทูนพระองค์ในวันนั้นซึ่งจะไม่มีวันดับสูญเลย.”—เมสเซ็นเจอร์ แอนด์ แอตโวเคท(Messenger and Advocate), เล่ม ๑ (เดือนตุลาคม ๑๘๓๔), หน้า ๑๔–๑๖.